ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 239 ขุดหลุมขนาดใหญ่ฝังตัวเอง!
บทที่ 239 ขุดหลุมขนาดใหญ่ฝังตัวเอง!
พระสนมอู่กล่าว ‘ชื่นชม’ ความกล้าหาญของลู่เฉิน “เอาล่ะ เช่นนั้นก็ให้หมอว่านเริ่มเถิด!”
หมอว่านหยิบขวดออกมาจากอกเสื้อของเขา และเมื่อขวดถูกเปิดออก กลิ่นหอมของยาก็โชยออกมา
จากนั้นตะขาบวิญญาณสีทองบนเกราะการรักษาก็ไต่ลงมาจากเกราะการรักษาทีละตัว
ว่านฉงหยางทำเสียงเย้ยหยันอยู่ในใจ จากนั้นเขาก็วางแผนที่จะควบคุมตะขาบวิญญาณสีทองคำเหล่านี้ ทว่าหลังจากที่ตะขาบวิญญาณสีทองปีนลงมา มันก็มุ่งตรงไปหาว่านฉงหยางทันที
รอยยิ้มของว่านฉงหยางค่อย ๆ จางหายไป ขณะที่บางคนเริ่มหวาดกลัวขึ้นมา ส่วนพระสนมอู่พลันตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติไป ใบหน้าของนางจึงเริ่มถอดสี
หนานเหยากลับดูดีอกดีใจที่สุด “ดูสิ แมลงพวกนี้วิ่งไปหาหมอผี”
หนานลัวเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน ต่างกับว่านฉงหยางที่ตื่นตระหนก “ไม่ใช่นะ แมลงเหล่านี้กำลังถูกควบคุม!”
พระสนมอู่ถลึงตาใส่ลู่เฉินทันที “บอกมา เจ้าควบคุมแมลงเหล่านี้ใช่หรือไม่!”
พระสนมอู่ในยามนี้พยายามโยนความผิดให้ลู่เฉินไม่หยุด แม้ว่าแมลงเหล่านี้จะพุ่งเข้าหาว่านฉงหยาง แต่นางก็ไม่เชื่อว่ามันเป็น ‘ความจริง’
หนานเหยากลับหัวเราะและยังคงจ้องมองพระสนมอู่ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าแมลงวิ่งไปหาใคร ผู้นั้นคือเจ้าของมิใช่หรือ? เหตุใดตอนนี้เจ้ากลับเปลี่ยนคำพูดอีกแล้ว?”
“ข้า…” พระสนมอู่พูดไม่ออก
ส่วนตะขาบวิญญาณสีทองเหล่านั้นก็บินวนรอบว่านฉงหยาง ไม่ว่าว่านฉงหยางจะควบคุมพวกมันอย่างไรก็ไม่อาจควบคุมได้ หน้าผากของว่านฉงหยางจึงเริ่มมีเหงื่อผุดออกมา
ในยามนี้เอง องค์จักรพรรดิลุกขึ้นนั่งและกล่าวกับเซวียจินอย่างเคร่งขรึมว่า “ผู้บัญชาการเซวียจับหมอผีไว้!”
สุรเสียงบัญชานี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงในบัดดล โดยเฉพาะกับพระสนมอู่ที่เอ่ยด้วยความตกตะลึง “พระองค์!”
เซวียจินตกตะลึงแค่ในตอนแรก จากนั้นเขาก็ลงมืออย่างรวดเร็ว เขาโจมตีว่านฉงหยางจนกระเด็น ส่วนว่านฉงหยางที่ล้มลงไปได้รับบาดเจ็บสาหัสในพริบตา เขาจ้องมองไปที่องค์จักรพรรดิด้วยดวงตาเบิกกว้าง “นี่…เป็นไปได้อย่างไร!”
จักรพรรดิจ้องมองว่านฉงหยางและตรัสถามอย่างเย็นชา “อันใด? ยังคิดว่ายาพิษของเจ้าควบคุมข้าอยู่งั้นหรือ?”
