ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 241 คิดว่ามีค่ายกลก็จะปลอดภัย แต่ผลที่ได้คือน่าสังเวชนัก!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 241 คิดว่ามีค่ายกลก็จะปลอดภัย แต่ผลที่ได้คือน่าสังเวชนัก!
บทที่ 241 คิดว่ามีค่ายกลก็จะปลอดภัย แต่ผลที่ได้คือน่าสังเวชนัก!
ขณะนั้นเอง สาวใช้คนหนึ่งพลันปรากฏตัวออกมา สาวใช้ผู้นี้ดูดุร้ายมาก โดยเฉพาะยามที่มองมายังตู๋เหล่าลิ่วนั้น นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ใครให้เจ้ามา!”
“อาจารย์ของข้า ว่านฉงหยาง”
“อาจารย์ของเจ้า?” สาวใช้ย้อนถามด้วยความสงสัย แต่ตู๋เหล่าลิ่วขานรับด้วยความมั่นใจ “ใช่”
“มีสิ่งใดเป็นหลักฐานหรือไม่?”
ตู๋เหล่าลิ่วจึงนำขนนกสีดำอันหนึ่งออกมา เมื่อสาวใช้เห็นจึงตอบกลับมาว่า “เชิญตามข้ามา”
เขาเดินตามอีกฝ่ายไปด้วยความสงสัยจนมาถึงกลุ่มหินประดับกลุ่มหนึ่ง และเมื่อเดินเข้าไปด้านในแล้ว ตู๋เหล่าลิ่วก็ถูกพามายังประตูหินของห้องแห่งความลับแห่งหนึ่ง
ภายในห้องแห่งความลับนี้มีรูปปั้นตั้งอยู่ และรูปปั้นนี้ก็มีลักษณะเสมือนอินทรีสีดำ
เมื่อเห็นอินทรีนี้ส่องแสงสีม่วงจาง ๆ ออกมา ทันใดนั้นก็มีเสียงหญิงสาวดังออกมาว่า “อาจารย์ของเจ้าล่ะ?”
ตู๋เหล่าลิ่วจึงค่อย ๆ อธิบาย และเมื่อหญิงสาวได้ฟังก็สบถออกมาทันที “ไร้ประโยชน์ยิ่งนัก! ให้สำนักไสยมนต์ดำช่วยเหลือแต่ก็ยังจัดการคนพวกนั้นไม่ได้!”
ตู๋เหล่าลิ่วเอ่ยด้วยความแปลกใจ “ท่านอาจารย์ส่งข้ามาเพื่อหวังว่าท่านพอจะคิดหาวิธีจัดการหมอเทวดานั่นได้!”
“ยังคิดจะให้ข้าช่วยอีกหรือ!?”
“หมอเทวดานั่นไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้ ถ้าหากยังปล่อยให้เขาอยู่ในแดนทักษิณาต่อไป ผลที่ตามมาอาจจะร้ายแรงมากยิ่งขึ้น” ตู๋เหล่าลิ่วตอบ อินทรีนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงหันไปพูดกับสาวใช้ผู้นั้น “ส่งเขาออกไป!”
“เจ้าค่ะ!”
สาวใช้คิดจะส่งเขาออกไป แต่ตู๋เหล่าลิ่วกลับพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจว่า “จักรพรรดินี ท่าน… ท่านต้องจัดการชายผู้นั้นให้ได้ มิเช่นนั้นจะเดือดร้อนไม่จบสิ้น!”
“ข้ารู้แล้ว!” อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ตู๋เหล่าลิ่วจึงยอมออกไปอย่างเสียมิได้
เมื่อตู๋เหล่าลิ่วถูกส่งออกไปจากจวนแล้ว สาวใช้คนดังกล่าวก็กลับเข้ามาภายในห้องแห่งความลับและคุกเข่าลง “จักรพรรดินี หลังจากนี้จะทำเช่นไรดีเจ้าคะ?”
