ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 245 ผู้หญิงอะไรไม่เคยพบเจอมาก่อน?
บทที่ 245 ผู้หญิงอะไรไม่เคยพบเจอมาก่อน?
ลู่เฉินเดินเข้าไปภายในค่ายกล เขาส่งยิ้มให้หญิงสาวที่มีสีหน้างุนงง “จับเจ้ามาก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ?”
“จับข้า?!” หญิงสาวยิ้มเย็นชา จากนั้นแสงสีเขียวบนร่างกายก็สว่างวาบขึ้น เพียงพริบตาเดียว เส้นไหมสีเขียวนับไม่ถ้วนก็พันล้อมกายลู่เฉินไว้อย่างแน่นหนา
ไม่นานนัก ลู่เฉินก็ถูกพันล้อมจนกลายเป็นลูกกลม ๆ ลูกหนึ่ง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายถูกจับ หญิงสาวก็พลันหัวเราะขึ้นมา “ถ้าไม่อยากตายก็จงบอกข้ามาว่าจะออกจากค่ายกลนี้ได้อย่างไร!”
“อะไรกัน? เจ้าคิดว่าเจ้าทำให้ข้ายอมแพ้แล้วหรือ?” ลู่เฉินที่ถูกเส้นไหมสีเขียวพันไว้ยิ้มออกมา
“ยามนี้เจ้าถูกข้าพันรัดไว้ ไม่มีทางหนีออกไปได้!” หญิงสาวกล่าวด้วยความั่นใจ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “เจ้าดูถูกข้าเกินไปเสียแล้ว!”
ครั้นกล่าวจบ พลังปราณพฤกษาบนเส้นไหมสีเขียวนั้นก็ค่อย ๆ หายไปทีละเส้น จากนั้นเส้นไหมก็ค่อย ๆ ขาดออกจากกัน ส่วนชายหนุ่มกลับไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ และยังคงยืนส่งยิ้มให้หญิงสาวดังเดิม
อิสตรีเพียงหนึ่งเดียวมองลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ “เป็นไปไม่ได้! เจ้า! เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไรสักนิด?”
“เพราะเจ้ายังแข็งแกร่งไม่พออย่างไรเล่า” ลู่เฉินกล่าว หญิงสาวจึงร้อนใจขึ้นมา “ข้าอยู่ขั้นก่อกำเนิดแล้ว ส่วนเจ้าเป็นเพียงแค่ขั้นสร้างรากฐานระดับต้นเท่านั้น!”
“แล้วอย่างไร?” ลู่เฉินยิ้มด้วยความมั่นใจ
หญิงสาวยังคงไม่เชื่อ ทันใดนั้นนางก็พยายามรวบรวมแสงสีเขียวนับไม่ถ้วน และแสงสีเขียวนี้ก็ได้กลายเป็นลูกธนู ก่อนที่ลูกธนูทั้งหมดนี้จะโจมตีเข้าใส่ลู่เฉิน ทว่ารอบกายชายหนุ่มกลับมี ‘กำแพงพันชั้น’ สกัดลูกธนูแต่ละดอกไว้
หญิงสาวตกตะลึงขึ้นมา “เจ้า… เจ้าทำได้อย่างไร?”
“เพราะข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก”
“เจ้าเป็นเพียงขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น!” หญิงสาวผู้นี้อย่างไรก็ไม่เชื่อในความสามารถของลู่เฉิน
“เจ้ามัวแต่สับสนเพราะขั้นพลังของข้าอยู่ได้ สู้เอาเวลานี้มาคิดว่าจะเชื่อฟังข้าอย่างไรจะดีกว่า”
“เชื่อฟังเจ้า?”
“ใช่! เหมือนเช่นหลัวซาผู้นั้น”
หญิงสาวตกตะลึงขึ้นมา “เป็นไปไม่ได้ คนของสำนักไสยมนต์ดำ… เป็นไปไม่ได้ที่จะทรยศสำนักไสยมนต์ดำ!”
