ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 238 วางแผนทำร้ายผู้อื่นไม่สำเร็จ แต่โยนความผิดให้ผู้อื่น!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 238 วางแผนทำร้ายผู้อื่นไม่สำเร็จ แต่โยนความผิดให้ผู้อื่น!
บทที่ 238 วางแผนทำร้ายผู้อื่นไม่สำเร็จ แต่โยนความผิดให้ผู้อื่น!
ลู่เฉินอธิบายว่า “แมลงในร่างกายของเจ้าค่อนข้างพิเศษ หากเจ้าต้องการกระตุ้นให้มันรวมร่างเข้ากับร่างกายของคน เจ้าต้องลงมือในระยะประชิด!”
เมื่อจักรพรรดิได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง “เจ้าหมายถึงในบรรดาคนเหล่านั้น มีผู้ที่ต้องการฆ่าข้าหรือ?”
“ใช่”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น องค์จักรพรรดิก็พลันรู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที “หมอผีนั่นต้องการฆ่าข้า มาตอนนี้ยังมีผู้อื่นที่ต้องการฆ่าข้าด้วย!”
“อย่าตื่นเต้นมากไป มิฉะนั้นชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้าจะตายเร็วขึ้นเป็นแน่” ลู่เฉินเตือน ส่วนองค์จักรพรรดิรีบสงบอารมณ์อย่างรวดเร็ว “ถ้าเช่นนั้น มีวิธีจัดการกับแมลงพวกนี้หรือไม่?”
“มี แต่ข้าเกรงว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ดังนั้นข้าจะปล่อยให้แมลงเหล่านี้อยู่ในสภาวะนอนหลับให้มากที่สุดก่อนเพื่อไม่ให้พวกมันส่งผลกระทบต่อชีวิตของเจ้า แต่จะไม่ให้เจ้านายของพวกมันรู้ว่าเกิดปัญหาแล้ว” ลู่เฉินอธิบาย
จักรพรรดิตรัสอย่างตื่นเต้นว่า “รบกวนเจ้าแล้ว”
“ไม่รบกวน ทว่าหลังจากที่ข้าช่วยเจ้าแล้ว เจ้าต้องตอบคำถามบางอย่างกับข้า” ลู่เฉินจ้องไปที่จักรพรรดิ ส่วนองค์จักรพรรดิพลันมีสีหน้างุนงง “คำถาม?”
“ใช่ เกี่ยวกับสุสานหลวง”
“เจ้าคือผู้ใด? เหตุใดเจ้าถึงอยากรู้เกี่ยวกับสุสานหลวง” องค์จักรพรรดิตกใจมาก แต่ลู่เฉินยังคงมองไปที่เขาแล้วเอ่ยว่า “ข้าตามรอยคนบางคนมา และคนเหล่านี้ก็ไปที่สุสานหลวงในดินแดนทักษิณา”
“คนของราชวงศ์เรา?” จักรพรรดิถามด้วยความประหลาดใจ
“ไม่ใช่”
“เป็นไปไม่ได้ สุสานหลวงของพวกเราล้วนเป็นของราชวงศ์ ไม่อาจมีคนนอกได้!” จักรพรรดิตอบทันที
“ไม่มีกรณีอื่นหรือวิธีพิเศษงั้นหรือ?” ลู่เฉินถาม
“เรื่องนี้…” จู่ ๆ จักรพรรดิก็รู้สึกลังเลขึ้นมา ส่วนลู่เฉินยังคงจ้องมองมาที่เขาแล้วกล่าวว่า “พูดมาเถิด”
“ครั้งหนึ่งเคยมีรอยแยกในสุสานหลวง และรอยแยกนั้นก็เต็มไปด้วยไอภูตผี ข้าคิดว่าคนมีชีวิตคงจะผ่านเข้าไปไม่ได้ใช่หรือไม่?”
ชายหนุ่มรู้ทันทีว่านี่คือจุดสำคัญแน่นอน ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ข้าจะรักษาเจ้า และจะช่วยหาคนที่ทำร้ายเจ้า แต่เจ้าต้องสัญญากับข้าและพาข้าไปไปที่สุสานหลวง”
“อันใดนะ?” องค์จักรพรรดิถึงกับตกใจ
ลู่เฉินจ้องคนตรงหน้าตาเขม็ง “หากเจ้าปฏิเสธ ข้าจะจากไปเดี๋ยวนี้”
องค์จักรพรรดิเป็นกังวลขึ้นมาทันที ถึงอย่างไรลู่เฉินเองก็เพิ่งพูดว่ามี ‘อันตราย’ มากมายรอบตัวเขา หากเขาไม่แก้ไข เช่นนั้นตนก็อย่าคิดจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเลย โดยเฉพาะที่ขณะนี้มีราชวงศ์ต่าง ๆ รวมถึงกองกำลังบางส่วนกำลังจับตาดูเขาอยู่
องค์จักรพรรดิครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะยอมเอ่ยปากในที่สุด “ได้ ข้าสัญญากับเจ้า”
จากนั้นลู่เฉินก็หยิบเข็มออกมาและปักเข้าไปในร่างของจักรพรรดิ องค์จักรพรรดิรู้สึกวิตกกังวลเล็กน้อย เนื่องจากกลัวว่าลู่เฉินจะไม่สามารถควบคุมแมลงเหล่านั้นได้
ทว่าเมื่อลู่เฉินถอนเข็มออก ทันใดนั้นจักรพรรดิก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นพลังก็ยังค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาด้วย
เรื่องนี้ทำให้จักรพรรดิตกใจยิ่งนัก “ข้า… หายแล้ว?”
