ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 233 แท้จริงแล้วเขากำลังก่อกวน!
บทที่ 233 แท้จริงแล้วเขากำลังก่อกวน!
ลู่เฉินมาที่จวนของหนานลัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มีคนรับใช้ไม่กี่คนในจวนหลังนี้ และคนรับใช้เหล่านี้ล้วนเป็น ‘ยอดฝีมือ’ แม้แต่ผู้ดูแลยังเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิด อีกทั้งยังมีรากวิญญาณสวรรค์เจ็ดดาว!
“นี่คือผู้ดูแลจวนของข้า นามว่าไป๋ซาน” หนานลัวแนะนำ
ผู้ที่ชื่อไป๋ซานกล่าวด้วยความเคารพต่อลู่เฉินและหนานเหยาทันทีว่า “เชิญทั้งสองท่าน”
หนานเหยามองไป๋ซานและเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แก้มขวาของเจ้าเป็นอะไร ไยจึงดูเหี่ยวกว่าแก้มด้านซ้ายเล่า?”
ไป๋ซานลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ “ข้าเคยถูกวางยาครั้งหนึ่ง ใบหน้าซีกขวาของข้าตายไปแล้ว สุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้”
“น่ากลัวยิ่งนัก” หนานเหยาอ้าปากค้าง ขณะที่หนานลัวอธิบายต่อ “ครั้งหนึ่งตอนที่เขากับข้าออกไปทำธุระ พวกเราเจอกับสัตว์ประหลาดที่น่ากลัว และพิษที่ปล่อยออกมาจากสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็คือเข็มบิน มันพุ่งโดนใบหน้าเขา สุดท้ายจึงกลายเป็นเช่นนี้”
หนานเหยาจึงเข้าใจในทันที
ในเวลานี้เอง มายเลข 36 ก็ปรากฏตัวขึ้นและกล่าวกับหนานลัวด้วยความเคารพว่า “ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้แล้ว”
“เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว” หนานลัวกล่าว แต่ขณะที่หมายเลข 36 กำลังจะจากไป หนานลัวก็เอ่ยกำชับเขาว่า “อย่าได้รายงานเรื่องนี้!”
“เข้าใจแล้ว!” หมายเลข 36 เอ่ยจบและออกไปจากที่นี่
หนานลัวมองลู่เฉินและหนานเหยาก่อนจะเอ่ยว่า “ไปกันเถิด”
ทั้งสองเดินตามหลังอีกฝ่ายไปทันที จนมาถึงห้องลับแห่งหนึ่ง
พ่อบ้านกำลังเฝ้าอยู่นอกห้องลับ ในขณะที่เหยียนเฟิงซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกมัดไว้กับเก้าอี้
เมื่อเหยียนเฟิงเห็นหนานลัว เขาก็ตกใจกลัวขึ้นมา “ท่านเจ้ากรม”
“บอกข้ามาว่าผู้ใดสั่งให้จับเขา” หนานลัวเอ่ยอย่างเย็นชา ขณะที่เหยียนเฟิงพูดอย่างกระวนกระวายว่า “ข้า… ข้าพูดไม่ได้!”
“เพราะเหตุใด?”
“เขา เขาสลักอักขระยันต์ที่ทำให้ข้าไม่อาจทรยศได้”
“อักขระยันต์?” หนานลัวถามด้วยความประหลาดใจ ขณะที่เหยียนเฟิงขานตอบ “ใช่ อักขระยันต์ที่กัดกินหัวใจ เมื่อข้าทรยศ ข้าก็จะตาย!”
ชายชราเผยสีหน้าเคร่งขรึมทันที “อักขระยันต์ที่ชั่วร้ายเช่นนี้ เป็นผู้ใดกันแน่”
“ท่านเจ้ากรม ได้โปรด ปล่อยข้าไป ข้า ข้าไม่กล้าอีกแล้ว!”
ทันใดนั้น ลู่เฉินก็เดินไปหยิบเข็มออกมาสองสามเล่มแล้วแทงเข้าไปในร่างของเหยียนเฟิง อีกฝ่ายพลันตกใจกลัวยิ่งนัก “เจ้า เจ้าจะทำอะไร!?”
หนานลัวเองก็ต้องการรู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอะไร
ส่วนหนานเหยานั้นทำหน้าฉงนใจยิ่งนัก “อาจารย์ ท่านทำอะไร?”
