ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 242 ถูกจับ? นั่นเป็นไปไม่ได้!
บทที่ 242 ถูกจับ? นั่นเป็นไปไม่ได้!
ลู่เฉินเดินไปพลางยิ้มไป “คนเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนทั่วไป แต่ไม่เป็นไร ปล่อยให้พวกเขาตามไปเถิด”
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจมากนัก เขาเดินไปตามทางของตนต่อ หนานลัวและหนานเหยาจึงเดินตามไปด้วยความสงสัย
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสามก็กลับมาถึงจวน ส่วนลู่เฉินยังคงอยู่ในค่ายกลต่อไป ในขณะที่หนานลัวและหนานเหยายืนรออยู่อีกด้านหนึ่ง
…
ว่านฉงหยางควบคุมร่างกายของตู๋เหล่าลิ่ว หลังจากเดินทางมาถึงภูเขาลึกนอกเมืองแห่งหนึ่ง จึงหยุดเดินทางต่อและออกจากร่างของชายผู้นี้ จากนั้นจิตวิญญาณที่อ่อนแอนี้ก็เอ่ยออกมาว่า “ไม่ตามมาใช่หรือไม่?”
ตู๋เหล่าลิ่วมองไปรอบ ๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ไม่”
“เช่นนั้นก็ดี” ว่านฉงหยางถอนหายใจออกมา แต่ตู๋เหล่าลิ่วกลับพูดด้วยน้ำเสียงกังวลใจ “อาจารย์ ชายหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงสามารถหาที่ซ่อนของเราพบ?”
“ข้าก็ไม่รู้” ว่านฉงหยางตอบด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก
ตู๋เหล่าลิ่วพูดด้วยความกระวนกระวายใจ “ชายผู้นี้ช่างประหลาดยิ่งนัก!”
“แท้จริงแล้วเขาคือผู้ใดกันแน่?” ว่านฉงหยางยิ่งรู้สึกว่าลู่เฉินนั้นจัดการไม่ง่ายอย่างที่คิด ดังนั้นจึงแสดงสีหน้าสงสัยออกมา ตู๋เหล่าลิ่วจึงเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างรวดเร็ว “เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับเขานัก”
“เจ้าบอกว่าศิษย์ของเจ้า? เขาขโมยวรยุทธ์ไปงั้นหรือ?”
“ใช่!” ตู๋เหล่าลิ่วขานรับ ว่านฉงหยางจึงครุ่นคิดขึ้นมา “เช่นนั้น ศิษย์ของเจ้าล่ะ?”
“ไปจัดการเรื่องบางอย่าง” ตู๋เหล่าลิ่วพูดอย่างไม่ชัดเจนนัก
ว่านฉงหยางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไปยังที่แห่งหนึ่งก่อน”
“ไปที่ใดกัน?”
“ตามข้ามาก็พอแล้ว” ว่านฉงหยางพูดจบแล้วก็เดินนำตู๋เหล่าลิ่วออกไป
ลู่เฉินใช้เวลาตรวจสอบอยู่ครึ่งวันแต่ก็ไม่พบผู้ใดตามมา เขาจึงขมวดคิ้วมุ่น โดยเฉพาะเมื่อฟ้ามืดลง เขาคิดอยากจะขึ้นไปบนท้องฟ้าแดนทักษิณาเพื่อตรวจสอบผู้คนในเมืองนั้นแต่ก็ยิ่งจะทำให้สูญเสียพลังไปมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ลู่เฉินคิดจะปล่อยวางอยู่นั้น ทันใดนั้นภายในจวนก็ปรากฏกลุ่มคนชุดดำกลุ่มหนึ่ง หนานลัวเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงขึ้นมาทันที “มีมือสังหาร!”
ผู้พิทักษ์ที่อยู่รอบ ๆ รีบรุดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
คนชุดดำเหล่านั้นโยนตาข่ายสีดำผืนหนึ่งออกมา ตาข่ายนั้นคลุมรอบตัวลู่เฉินและหายตัวไปอีกครั้ง
หนานเหยาเห็นเช่นนั้นจึงตกใจ “อาจารย์!”
เมื่อลู่เฉินหายตัวไป หนานลัวก็พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที “กลุ่มดาวสังหารของสำนักไสยมนต์ดำ!”
“กลุ่มดาวสังหาร?”
“ใช่ ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนมากเป็นยอดฝีมือในการลี้ธรณี และยังมีความว่องไวในการจับผู้ใดก็ได้ที่ต้องการจับ” หนานลัวอธิบายด้วยความกระวนกระวายใจ เมื่อหนานเหยาได้ยินดังนั้นจึงถามด้วยความร้อนใจ “เช่นนั้น อาจารย์ของข้าจะเป็นอันตรายหรือไม่?”
“คนพวกนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิด ดังนั้น…” หนานลัวเริ่มกังวล
แต่เมื่อหนานเหยาได้ยินว่าเป็นขั้นก่อกำเนิดจึงถอนหายใจคลายกังวล “เช่นนั้นก็ยังดี”
“อย่างไรดี?” หนานลัวมองไปยังหนานเหยาด้วยความสงสัย หนานเหยาจึงตอบกลับไปว่า “ขอเพียงแค่ไม่เกินขั้นก่อกำเนิด อาจารย์ของข้าก็สามารถจัดการพวกเขาได้อย่างง่ายดาย”
หนานลัวคิดว่าหนานเหยาเพียงพูดจาโอ้อวดจึงขมวดคิ้วมุ่น “น้องเก้า คนพวกนี้เป็นยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิด และยังเป็นผู้มีความสามารถ เจ้าไม่กลัวว่าเขาจะถูกคนเหล่านั้นแก้แค้นหรือ?”
“ข้าไม่กังวลเรื่องอาจารย์ของข้า แต่กลับกังวลว่าคนเหล่านั้น หากรู้ว่าจับชายน่ากลัวเช่นนั้นไป จะมีท่าทางเช่นไร” หนานเหยาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
หนานลัวมีท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมาและพึมพำว่า “ขั้นสร้างรากฐานจะเก่งกาจเพียงนั้นเชียวหรือ?”
…
ลู่เฉินถูกนำตัวไปยังภูเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่นอกเมือง และรอบด้านล้วนเต็มไปด้วยคบไฟ ขณะเดียวกัน ท่ามกลางคนเหล่านี้ มีคนผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวและสวมหน้ากากสีดำ
“เจ้าคือผู้นำของพวกเขา?” ลู่เฉินเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผู้ที่สวมเสื้อคลุมตัวยาวสีขาวนั้นดูแตกต่างกับชายชุดดำอย่างสิ้นเชิง
คนผู้นั้นตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “สำนักไสยมนต์ดำ กลุ่มดาวสังหาร ผู้นำกลุ่มที่แปด นามว่าหลัวซา”
ลู่เฉินส่งเสียงขานรับก่อนจะย้อนถาม “ใครส่งพวกเจ้ามา?”
เมื่อหลัวซาเห็นว่าลู่เฉินไม่มีท่าทางหวาดกลัวและยังกล้าย้อนถาม เขาจึงขมวดคิ้วมุ่น “ข้าเป็นมือสังหาร! พวกเราแบ่งกลุ่มทำภารกิจนับร้อยครั้งและไม่เคยพลาดสักครั้ง! ภายในกลุ่มดาวสังหารนี้ ข้าถูกจัดอยู่ในอันดับที่แปด”
“แล้วเช่นไรหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่กลับทำให้มือสังหารเหล่านี้เกิดความโมโหขึ้นมา บางคนถึงกับตะโกนขึ้นมาภายใต้หน้ากากว่า “ผู้นำหลัวอย่าไปสนใจเขาเลย แค่จัดการเขาแล้วมอบให้แก่ผู้ว่าจ้างก็พอแล้ว!”
หลัวซาจ้องมองไปยังลู่เฉินทันที “เจ้าได้ยินหรือไม่? เหล่าพี่น้องของข้าต่างก็อยากจะกำจัดเจ้า!”
“กำจัดข้า? พวกเจ้าทำเช่นนั้นไม่ไหวหรอก” ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย คนพวกนี้ต่างคิดว่าลู่เฉินนั้นหยิ่งผยองเกินไป ดังนั้นจึงมีชายผู้หนึ่งคิดจะเตะเขาสักครั้ง ทว่าผู้ใดจะคิดว่าลู่เฉินกลับหลบได้อย่างง่ายดาย ทำให้ชายผู้นั้นทำได้เพียงเตะอากาศเท่านั้น
เหล่านักฆ่าต่างไม่เข้าใจ เหตุใดลู่เฉินที่ถูกตาข่ายตรึงไว้กลับยังสามารถขยับกายได้ หลัวซาจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยแววตาเย็นชา “พ่อหนุ่ม ตาข่ายนี้สามารถสกัดกั้นพลังปราณได้ เหตุใดเจ้ายังสามารถใช้พลังปราณได้?”