“อืม เอาล่ะ เพื่อตามหาคนพวกนั้น ข้าเดาว่าเจ้าต้องแกล้งป่วยไปก่อน” ลู่เฉินกล่าว ส่วนองค์จักรพรรดิก็เอ่ยอย่างเข้าใจว่า “ตกลง ประเดี๋ยวข้าจะให้คนเหล่านั้นไปปรากฏตัวในพระราชวังในอีกสามวันให้หลัง”
ลู่เฉินพยักหน้าและพูดว่า “ได้ ยามนี้เรามาดูหมอผีกันเถิด”
เมื่อได้ยินว่าหมอผีทำอันใดกับการรักษา องค์จักรพรรดิก็กลัดกลุ้มทันที “ข้าเฝ้าไว้ใจเขามาตลอด ทว่าเขากล้าทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร?”
“เขารู้ทักษะทางการแพทย์ไม่น้อย ตราบใดที่ควบคุมความคิดชั่วร้ายได้ สมบัติวิญญาณของเจ้าก็จะตรวจจับได้ยาก” คำพูดของลู่เฉินทำให้จักรพรรดิอ้าปากค้าง “อันใดนะ?”
“ข้าจะให้พวกเขาเข้ามาเดี๋ยวนี้ แล้วเจ้าค่อยฟังข้าทีหลัง”
“เจ้าต้องการให้ข้าร่วมมืออย่างไร?” จักรพรรดิมองไปยังลู่เฉิน ส่วนลู่เฉินก็เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อแมลงเหล่านั้นบินวนรอบตัวเขา ให้คนมาจับเขาไว้ก็พอแล้ว จากนั้นก็ส่งให้หนานลัว อย่างไรก็เขาก็เป็นถึงเจ้ากรม ข้าจะร่วมมือกับเขาเพื่อตรวจสอบว่าเหตุใดหมอผีนั่นถึงต้องการควบคุมเจ้า”
“ได้!” หลังจากที่จักรพรรดิตอบรับแล้ว ลู่เฉินก็ขอให้เขาทำราวกับว่าตนกำลังป่วยหนักต่อไป องค์จักรพรรดิไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรวบรวมกลิ่นอายเอาไว้ จากนั้นก็แสร้งทำเป็นว่ากำลังจะตาย
เมื่อทุกอย่างถูกตระเตรียมไว้แล้ว ลู่เฉินก็เดินไปที่ประตู
ว่านฉงหยางที่อยู่ข้างนอกคิดว่าเขาทำให้แมลงในเกราะการรักษาหลั่งสารพิษออกมาแล้ว ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นและเอ่ยกับพระสนมอู่ว่า “เสร็จแล้ว”
พระสนมอู่ได้ยินเช่นนั้นก็พอใจมาก หลังจากนั้นไม่นาน จู่ ๆ ประตูก็เปิดออก
ลู่เฉินปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน หนานเหยาก้าวมาข้างหน้าอย่างตื่นเต้นและพูดว่า “ท่านอาจารย์ เป็นอย่างไรบ้าง?”
หนานลัวยังมองไปที่ลู่เฉินด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เซวียจินเองก็อยากรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ส่วนพระสนมอู่นั้น นางพาคนตรงเข้าไปในตำหนักด้านข้าง และเมื่อนางเห็นจักรพรรดิดูป่วยหนักมากกว่าเดิม นางก็โกรธขึ้นมาทันที “ทหาร จับเขาเดี๋ยวนี้!”
สตรีเหล่านั้นล้อมรอบลู่เฉินทันที ส่วนหนานเหยาก็ถามอย่างกระวนกระวายว่า “เจ้ากำลังทำอันใดอยู่?!”
“ทำอันใด? พวกเจ้าดูสิ อาการบาดเจ็บของจักรพรรดิรุนแรงขึ้นจนเกือบจะหมดสติไปแล้ว” พระสนมอู่พูดด้วยความโกรธเมื่อเห็นดวงตาของจักรพรรดิหรี่ลงเป็นเส้นตรง
หนานเหยาและหนานลัวจึงรีบหันมองดูทันที แล้วก็พบว่าองค์จักรพรรดินั้นก็ดู ‘ป่วยหนัก’ จริง ๆ
ว่านฉงหยางจ้องมองลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “หมอเทวดาอันใดกัน? ข้าว่าเขาคงมาสร้างความวุ่นวายเสียมากกว่า!”