“ให้คนของสำนักไสยมนต์ดำคิดหาวิธีจัดการชายผู้นั้นให้ได้ เรื่องราคานั้นตกลงกันได้!” หญิงสาวกล่าวออกมา สาวใช้จึงขานรับทันที “เจ้าค่ะ!”
จากนั้นสาวใช้ก็เดินออกไป ทว่าเสียงที่ดังมาจากภายในอินทรียังคงดังออกมาด้วยความโมโห “เรื่องใหญ่อันตรายกับข้า!”
…
เพียงไม่นาน ตู๋เหล่าลิ่วก็กลับมายังร่างเดิมของตนและได้พบกับว่านฉงหยาง ว่านฉงหยางจึงเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “เป็นเช่นไร? ได้พบนางหรือไม่?”
“ได้พบแล้ว แต่นางคือผู้ใด? เหตุใดจึงต้องเรียกนางว่าจักรพรรดินี?” ตู๋เหล่าลิ่วกล่าวถามด้วยความสงสัย
ว่านฉงหยางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “นางมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดานัก พวกเราไม่สามารถไปยุ่งกับนางได้”
“อาจารย์ หรือว่าท่านทำเรื่องต่าง ๆ แทนนางมาโดยตลอด?”
“จะว่าเช่นนั้นก็ได้!” ว่านฉงหยางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ตู๋เหล่าลิ่วจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างมีความหวัง “หวังว่านางจะให้คนจากสำนักไสยมนต์ดำไปจัดการกับเขาได้”
ว่านฉงหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ขอเพียงแค่มีโอกาส เจ้านั่นจะตายโดยไร้ข้อกังขาใด ๆ!”
ตู๋เหล่าลิ่วพยักหน้า ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าเพียงอีกครู่หนึ่งกระดิ่งที่ถูกจัดวางไว้โดยรอบนั้น จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดังขึ้นมา ว่านฉงหยางจึงรู้สึกตกใจขึ้นมา “ไม่ได้การแล้ว มีคนบุกเข้ามาที่นี่!”
“ผู้ใดกัน?” ตู๋เหล่าลิ่วหวาดกลัวขึ้นมา
ว่านฉงหยางรีบมายังด้านข้างกำแพงทันที จากนั้นจึงพบว่ารอบด้านมีค่ายกลม่านป้องกันปกคลุมอยู่ เพื่อป้องกันให้ทั้งสองอยู่ภายในนี้
เมื่อค่ายกลเริ่มทำงานขึ้นในตอนแรก ลู่เฉิน หนานเหยา รวมทั้งหนานลัวก็ปรากฏตัวออกมา
“พวก… พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่!?” ว่านฉงหยางมีสีหน้าเปลี่ยนไป หนานเหยาจึงยิ้มพลันเอ่ยออกมาว่า “ไม่มีผู้ใดที่อาจารย์ของข้าจะหาไม่เจอ!”
เมื่อว่านฉงหยางได้ยินคำดังกล่าว เขาก็รีบหันหน้าไปมองลู่เฉินด้วยแววตาโกรธเคือง “เจ้า!”
ลู่เฉินหัวเราะออกมา “ยังคิดจะหนีอีกหรือไม่?”
ว่านฉงหยางโกรธจนกัดฟันกรอด ทว่าตู๋เหล่าลิ่วกลับหวาดกลัวขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อเห็นลู่เฉินในตอนนี้ก็ดูราวกับว่ามีเงาอะไรบางอย่าง เป็นเพราะวิญญาณที่เหลืออีกหลายส่วนของตนยังอยู่ที่ลู่เฉิน ดังนั้นตนจึงรู้สึกไม่ดีนัก
หนานลัวมองไปยังพวกเขาแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าหนีไม่พ้นแล้ว ยอมจำนนแต่โดยดีเสียเถิด!”