เมื่อลู่เฉินเห็นว่าหญิงสาวผู้นี้ยังคงไม่เชื่อ เขาจึงอธิบายว่า “ม่านพรางตาบนใบหน้าของเจ้า ถ้าหากถูกผู้ใดปลดออกก็จะปล่อยพิษออกมา แต่ถ้าหากปลดออกเองมันก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น ใช่หรือไม่?”
“แล้วเช่นไร?!” หญิงสาวคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร แต่ลู่เฉินยังคงยิ้มออกมา “คนของสำนักไสยมนต์ดำของพวกเจ้า ภายในร่างกายนั้นต่างก็มีอักขระยันต์กลืนวิญญาณ!”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“เพราะว่าข้าจัดการหลัวซาไปแล้ว”
นางยังคงไม่เชื่อ กลับจ้องเขม็งไปที่ลู่เฉิน “เจ้าอย่ามาหลอกข้า!”
“เช่นนั้นเจ้าอยากลองไหมเล่า? แค่ข้าช่วยเจ้าปลดมันออกก็ได้แล้ว” ลู่เฉินยิ้ม
แต่หญิงสาวไม่ยอมหลงกลง่าย ๆ กลับเอ่ยเตือนลู่เฉินออกมา “เจ้าอย่าแม้แต่จะคิด”
“ถ้าเจ้าไม่ยอมเข้ามาอย่างว่าง่าย ข้าอาจจะต้องลงมือเอง” ชายหนุ่มกล่าว แต่หญิงสาวไม่กลัวในสิ่งที่บุรุษตรงหน้าเอ่ย “ข้าอยู่ขั้นก่อกำเนิดย่อมไม่กลัวเจ้า!”
สิ้นเสียงนั้น หญิงสาวยังคงกลั่นม่านป้องกันแสงสีเขียวออกมาหนึ่งชั้น แต่เมื่อม่านป้องกันเพิ่งถูกสร้างขึ้น ลู่เฉินก็ได้ควบคุมค่ายกลโดยรอบ บงการให้สายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดลงไปยังม่านป้องกัน
ตู้ม!
ม่านป้องกันถูกทำลายลงทันที
นางตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จากนั้นก็คิดจะลงมือต่อ ทว่าลู่เฉินกลับมองนางพลางยิ้มออกมา “ไม่ว่าเจ้าจะกลั่นอีกสักกี่ครั้งก็ไม่มีประโยชน์!”
ก่อนหน้านี้หญิงสาวยังคงไม่เชื่อ แต่เมื่อถูกค่ายกลของลู่เฉินทำลายได้อย่างง่ายดายอีกหลายครั้ง นางจึงเริ่มกังวลใจขึ้นมา “เจ้า!”
“มานี่มา” ลู่เฉินเอ่ยหลอกล่อ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แต่สุดท้าย เพื่อที่จะรักษาชีวิตของตนไว้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำต้องเดินเข้าไป ทว่านางก็ยังเต็มไปด้วยความกังวลใจ ดังนั้นลมหายใจที่ปล่อยออกมาจึงมีความหนักหน่วงอยู่เล็กน้อย
ลู่เฉินมองนางด้วยรอยยิ้ม “หมุนตัว!”
หญิงสาวหันหลังให้ลู่เฉินเงียบ ๆ แต่ภายในใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย กลัวว่าลู่เฉินจะหักหลังตน เมื่อชายหนุ่มนำมือข้างหนึ่งสัมผัสไปยังหัวไหล่ของนาง นางก็พลันตัวสั่นสะท้าน อีกทั้งยังเอียงไหล่หลบด้วยความเคยชิน
“เป็นอะไรไป?”
“เจ้า… คงจะไม่เหมือนชายผู้อื่นที่คิดจะใช้ประโยชน์จากข้าใช่หรือไม่?” จู่ ๆ หญิงสาวก็พูดขึ้นมา ส่วนลู่เฉินได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้ม
“เจ้ายิ้มทำไมกัน?”