“ไม่ ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ” ว่านฉงหยางต้องการจะอธิบาย แต่เซวียจินเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับเรียกโซ่วิญญาณกักตัวออกมา จากนั้นจึงลงมือล่ามว่านฉงหยางเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถใช้ปราณได้อีก และนี่ก็ทำให้ว่านฉงหยางร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง
องค์จักรพรรดิยังคงมองว่านฉงหยางอย่างเย็นชา “หมอว่าน บอกข้าทีว่าเหตุใดเจ้าถึงอยากฆ่าข้า”
“ข้า ข้าไม่ได้ทำ!” ว่านฉงหยางตกใจกลัว ส่วนจักรพรรดิก็ตรัสกับหนานลัวทันทีว่า “ท่านเจ้ากรม ข้าจะมอบเขาให้เจ้า รบกวนเจ้าสอบสวนเขาด้วย”
หนานลัวรับคำสั่งทันที “พ่ะย่ะค่ะ”
หนานเหยาหัวเราะและเดินไปหาว่านฉงหยางด้วยรอยยิ้ม “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะโหดเหี้ยมถึงขนาดทำร้ายจักรพรรดิเพื่อชื่อเสียงในการรักษา”
“ข้า ข้าไม่ได้ทำ!” ว่านฉงหยางปฏิเสธที่จะยอมรับ แต่หนานเหยากลับยิ้มแปลก ๆ ออกมา “ไม่ต้องกังวล อีกเดี๋ยวข้าจะช่วยสอบปากคำเจ้าอย่างแน่นอน!”
ว่านฉงหยางตกใจกลัวและรีบหันมองไปที่จักรพรรดิทันที “พวก… พวกเขาจะล้างแค้นข้าเป็นการส่วนตัวอย่างแน่นอน!”
องค์จักรพรรดิไม่ได้ตรัสสิ่งใดออกมา แต่เป็นพระสนมอู่ที่กล่าวขึ้นว่า “ฝ่าบาทเพคะ ข้าคิดว่าเรื่องนี้สามารถมอบให้ผู้อื่นพิจารณาคดีได้”
“ข้าตัดสินใจแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดอันใดอีก” จักรพรรดิกล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงเย็นชา ส่วนพระสนมอู่ก็กลัวที่จะทำให้องค์จักรพรรดิพิโรธ จึงรีบหุบปากอย่างรวดเร็ว ทว่าสายตาของนางยังคงจับจ้องไปที่ว่านฉงหยาง ราวกับว่านางกำลังมอบหมายงานบางอย่างอย่างไรอย่างนั้น
ว่านฉงหยางพลันสงบลงทันที
หลังจากที่พระสนมอู่มอบหมายงานแล้ว นางก็ยืนขึ้นและมองไปที่จักรพรรดิ “ฝ่าบาท ถ้าเช่นนั้นพระองค์พักผ่อนให้มาก พวกเราไม่ขอรบกวนพระองค์แล้ว!”
“ไม่ต้องรีบ ข้ายังมีอีกเรื่อง!” คำพูดของจักรพรรดิทำให้พระสนมอู่ลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย ในขณะที่หนานลัวอยากรู้ว่าจักรพรรดิจะทำอันใด
จักรพรรดิทอดพระเนตรฝูงชนในที่นี้แล้วตรัสว่า “สามวันให้หลัง ข้าจะไปพบกับขุนนางชั้นหนึ่ง คุณชายต่าง ๆ นายทหาร รวมทั้งเหล่าราชวงศ์ที่ตำหนักแดนทักษิณา”
หนานลัวชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามขึ้นมาอย่างสงสัย “ฝ่าบาท พระองค์มีประสงค์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ข้าเพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก ไม่ได้พบทุกคนเสียนาน จึงอยากพูดคุยกับพวกเขาว่าช่วงนี้เกิดอันใดขึ้นบ้าง” คำพูดของจักรพรรดิททำให้ทุกคนเลิกถาม ส่วนพระสนมอู่ก็เริ่มเอ่ยชมว่า “ฝ่าบาททรงเป็นห่วงบ้านเมือง และทรงห่วงใยพสกนิกรยิ่งนัก!”
“เอาล่ะ ออกไปเถิด!” จักรพรรดิตรัสสั่ง ส่วนหนานลัวก็ได้เดินมาหยุดอยู่ข้างกายว่านฉงหยางทันที ก่อนจะจับกุมเขาไว้ จากนั้นก็มองไปที่หนานเหยาและลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ”
หนานเหยากลับรู้สึกไม่พอใจ “ข้าว่านะฝ่าบาท เหตุใดท่านจึงตระหนี่นัก?”
“ตระหนี่?” จักรพรรดิตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เขาจ้องมอง ‘คุณย่า’ ของตนด้วยความสงสัย
“ท่านอาจารย์ของข้ารักษาเจ้าแล้ว แต่เจ้าไม่คิดตบรางวัลให้เขาสักหน่อยหรือ?” หนานเหยาเอ่ยอย่างดูถูก ขณะที่จักรพรรดิตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วจึงยิ้มออกมา “ข้าจะให้รางวัลแก่เขาด้วยตนเองในสามวันให้หลัง ถึงยามนั้นพวกเจ้าต้องมานะ”
เมื่อหนานเหยาได้ยินเช่นนี้ นางก็พูดด้วยความพึงพอใจว่า “นั่นก็ไม่เลว”
หลังจากกล่าวจบ หนานเหยาก็หันหลังกลับและจากไปพร้อมกับลู่เฉินและคนอื่น ๆ ในขณะที่ว่านฉงหยางยังคงตะโกนว่า “ฝ่าบาท! ข้า ข้าไม่ได้ทำร้ายพระองค์!”