ว่านฉงหยางกลับตะคอกออกมา “ยังมีกองกำลังระดับสูงแปดดาวอยู่ที่นี่ อย่าว่าแต่พวกเจ้าเลย แม้จะเป็นผู้ฝึกตนขั้นแปลงเซียนก็ไม่สามารถเข้ามาได้!”
แต่ตู๋เหล่าลิ่วกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “อาจารย์ เขา เขามีความเชี่ยวชาญด้านค่ายกล!”
“วางใจเถิด ค่ายกลนี้ แม้จะเป็นปรมาจารย์ด้านค่ายกลที่เก่งกาจยิ่งนัก คนผู้นั้นก็ยังไม่สามารถเปิดออกได้!” ว่านฉงหยางมั่นใจว่าการขัดขวางลู่เฉินและคนอื่น ๆ นั้นไม่ใช่ปัญหา แต่หนานเหยากลับหัวเราะขึ้นมา “เช่นนั้น พวกเจ้าคงดูถูกอาจารย์ของข้าเกินไปเสียแล้ว!”
หนานลัวกลับไม่เอ่ยคำใด เพราะค่ายกลนี้ถือว่าไม่ง่ายนัก
ว่านฉงหยางกล่าวออกมาด้วยสีหน้าดุร้าย “มาเถิด ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าจะสามารถเข้ามาได้หรือไม่!”
ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่อสิ้นเสียงนั้น ลู่เฉินกลับเดินเข้าไปภายในค่ายกลราวกับว่าไม่มีอะไรที่จะสามารถขัดขวางเขาได้
ฉากนี้ทำให้ว่านฉงหยางถึงกับตกตะลึงขึ้นมา ส่วนตู๋เหล่าลิ่วเองก็ร้อนใจขึ้นมา “อาจารย์…”
หนานเหยาหัวเราะด้วยความพอใจ “กล้าดีอย่างไรจึงใช้ค่ายกลขัดขวางอาจารย์ของข้า ช่างจินตนาการได้ดีเสียจริง!”
หนานลัวมองด้วยความตกตะลึง ส่วนว่านฉงหยางรีบตะโกนไปยังตู๋เหล่าลิ่วทันที “เร็ว! ช่วยข้า! ร่วมมือกับข้าจัดการเขา!”
ตู๋เหล่าลิ่วตกตะลึง “อาจารย์ ตอนนี้ข้าไม่สามารถใช้พลังใดออกมาได้!”
ว่านฉงหยางไม่สบอารมณ์นัก เขาหันกลับมาจ้องลู่เฉินแล้วถามว่า “เจ้าเข้ามาแล้วอย่างไร?”
“ข้าเข้ามาแล้วก็หมายถึงสามารถจัดการเจ้าได้!”
“ตอนนี้ข้ามีลักษณะเป็นเพียงจิตวิญญาณ การโจมตีไม่มีผลกับข้า” ว่านฉงหยางพูดจบก็คิดจะหลบหนีไป แต่ลู่เฉินกลับนำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา
เมื่อเห็นกู่ฉินดังกล่าว ตู๋เหล่าลิ่วก็พลันตะโกนขึ้นมาทันที “อาจารย์ ระวัง!”
ทว่าสายไปเสียแล้ว
เมื่อลู่เฉินเคลื่อนไหว ว่านฉงหยางก็กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เป็นครั้งแรกที่หนานลัวเห็นการโจมตีที่น่ากลัวเช่นนี้ของลู่เฉิน เขาเบิกตากว้างปนรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ “ช่างเป็นคนที่น่ากลัวยิ่งนัก!”
ตู๋เหล่าลิ่วมีอาการตื่นตระหนก ส่วนว่านฉงหยางเมื่อถูกโจมตีอยู่หลายครั้งก็ยิ่งอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ทว่าด้วยเหตุนี้เขาจึงยิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่ “รอก่อนเถิด! ข้า… ข้าจะทำให้พวกเจ้าตายทั้งเป็น!”