คำถามนี้คนอื่น ๆ ต่างก็อยากรู้เช่นกัน
“เพียงตาข่ายนี้หรือ? มันก็แค่ขยะไร้ค่า” สิ้นประโยคนั้น ตาข่ายนี้ก็ถูกคลายออก จากนั้นจึงกลายเป็นม้วนด้ายม้วนหนึ่งตกลงสู่ฝ่ามือของลู่เฉิน ทุกคนเห็นฉากดังกล่าวก็พากันตกตะลึงไปในบัดดล
แม้แต่มือสังหารบางคนยังกล่าวออกมาอย่างเหลือเชื่อ “นี่… จะเป็นไปได้อย่างไร?”
มือสังหารบางคนเบิกตากว้างพลางเอ่ยว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
หลัวซารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติจึงจ้องไปยังลู่เฉิน “เจ้าสามารถหนีไปได้ เหตุใดจึงไม่คิดหนี แต่กลับยอมให้พวกข้าจับ?”
“ข้าก็แค่อยากจะรู้ว่าพวกเจ้าคือใคร และอยากรู้ว่าใครที่คิดจะแก้แค้นข้า” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังหลัวซา
เมื่อหลัวซาได้ยินเช่นนั้นจึงตะโกนขึ้นมาทันที “รนหาที่ตาย!”
เขาชักกริชออกมาจากแขนเสื้อแล้วพุ่งเข้าหาลู่เฉินที่เป็นเป้าหมายทันที
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินต้องถูกโจมตีเป็นแน่ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉินถูกเปิดออกทันที และการโจมตีของหลัวซาก็ทำลายไปเพียงเจ็บสิบกว่าชั้นเท่านั้น
ลู่เฉินเผยยิ้มออกมา “ก่อนหน้านี้ ข้าเคยได้พบกับยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดที่สามารถทำลายการป้องกันได้ถึงแปดสิบกว่าชั้น นี่ทำลายไปเพียงเจ็ดสิบกว่าชั้นเท่านั้น อ่อนแอเกินไปเสียแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของหลัวซาพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที “เมื่อครู่ข้าเพียงแค่ไม่ได้ใช้พลังมากนัก”
“มาเถิด!”
ลู่เฉินยิ้มอย่างไม่แยแส หลัวซาจึงตะโกนขึ้นมาและโจมตีออกไปอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผลกลับเป็นเช่นเดิม เขาทำลายได้มากสุดเพียงแปดสิบกว่าชั้น จากนั้นก็ไม่สามารถทำลายไปได้มากกว่านี้ คนเหล่านั้นเห็นภาพดังกล่าวก็ตกตะลึงขึ้นมา
“ยังจะต่ออีกหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้มพลันมองไปยังหลัวซา
แต่ไหนแต่ไรมา หลัวซาไม่เคยถูกผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานสร้างความลำบากใจให้มาก่อน ตอนนี้ในใจจึงร้อนรุ่มจนต้องหันไปตะโกนออกคำสั่ง “ทุกคนร่วมมือกัน! ข้าไม่เชื่อว่าเขาเพียงคนเดียวจะสามารถต้านทานพวกเราทุกคนได้!”
ทุกคนรีบโจมตีพร้อมกันทันที
ลู่เฉินปล่อยให้พวกเขาโจมตีเข้ามา แต่สายตากลับจ้องมองไปยังคนเหล่านี้ อยากรู้ว่าสำนักไสยมนต์ดำนี้ควบคุมพวกเขาเช่นไร และพวกเขาเลือกที่จะฆ่าตัวตายเมื่อถูกผู้อื่นจับไปหรือไม่
การที่ลู่เฉินต้องการรู้เรื่องเหล่านี้จึงต้องแน่ใจว่าเมื่อทำให้พวกเขาบาดเจ็บแล้วจะไม่ปล่อยให้พวกเขาฆ่าตัวตายไปต่อหน้าได้
แต่คนพวกนี้กลับไม่เข้าใจ และยังคงเพิ่มพลังโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
เพียงแต่การโจมตีของคนพวกนี้ยังคง ‘อ่อนแอ’ ลู่เฉินจึงไม่สนใจนัก ส่วนหลัวซานั้นตกตะลึงจนต้องตะโกนออกมา “นี่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจริงหรือ?!”
ไม่เพียงแต่หลัวซาเท่านั้น เพราะมือสังหารคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกสับสนเช่นกัน บางคนยังเอ่ยถามออกมาว่า “ทั้งชีวิตข้าฆ่าคนมานับไม่ถ้วน แต่กลับไม่เคยพบคนเช่นนี้!”
“ใช่!” มีใครบางคนกล่าวอย่างเห็นด้วย
ในขณะที่ลู่เฉินนั้นราวกับว่าได้พบเบาะแสบางอย่าง เขาจึงแสยะยิ้มออกมา “น่าสนใจดีนี่!”