ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 232 ทหารยามเกราะดำหมายเลข 36!
บทที่ 232 ทหารยามเกราะดำหมายเลข 36!
หมัดของหนานเหยามีไอภูตผีแฝงอยู่ ดังนั้นไอภูตผีนี้จึงแทรกซึมเข้าไปในร่างของเหยียนเฟิง ทำให้สีหน้าของเหยียนเฟิงดูย่ำแย่ไปทันที “ให้ตายเถอะ!”
“เจ้ายังกล้าต่อต้านอีกหรือ!?” หนานเหยาถามอย่างโกรธจัด ขณะที่เหยียนเฟิงชี้หน้าหนานเหยาแล้วพูดว่า “รอก่อนเถอะ!”
เหยียนเฟิงพูดจบก็หยิบกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ออกมา และเมื่อกระบอกไม้ไผ่ถูกเปิดออก ลำแสงสีต่าง ๆ ก็พวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมกับเสียง ‘ฟึ่บ’ มันกระจายออกกลางอากาศราวกับดอกไม้ไฟ
ครู่ต่อมา ทหารยามจำนวนมากก็ทะยานลงมาจากเวหา
ผู้มาใหม่เหล่านี้สวมชุดเกราะสีดำและหน้ากากสีดำ บนร่างมีไอปราณที่ทรงพลังอย่างมาก แล้วภาพนี้ก็ทำให้กลุ่มคนรอบ ๆ อุทานขึ้นมาทันที “พวกเขาคือทหารยามเกราะดำ!”
“ทหารยามเกราะดำมาแล้ว สองคนนี้จบสิ้นแล้ว!”
ลู่เฉินไม่รู้ว่าทหารยามเกราะดำคืออะไร แต่เหยียนเฟิงกลับหัวเราะเยาะใส่หนานเหยา “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร”
หนานเหยาพูดอย่างเฉยเมยว่า “ทหารยามเกราะดำ ประกอบด้วยกลุ่มทหารยามที่ทรงพลังอยู่ภายใต้การควบคุมของแม่ทัพใหญ่ประจำเมือง ขึ้นตรงต่อจักรพรรดิ!”
“ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว เช่นนั้นก็รอความตายซะ!” เหยียนเฟิงตะคอกลั่น ทว่าในขณะนี้เอง ทหารยามเกราะดำก็มาถึง ผู้ที่เป็นหัวหน้าเอ่ยถามอย่างเย็นชาว่า “เกิดอันใดขึ้น?”
เหยียนเฟิงมองอีกฝ่ายและพูดด้วยความเคารพ “ขออภัย ท่านเป็นผู้ใด?”
คนผู้นั้นหยิบป้ายสีขาวที่มีตัวเลข ‘36’ สลักอยู่ออกมา
เหยียนเฟิงกล่าวด้วยความเคารพทันทีว่า “ท่านหมายเลข 36 สองคนนี้กำลังสร้างปัญหา โปรดจัดการพวกเขาและส่งตัวมาให้พวกเรา!”
คนคนนั้นมองไปที่หนานเหยาและลู่เฉิน “พวกเจ้าสร้างปัญหางั้นหรือ?”
“เขาจับคนซี้ซั้ว!” หนานเหยาพูดโดยไม่เกรงกลัวใด ๆ ทว่าคนรอบข้างต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด “เป็นหมายเลข 36!”
“คนผู้นี้เรียกได้ว่ามีความสามารถทีเดียว!”
บางคนเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วเขาเป็นใครกันแน่?”
“องครักษ์เกราะดำต่างก็เป็นทหารเดนตาย ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร” ใครบางคนเอ่ยตอบ
สำหรับเหยียนเฟิงที่ได้ยินคำพูดของหนานเหยา เขาก็หันไปพูดกับหมายเลข 36 ทันทีว่า “ท่าน 36 สองคนนี้อาจเป็นสายลับของศัตรู ข้าวางแผนที่จะจับกุมพวกเขาและสอบปากคำพวกเขาให้ดี”
ทุกคนอ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำว่า ‘สายลับ’
เพราะไม่ว่าอย่างไรในราชวงศ์หนานโยว สายลับเป็นสิ่งที่ยากจะทนรับได้ที่สุด ดังนั้นพวกเขาจึงยอมฆ่าผิดตัว แต่จะไม่ยอมปล่อยไปเด็ดขาด
หลังจากที่ลู่เฉินตกเป็นผู้ต้องสงสัย และเมื่อเห็นว่าหมายเลข 36 กำลังจะจับลู่เฉิน หนานเหยาก็พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า “เจ้าอย่าทำอะไรข้าจะดีกว่า มิฉะนั้นเจ้าจะเสียใจเป็นแน่!”