ครั้นเอ่ยจบ จู่ ๆ ว่านฉงหยางก็กลายเป็นแสงสว่างสีเขียวพุ่งเข้าไปในร่างของตู๋เหล่าลิ่ว ทันใดนั้นสายตาของตู๋เหล่าลิ่วก็มีแสงสว่างสีเขียวสว่างวาบขึ้นมาทันที เพียงไม่นานนัก ร่างทั้งร่างก็พุ่งไปยังกำแพงและหายไปในที่สุด
ลู่เฉินรีบเดินไปยังกำแพงก่อนจะพบว่าบนกำแพงนั้นมีอักขระยันต์แปลกตาเผยให้เห็น
หลังจากที่เขาทำลายมันแล้วก็ปรากฏทางเดินหนึ่งขึ้นมา ทว่าตู๋เหล่าลิ่วและว่านฉงหยางกลับหายไปแล้ว
หนานเหยากังวลใจขึ้นมาทันที “อาจารย์ เป็นอย่างไรบ้าง?”
ลู่เฉินยิ้มเย็นชาพลางเอ่ยว่า “หมอผีผู้นี้รู้เคล็ดวิชาลี้วิญญาณ!”
“เคล็ดวิชาลี้วิญญาณ?” หนานเหยาย้อนถามด้วยความแปลกใจ ขณะที่หนานลัวกลับกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง “ก็คือการใช้ทักษะทางจิตวิญญาณในการหลบหนี?”
“ใช่ แต่ทักษะชนิดนี้จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณอย่างมาก โดยเฉพาะจิตวิญญาณของเขาที่ได้รับบาดเจ็บจะทำให้อ่อนแอยิ่งขึ้น” ลู่เฉินอธิบาย แต่หนานเหยายังคงกังวลใจ “เช่นนั้น คงไม่ทำให้หาเขาไม่เจอ?”
“วางใจเถิด กลับไปใช้ค่ายกลนั่นต่อไป อย่างไรข้าก็หาเขาพบ” ลู่เฉินพูดจบก็เดินนำออกจากค่ายกล หนานเหยาจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงมีความหวัง “ครั้งหน้าต้องทำให้พวกเขาไม่สามารถหลบหนีไปได้!”
ลู่เฉินกล่าวขึ้นว่า “ไปกันเถิด”
จากนั้นทั้งสามก็เดินออกไป ขณะเดินทางนั้นหนานลัวมักจะคอยลอบมองลู่เฉินเป็นครั้งคราว ราวกับอยากจะรู้ว่าเหตุใดเขาจึงเก่งกาจเพียงนี้ จนกระทั่งอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า “คุณชายลู่ ไม่ทราบว่าท่านมาจากที่ใดและสำนักใดหรือ?”
คำถามนี้หนานเหยาย่อมอยากรู้มากกว่าผู้ใด แต่นางรู้ว่าลู่เฉินคงไม่บอกง่าย ๆ ดังนั้นจึงหันไปยิ้มให้หนานลัวพลางเอ่ยว่า “พี่แปด ท่านอย่าถามเลย อาจารย์ของข้าปิดปากเรื่องนี้เสียสนิท!”
หนานลัวจึงตอบกลับไปว่า “เช่นนั้น ข้าก็จะไม่ถามแล้ว”
ลู่เฉินเพียงยิ้มแต่ไม่ตอบอันใด ทว่าเมื่อใกล้จะถึงจวนของหนานลัว จู่ ๆ ชายหนุ่มก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน “มีคนจำนวนไม่น้อยตามพวกเรามา”
“อันใดนะ?!” หนานลัวรีบหันไปมองโดยรอบทันที หนานเหยาเองก็เช่นกัน พวกเขาพบว่ามีผู้คนเดินอยู่รอบ ๆ แต่กลับไม่มีผู้ใดมีท่าทางผิดปกติ
หนานเหยาจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “อาจารย์ พวกเขาอยู่ที่ใดกัน?”