“เจ้าเป็นคนสร้างความวุ่นวายมากกว่ากระมัง” ลู่เฉินกล่าวพลางจ้องว่านฉงหยางกลับไป ว่านฉงหยางราวกับโดนสบประมาท พลันตะโกนเสียงดังใส่ทันทีว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!?”
“เจ้าสร้างเกราะการรักษานี้ใช่หรือไม่?” ลู่เฉินถามกลับ ส่วนว่านฉงหยางก็พยักหน้าและพูดว่า “ใช่ ข้าเป็นผู้สร้างมัน!”
ทุกคนสงสัยว่าเหตุใดลู่เฉินถึงได้ถามเรื่องนี้ขึ้นมา ชายหนุ่มจึงชี้ไปที่เกราะนั้นแล้วพูดว่า “มีสิ่งแปลกปลอมมากมายบนเกราะนี้ ข้าคิดว่ามันเป็นของเจ้าด้วยสินะ”
หลังจากพูดจบ ตะขาบวิญญาณสีทองกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ว่านฉงหยางก็พลันตกใจ ขณะที่หนานลัวขมวดคิ้วแน่น “เกิดอันใดขึ้น?”
ส่วนหนานเหยาเองก็รู้สึกประหลาดใจมากยิ่งขึ้น “เหตุใดถึงมีแมลงอยู่ที่นี่”
แน่นอนว่าพระสนมอู่รู้ว่ามันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่นางกลับคำและใส่ร้ายว่า “เจ้า! ข้าว่าแมลงพวกนี้เป็นของเจ้ามากกว่ากระมัง!”
“ของข้า?” ลู่เฉินคลี่ยิ้ม
“ไร้สาระ เจ้าเพิ่งมาที่นี่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นของใครได้เล่า!?” พระสนมอู่ตะโกน
ชายหนุ่มหันไปมองว่านฉงหยางทันที “แมลงพวกนี้เป็นของเขา ไม่ใช่ของข้า!”
พระสนมอู่ย่อมไม่ยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของว่านฉงหยาง ดังนั้นนางจึงเย้ยหยันว่า “เมื่อครู่พวกเราทั้งหมดอยู่ข้างนอก เหตุใดถึงได้เป็นของเขากันเล่า?”
“เกราะแห่งนี้เขาเป็นคนสร้างขึ้น และแมลงเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งเดียวกับเกราะ หากเจ้าบอกว่าไม่ใช่ของเขา แล้วจะเป็นของผู้ใดเล่า?” ลู่เฉินยิ้มออกมา เขามองไปที่พระสนมอู่ผู้กำลังกัดเขาแน่นไม่ยอมปล่อย
นางพระสนมอู่ตะคอกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว “ประเดี๋ยวข้าจับเจ้าไปเค้นเอาคำตอบก็รู้แล้วว่าเป็นของผู้ใด!”
หลังจากพูดจบ พระสนมอู่ก็ตะโกนบอกสาวใช้เหล่านั้นทันทีว่า “จับเขาไว้!”
หนานเหยาขึ้นเสียงทันที “ผู้ใดกล้า!”
หนานลัวซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ลู่เฉินก็พูดขึ้นว่า “พระสนมอู่ ถ้าเจ้าอยากรู้ว่าแมลงเหล่านี้เป็นของใคร เจ้าก็แค่ต้องหาใครสักคนมาตรวจสอบพวกมัน!”
“หาคนงั้นหรือ? เช่นนั้นก็ต้องจับเขาก่อนแล้วค่อยหาคนอื่น ถึงอย่างไรเสียเขาก็น่าสงสัยที่สุด” พระสนมอู่พูด แต่ลู่เฉินกลับยิ้มแล้วถามกลับไปว่า “จริงหรือ?”
จู่ ๆ ว่านฉงหยางก็กระโดดออกมาร่วมวงด้วย “พระสนมอู่ ข้ามีวิธีระบุว่าแมลงเหล่านี้เป็นของเขาหรือไม่!”
“พูดมา!” พระสนมอู่อยากรู้ว่าว่านฉงหยางจะมีวิธีอันใด
“ข้ามีสมุนไพรอยู่ต้นหนึ่ง ตราบใดที่แมลงเหล่านั้นได้กลิ่น พวกมันจะรู้สึกอึดอัดและจะมองหาเจ้าของของมัน” ว่านฉงหยางตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ พระสนมอู่พลันรู้ทันทีว่าว่านฉงหยางวางแผนที่จะโยนความผิดให้กับลู่เฉิน นางจึงตอบตกลง “ได้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ทำ!”
ทว่าหนานเหยาไม่เชื่อว่านฉงหยาง “เขาเองก็เป็นผู้ต้องสงสัยด้วย เหตุใดจึงปล่อยให้เขาเป็นคนตรวจสอบ?”
ลู่เฉินกลับฉีกยิ้ม “ให้เขาทำเถิด!”
“ท่านอาจารย์ ท่าน…” หนานเหยาไม่เข้าใจว่าเหตุใดลู่เฉินจึงให้ว่านฉงหยางเป็นผู้ตรวจสอบ