“ทำลายอักขระยันต์ที่กัดกินหัวใจ!” หลังจากที่ลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็วางมือข้างหนึ่งบนหน้าอกของอีกฝ่าย จากนั้นจึงเริ่มทำลายอักขระยันต์
หนานเหยารู้สึกประหลาดใจทันที “อาจารย์ ท่านทำลายสิ่งนี้ได้หรือ?”
เหยียนเฟิงพูดอย่างตื่นตระหนกว่า “เป็นไปไม่ได้! มันไม่สามารถทำลายได้!”
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ลู่เฉินก็ดึงมือและเข็มออก “เอาล่ะ เสร็จแล้ว!”
เหยียนเฟิงไม่เชื่อ แต่เมื่อจิตวิญญาณแทรกซึมเข้าไปในร่างกาย เขาก็เห็นว่าอักขระยันต์หายไป เขาจึงเอ่ยด้วยความตกใจว่า “เหตุใดพวกมันถึงได้หายไป?!”
“ข้าบอกไปแล้วว่าข้าทำลายมัน!” คำพูดของลู่เฉินทำให้เหยียนเฟิงตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม “ไม่ มันเป็นไปไม่ได้!”
หนานลัวไม่เอ่ยอันใด แต่ก้าวไปข้างหน้าเพื่อตรวจสอบ ก่อนจะพบว่าในร่างกายของเหยียนเฟิงไม่มีอะไรน่าสงสัยเหลืออยู่จริง ๆ “ไม่มีอะไรเลย!”
หนานเหยาจ้องไปที่เหยียนเฟิง “เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันถูกทำลายหรือเปล่า?”
เหยียนเฟิงเอ่ยตอบอย่างตะกุกตะกัก “ชะ ใช่ มันถูกทำลายแล้ว!”
หลังจากได้ยินว่ามันถูกทำลายแล้วจริง ๆ หนานลัวก็พลันรู้สึกเหลือเชื่อ เขามองไปที่ลู่เฉิน ในขณะที่หนานเหยาพูดอย่างตื่นเต้นว่า “อาจารย์ ท่านทำได้ทุกอย่างจริง ๆ!”
ชายหนุ่มที่ถูกประจบเพียงจ้องไปที่เหยียนเฟิง “ตอนนี้เจ้าสามารถพูดได้หรือยังว่ามันคือผู้ใด?”
“หมอ… หมอผี ว่านฉงหยาง!” เหยียนเฟิงตอบ ในขณะที่หนานลัวจ้องมองด้วยความตกตะลึง “อันใดนะ ว่านฉงหยาง?”
“ใช่ เขาบอกให้ข้าหาคนผู้นี้ให้เจอแล้วจับเขาเสีย” เหยียนเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าหวาดกลัว
แต่หนานเหยากลับรู้สึกสงสัย “ว่านฉงหยางผู้นี้คือหมอผีคนนั้นหรือ?”
หนานลัวพยักหน้ารับคำ “หมอผีมีสหายมากมายในราชสำนัก และยังเป็นถึงหมอหลวงของจักรพรรดิ!”
หนานเหยาพูดด้วยความโกรธทันทีว่า “แล้วอย่างไรเล่า!”
“น้องเก้า เจ้าไม่รู้หรือว่าตอนนี้ราชสำนักกำลังวุ่นวายนัก แม้แต่ข้าก็ไม่กล้าแตะต้องหมอผีผู้นี้” หนานลัวผุดลุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ในขณะที่เหยียนเฟิงกำลังสับสนและพึมพำอยู่กับตัวเอง “น้องเก้างั้นหรือ?”
หนานเหยายังคงมีท่าทีไม่พอใจ “ไม่ เขากล้าแตะอาจารย์ของข้า ข้าก็จะจัดการเขา!”
หลังจากที่หนานลัวมองไปที่เหยียนเฟิง เขาก็มองไปที่ทั้งสองคนอีกครั้ง “ออกไปคุยกันก่อน”
จากนั้นทั้งสามคนจึงเดินออกไป หนานลัวไม่ลืมบอกให้ไป๋ซานคอยคุ้มกันเหยียนเฟิงที่นี่
อารมณ์ของหนานเหยายังคงไม่ดีขึ้นจนกระทั่งเมื่อมาถึงห้องตำรา หนานลัวก็พูดขึ้นมาอย่างเคร่งขรึมว่า “เจ้ารู้ไหมว่าอะไรคือเหตุผลที่ข้าขอให้อาจารย์ของเจ้ามาในครั้งนี้?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า!” หนานเหยาตอบอย่างไม่พอใจ
“เมื่อไม่นานนี้จักรพรรดิล้มป่วยลง เหล่าองค์ชายกำลังต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กันอยู่ นอกจากนี้ยังมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์สามแห่งและการแทรกซึมของราชวงศ์อื่น ๆ ทำให้เรื่องตอนนี้ซับซ้อนเป็นอย่างมาก!”