หมายเลข 36 ไม่พูด แต่ถอนหายใจออกมา
เหยียนเฟิงพูดด้วยรอยยิ้ม “แม่นางน้อย ทหารเดนตายเหล่านี้จะไม่ถูกคุกคามง่าย ๆ เช่นนี้หรอก!”
หนานเหยาเริ่มหมดความอดทน “พวกเจ้ารอก่อนเถอะ!”
หญิงสาวหยิบนกกระดาษส่งเสียงออกมา จากนั้นมันก็หายไป เหยียนเฟิงที่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยเย้ยหยันทันที “ผู้ใดก็ช่วยเจ้าไม่ได้หรอก!”
“จริงหรือ?” หนานเหยายิ้มอย่างมีเลศนัย
เหยียนเฟิงจ้องมองหนานเหยาและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เพราะเจ้าสองคนเป็นสายลับ ไม่ว่าผู้ใดจะมาก็คงจะเป็นพวกเดียวกับพวกเจ้า!”
“สายลับ? เจ้ากล่าวออกมาเองนะ!” หนานเหยาไม่ชอบหน้าเหยียนเฟิง และนางหวังว่าจะสามารถจัดการเหยียนเฟิงให้เร็วที่สุด แต่เหยียนเฟิงกลับเอ่ยยั่วยุขึ้นมาว่า “ถ้าเจ้ายอมรับความพ่ายแพ้ตอนนี้ พวกข้าจะได้ประหยัดแรง ไม่เช่นนั้นจะเป็นเจ้าเองที่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง”
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไป!” หนานเหยากล่าวด้วยความมั่นใจ
หลังจากที่เหยียนเฟิงหัวเราะเยาะ เขาก็มองไปที่หมายเลข 36 “ท่านหมายเลข 36 ดูสิ สองคนนี้เป็นบ้าไปแล้ว!”
เมื่อหมายเลข 36 กำลังจะเคลื่อนไหว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากถนน “สร้างปัญหามากพอหรือยัง?”
ทุกคนสงสัยว่าเป็นเสียงของใครจึงพากันหันมองไปที่ต้นเสียง
ในเวลานี้เอง ชายชราผู้หนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้น เขาคือหนานลัว แต่เรื่องที่หนานลัวเป็นคนของราชวงศ์กลับมีคนไม่มากนักที่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นทหารยามและกลุ่มผู้ชมจึงสงสัยว่าชายชราคนนี้เป็นผู้ใด
เหยียนเฟิงยังกลอกตาพลางเอ่ยถามว่า “เจ้าเป็นใคร?”
“แล้วเจ้าเป็นผู้ใด?” หนานลัวถามกลับ และเหยียนเฟิงก็พูดขึ้นว่า “หัวหน้าหน่วยทหารยามพิทักษ์นครหลวง เหยียนเฟิง!”
“โอ้? แทนที่จะลาดตระเวนอย่างถูกต้อง แต่เจ้าเรียกทหารยามเกราะดำทั้งหมดมาเพื่อการใด?”
“พวกเขาเป็นสายลับ!” เหยียนเฟิงชี้ไปที่พวกลู่เฉิน แต่หนานลัวกลับเอ่ยถามอย่างเย็นชา “จริงหรือ?”
“แน่นอน!” เหยียนเฟิงพูดอย่างเย่อหยิ่ง แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่อทหารยามเกราะดำเหล่านั้นเห็นหนานลัวก็รีบก้าวไปข้างหน้าและพูดด้วยความเคารพว่า “ท่านเจ้ากรม”
ท่านเจ้ากรม?
บางคนที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่างก็สงสัย แต่เมื่อเหยียนเฟิงได้ยินสิ่งนี้ ขาของเขาก็เดินกะเผลกไปด้วยความตกใจ “ท่าน… ท่านเจ้ากรมของสำนักตรวจการหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” หนานลัวมองไปที่เหยียนเฟิงอย่างเย็นชา
ความเย่อหยิ่งของเหยียนเฟิงหายไปทันที และถูกแทนที่ด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว เขาถึงขั้นตัวสั่นด้วยความตกใจ “ท่านเจ้ากรม ข้า… ข้าไม่รู้ว่าเป็นท่าน!”
“เจ้าไม่กล้าแล้วหรือ?” หนานลัวถามเสียงเย็น
“ไม่ ไม่แล้ว!”
“เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่ช่วยพวกเขาคือสายลับงั้นหรือ?” หนานลัวถามกลับ เหยียนเฟิงตกใจมากจนเหงื่อไหลออกจากหน้าผาก “ข้า ข้าแค่พูดไปเรื่อย!”
หนานลัวพูดเสียงขรึม “บอกมา ใครเป็นคนสั่งเจ้าให้ใส่ร้ายว่าพวกเขาเป็นสายลับ”
เหยียนเฟิงไม่กล้าโกหก เพราะเขารู้ว่าจุดจบของผู้โกหกต่อหน้าผู้อาวุโสของสำนักตรวจการจะต้องเลวร้ายยิ่งนัก ดังนั้นเหยียนเฟิงจึงเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ท่านเจ้ากรม ข้า ข้าแค่หลงผิดไปชั่ววูบ”
“เจ้ารู้ผลของการใส่ร้ายผู้อื่นหรือไม่?”
“ข้า…” ใบหน้าของเหยียนเฟิงซีดเซียว
หนานลัวมองไปที่หมายเลข 36 แล้วสั่งทันทีว่า “จัดการมัน!”
“ขอรับ!” หมายเลข 36 ตอบรับ จากนั้นทุกคนก็เห็นเงาร่างของหมายเลข 36 สับฟันกระบี่เข้าใส่ร่างเหยียนเฟิง
หลังจากหมายเลข 36 เก็บกระบี่ เหยียนเฟิงก็กรีดร้องครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะแขนขาของเขาใช้การไม่ได้อีกต่อไป อีกทั้งตันเถียนของเขาก็ถูกทำลายลงเช่นกัน ซึ่งเทียบเท่ากับการบ่มเพาะขั้นก่อกำเนิดนั้นได้หายไปอย่างสิ้นเชิง
“ถูกทำลายเลยงั้นหรือ?” ผู้คนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกใจยิ่งนัก
ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองเองก็รู้สึกหวาดกลัว พวกเขาเบิกตากว้าง ขณะที่บางคนแอบดีใจที่พวกเขาไม่ได้รีบร้อนเคลื่อนไหวในตอนนั้น มิฉะนั้นพวกเขาคงจะไม่รู้ว่าพวกเขาตายตกไปเพราะเหตุใด
หนานลัวมองไปยังหมายเลข 36 แล้วเอ่ยว่า “พาเขาไปด้วย และส่งเขาไปที่จวนของข้า”
“ขอรับ!” หมายเลข 36 คว้าเหยียนเฟิงและจากไป
หนานเหยาก้าวไปข้างหน้าและพูดอย่างมีความสุขว่า “โชคดีที่มาทันเวลา!”
“ก่อนจะมา เจ้าก็ไม่รู้จักบอกกล่าว ข้าจะได้มาต้อนรับเจ้า!” หนานลัวเอ่ยอย่างใจดี
“อย่าลำบากนักเลย” หนานเหยายิ้ม แต่ผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็สงสัยว่าหนานเหยาคนนี้เป็นใคร และเหตุใดนางถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อาวุโสของสำนักตรวจการ
ส่วนหนานลัวนั้นมองไปที่ลู่เฉินและกล่าวอย่างสุภาพ “อย่าได้ตกใจไป”
“ข้าไม่เป็นไร!” ลู่เฉินตอบ ขณะที่หนานลัวก็รีบกล่าวชักชวนว่า “ไป ไปที่จวนแล้วค่อยว่ากัน!”
หลังจากที่ลู่เฉินตอบรับ เขาและหนานเหยาก็ติดตามหนานลัวออกไปจากที่นี่
ฝูงชนกำลังพูดคุยถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา หนานลัวเองก็ถามหนานเหยาขณะเดินอยู่บนถนนว่า “เหตุใดหัวหน้าคนนั้นถึงได้หาเรื่องพวกเจ้า”
“ทันทีที่มาถึง เขาก็บอกว่าต้องการจับอาจารย์ของข้า!” หนานเหยาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
ส่วนหนานลัวมองไปที่ลู่เฉินอย่างสงสัย ชายหนุ่มเพียงตอบกลับมาว่า “ข้าก็ต้องสอบถามเขาถึงจะรู้คำตอบ!”
“เช่นนั้นก็ไปสอบปากคำเขากันเถิด!” หลังจากที่หนานลัวพูดจบ เขาก็เร่งฝีเท้าขึ้น ส่วนลู่เฉินเองก็เอ่ยด้วยความสงสัยว่า “ผู้ใดกันที่ส่งหัวหน้าหน่วยทหารยามมาก่อกวนข้า?”