“ข้าออกเดินทางมานานหลายปี จะไม่เคยพบเจอหญิงสาวเลยหรือ?” ลู่เฉินว่า แต่หญิงสาวกลับสงสัยมากยิ่งขึ้น “เดินทางมาหลายปี?”
ชายหนุ่มไม่ได้อธิบายใด ๆ มากนัก เพียงนำฝ่ามือวางไว้บนไหล่ของนางต่อไป
หญิงสาวยังคิดจะหลบเลี่ยง แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาว่า “ถ้าหากเจ้าขยับอีกครั้ง ข้าคงทำได้เพียงขยับค่ายกลอีกสักนิด เจ้าก็จะงีบหลับไป”
เมื่อได้ยินว่าอาจจะงีบหลับไป นางจึงตื่นตระหนก ลู่เฉินลงมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บมือกลับมาเช่นเดิม
ครั้นเห็นว่าลู่เฉินไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีกับตน นางจึงถอนหายใจคลายกังวลออกมา ทว่าก็ยังมีบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจ “จัดการแล้วหรือ?”
ลู่เฉินปลดม่านหน้ากากนกยูงนั้น ทันใดนั้นก็เกิดพิษที่แพร่กระจายออกมา แต่เขากลับรีบเอามือคว้าเข้าที่พิษพวกนั้นทันที ทำให้หญิงสาวถึงกับตกตะลึง “เจ้าไม่กลัวพิษนี้หรือ?”
“เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวหรือ?”
หญิงสาวกลับยิ่งรู้สึกว่าลู่เฉินนั้นไม่ธรรมดาเสียเลย เมื่อเขานำม่านบังตาคืนให้กับนางแล้วก็เอ่ยออกมาอีกครั้ง “พิษถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว อักขระยันต์ก็เช่นกัน”
นางตรวจสอบดูด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพบว่าภายในร่างกายของตนไม่อักขระยันต์อยู่แล้วจริง ๆ และพิษของม่านบังตานี้ก็ไม่มีแล้วเช่นกัน ในใจก็พลันรู้สึกตกตะลึงขึ้นมา “นี่”
“พูดมาเถิด เจ้ามีนามว่าอย่างไรในสำนักไสยมนต์ดำ แล้วดูแลเรื่องใดบ้าง?”
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และลู่เฉินก็เอ่ยราวกับกดดันให้นางตอบ “ว่าอย่างไร? ยังคิดปิดบังหรือ?”
“ข้ามีนามว่าชิงหลิงเอ๋อร์ เป็นผู้มอบภารกิจพิเศษของสำนักไสยมนต์ดำ และเป็นหนึ่งในผู้นำทั้งสิบที่อยู่ในส่วนของแดนทักษิณา”
“ผู้นำทั้งสิบก็คือพวกเจ้าที่เป็นคณิกาทั้งสิบหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัยชิงหลิงเอ๋อร์จึงขานรับ “พวกเรารับผิดชอบในส่วนการมอบภารกิจโดยเฉพาะ”
เมื่อเข้าใจแล้ว ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามต่อ “เช่นนั้น ผู้ใดเป็นคนให้เจ้ามาแก้แค้นข้า?”
“เรื่องนี้…” ชิงหลิงเอ๋อร์ครุ่นคิดขึ้นมา แต่ลู่เฉินกลับยิ้มแล้วเอ่ยว่า “บอกข้ามาตามความจริงเถิด ถึงแม้ข้าจะนำอักขระยันต์บนกายเจ้าออก แต่ข้าก็ได้ฝังอักขระยันต์หุ่นเชิดเข้าไปในกายเจ้าแทน!”