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่ง… กับราชวงศ์อื่น นี่พวกเขากล้าสร้างปัญหางั้นหรือ?” หนานเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นพลันสงสัย ในขณะที่หนานลัวก็อับจนปัญญาไม่น้อยไปกว่ากัน “ใช่แล้ว!”
“แล้วท่านตามหาอาจารย์ของข้ามาเพื่อการใด?”
“ข้าได้ตรวจสอบเรื่องหมอผีในเมืองหลินเทียนแล้วก็ได้รู้ว่าคนผู้นั้นคืออาจารย์ของเจ้า ดังนั้นข้าจึงอยากให้เขาไปดูอาการป่วยขององค์จักรพรรดิ หากเป็นไปได้ เป็นการดีที่สุดที่จะรักษาพระองค์ให้หายจากอาการประชวรโดยเร็ว เพื่อที่ทุกอย่างจะได้ดีขึ้น และสามารถนำความสงบกลับคืนมาได้” หนานลัวตอบ
“ไม่หวังพึ่งหมอผีผู้นั้นหรอกหรือ?” หนานเหยาเอ่ยอย่างเย้ยหยัน
ทว่าชายชราเพียงถอนหายใจ “มีหมอผีแต่เขาช่วยไม่ได้ นอกจากนี้แล้ว มันยังมีพลังอำนาจที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นข้าจึงไม่เชื่อเขา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนานเหยาพลันตาเป็นประกายทันที “ถ้าอาจารย์ของข้ารักษาจักรพรรดิหายได้ เขาจะสามารถจัดการหมอผีนั่นได้ใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่สามารถรับประกันเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าการรักษาเป็นไปด้วยดี ข้ามั่นใจได้ว่าหมอผีจะไม่กล้าทำอะไรกับเขาในนครทักษิณา” หนานลัวอธิบาย ขณะที่หนานเหยามองไปที่ลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์ ท่านคิดอย่างไร?”
ลู่เฉินต้องการไปที่สุสานหลวง ดังนั้นเขาจึงถามขึ้นว่า “สุสานราชวงศ์หนานโยวแห่งแดนทักษิณาอยู่ที่ใด”
“สุสานราชวงศ์หนานโยวแห่งแดนทักษิณาน่ะหรือ?” หนานลัวสงสัย แต่หนานเหยากลับรู้สึกงงงวย “ทำไมเจ้าจึงถามเช่นนี้?”
“ก็แค่ถามเท่านั้น” ลู่เฉินตอบอย่างสบาย ๆ หนานลัวจึงอธิบายให้ฟังว่า “สุสานหลวงของราชวงศ์ย่อมอยู่ในพระราชวัง และมียอดฝีมือคอยคุ้มกันมากมาย มีเพียองค์จักรพรรดิที่สามารถเข้าออกได้ ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปที่แห่งนั้น”
ลู่เฉินสงสัย “โอ้? ไม่มีสิทธิ์หรือ?”
“ใช่!”
“ไม่มีผู้ใดอยู่ที่นั่นเลยหรือ?” ลู่เฉินถาม ส่วนหนานลัวอธิบายต่อว่า “สุสานหลวงมีเส้นทางซับซ้อน และยังไม่มีใครสามารถเข้าออกได้”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “แต่ข้าได้ยินมาว่า แม้ว่าไม่ใช่จักรพรรดิก็สามารถเข้าออกได้!”
“นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!” หนานลัวไม่เชื่อ ในขณะที่หนานเหยาอธิบายต่อไปว่า “อาจารย์ สิ่งที่พี่แปดของข้าพูดเป็นความจริง!”
ลู่เฉินรู้เพียงว่าภูเขาภูตผีแห่งแดนทักษิณาอยู่ในสุสานหลวง และอู่เหยียนรวมถึงยอดฝีมือจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์บางคนจะถูกส่งไปที่นั่น ด้วยเหตุนี้ เขาจำต้องรู้ว่ามันมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรบ้างที่รออยู่
ทว่าเหตุใดสองคนนี้ถึงได้บอกว่าคนนอกไม่สามารถเข้าไปได้ เมื่อสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้ เขาจึงต้องการไปที่พระราชวังและคิดหาทางออกใหม่