แต่องค์จักรพรรดิไม่คิดฟังคำ ส่วนพระสนมอู่เพียงยืนขึ้นและพูดด้วยความเคารพว่า “ฝ่าบาท พระองค์เพิ่งหายจากอาการประชวร ดังนั้นทรงพักผ่อนให้มากขึ้นเถิดเพคะ!”
“อืม ออกไปเถิด”
พระสนมอู่ออกไปด้วยความเคารพนอบน้อม แต่เมื่อพ้นประตูไป สีหน้าของนางก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที ก่อนที่สีหน้านั้นจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เซวียจินจ้องมองจักรพรรดิด้วยความเคารพและกล่าวว่า “ฝ่าบาท มีรับสั่งอันใดอีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปบอกกล่าวคำเหล่านี้กับคนพวกนั้น”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” เซวียจินเดินออกไปจัดการทันที ส่วนองค์จักรพรรดิเพียงจ้องมองเกราะการรักษาและพึมพำกับตนเองว่า “หมอเทวดาผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ!”
ขณะที่จักรพรรดิกำลังพึมพำ หนานเหยาก็เอ่ยเย้ยหยันว่านฉงหยางที่ทางเดินว่า “ไม่ว่าเจ้าจะตะโกนดังแค่ไหนก็ไม่มีใครสนใจเจ้าหรอก”
“เจ้า!” ว่านฉงหยางโกรธจนแทบเสียสติไปแล้ว
หนานเหยายังคงพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “สิ่งนี้เรียกว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกนั้นถึงตัว!”
“ทางที่ดี เจ้าไม่ควรคิดแตะต้องข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเสียใจเป็นแน่!” ว่านฉงหยางไม่ลืมที่จะขู่ แต่หนานเหยาจะกลัวคำกล่าวนี้ได้อย่างไร หลังจากที่ว่านฉงหยางตะโกนต่อไปอีกครู่หนึ่ง เขาก็เงียบลง และยังสงบลงมากอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลู่เฉินรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี ส่วนทหารยามที่ลาดตระเวนอยู่ใกล้ ๆ ต่างก็สงสัยว่าเกิดอันใดขึ้นกับว่านฉงหยาง และเหตุใดหนานลัวจึงจับกุมเขาออกมา
หนานลัวที่ลากว่านฉงหยางออกไปนอกพระราชวังก็ได้โยนเขาเข้าไปในรถม้า และลู่เฉินที่อยู่ในรถม้าก็จ้องเขม็งมองไปที่ว่านฉงหยาง
ครู่ต่อมา จู่ ๆ หนานเหยาพลันรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ข้าเป็นอันใด…”
หลังจากนั้น หนานเหยาก็เป็นลมหมดสติไป ส่วนหนานลัวนั้นทนได้เพียงชั่วครู่ก่อนจะล้มตามไปเช่นกัน
ว่านฉงหยางกล่าวเสียงเย้ยหยันว่า “ข้าเป็นหมอผี! เจ้ายังคิดจะกล้าจับข้าอยู่อีกหรือ!?”
ลู่เฉินเพียงมองเขาด้วยรอยยิ้มเย็นชาและเอ่ยว่า “ถูกต้อง เจ้ายังใช้พิษได้หลังจากที่ถูกควบคุมปราณแล้วด้วย คู่ควรกับที่เป็นหมอผีจริง ๆ”
เมื่อเห็นว่าลู่เฉินยังคงสบายดี ดวงตาของว่านฉงหยางพลันเบิกกว้างอย่างตกตะลึง “เจ้า เหตุใดเจ้าถึงไม่เป็นอันใด?”
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินยิ้ม
ว่านฉงหยางร้อนใจเสียแล้ว
และจู่ ๆ ในยามนี้เองรถม้ากลับหยุดลง จากนั้นกลุ่มชายสวมหน้ากากสีดำก็พุ่งเข้ามา แต่เมื่อชายสวมหน้ากากเหล่านี้เห็นลู่เฉินไม่เป็นอันใด พวกเขาทั้งหมดก็พลันตกตะลึงราวกับคนโง่งม
ว่านฉงหยางตะโกนขึ้นมาว่า “มัวบื้ออันใดอยู่ รีบกำจัดเขาเร็วเข้า!”