“ว่าอย่างไรนะ?” ชิงหลิงเอ๋อร์ตกตะลึง คนทำจึงยิ้มอย่างมีเลศนัย “ข้าผู้นี้ไม่ชอบทำให้ผู้ใดบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ยอมให้ใครไปฆ่าคนได้ง่าย ๆ ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลไป”
หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอก “หรือว่าถ้าข้าบอกเจ้า ข้าจะเป็นอิสระ?”
“หลังจากบอกข้า เจ้าจงอยู่ในสำนักไสยมนต์ดำต่อไป หลังจากนี้หากมีเรื่องจำเป็น ข้าจะให้เจ้าช่วย” ลู่เฉินคิดว่าการปล่อยให้นางอยู่ในสถานที่เช่นนี้ จะเป็นการง่ายที่จะได้รู้ว่าผู้ที่คิดจะสังหารเขาหรือว่าต้องการลอบสังหารเขาเป็นใคร
ชิงหลิงเอ๋อร์ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างจึงเอ่ยขึ้นมา “เจ้านำจดหมายฉบับนั้นมาให้ข้า ข้าขอดูเสียหน่อย”
ลู่เฉินมอบจดหมายฉบับนั้นให้แก่ชิงหลิงเอ๋อร์ เมื่อนางตรวจสอบดูด้านหลังของจดหมายจึงพบว่ามีตัวเลขแปลกประหลาดอยู่ จากนั้นจึงค่อย ๆ หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นและเอ่ยต่อไปว่า “หมายเลขของจดหมายฉบับนี้ถูกสร้างขึ้นวันนี้ และคนที่มอบหมายภารกิจคือข้า แต่ผู้ที่รับภารกิจนี้ไม่ใช่ข้า!”
ลู่เฉินพลันสงสัย “ผู้มอบและผู้รับภารกิจไม่ใช่คนเดียวกันหรือ?”
“ผู้รับภารกิจต่างก็เป็นผู้ว่าจ้าง ให้นำผู้ที่ต้องการสังหารและรูปเหมือน รวมทั้งทรัพย์สินวางไว้ยังสถานที่แห่งหนึ่งในแดนทักษิณา เพื่อรอให้คนของเราไปรับมา จากนั้นจึงมอบให้พวกข้า พวกข้าจึงค่อยบรรจุทุกอย่างเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงแจกจ่ายให้กับผู้คนที่แตกต่างกัน”
ลู่เฉินจึงเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นเมื่อภารกิจสำเร็จ พวกเขาจะมอบศิลาวิญญาณที่เหลือให้เช่นไร?”
“หลังจากภารกิจสำเร็จ พวกเราจะนำของที่ระลึกที่เขาทิ้งไว้ ไปโยนไว้ภายในสระอธิษฐานภายในวัดหนานโยวที่อยู่ในแดนทักษิณา เมื่อผู้อยู่เบื้องหลังเห็นแล้วก็จะนำศิลาวิญญาณส่วนที่เหลือส่งไปยังสถานที่ที่นัดหมาย เพื่อรอให้คนของเราไปรับมา”
“ของที่ระลึกของพวกเขาล่ะ?” ลู่เฉินเอ่ยถามต่อไป ชิงหลิงเอ๋อร์จึงค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนำถุงบางอย่างออกมา และหมายเลขบนถุงใบนี้และบนจดหมายนั้นก็เป็นหมายเลขเดียวกัน จากนั้นนางก็ล้วงเอาขนนกสีดำอันหนึ่งออกมาจากภายในถุง
ขนนกอันนี้ดูเหมือนขนนกของอินทรีอย่างไรอย่างนั้น
“เพียงแค่นำขนนกนี้ไปโยนทิ้งไว้ในสระอธิษฐานภายในวัด ผู้ว่าจ้างก็จะนำศิลาวิญญาณส่วนที่เหลือมามอบให้ยังสถานที่ที่นัดหมายใช่หรือไม่?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ชิงหลิงเอ๋อร์จึงพยักหน้ารับ
“แล้วสถานที่ที่นัดหมายนั้นคือที่ใดกัน?”