ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 282 อักขระยันต์สมบูรณ์แห่งสวรรค์ ลอกกระดูกศักดิ์สิทธิ์!
บทที่ 282 อักขระยันต์สมบูรณ์แห่งสวรรค์ ลอกกระดูกศักดิ์สิทธิ์!
ชิงเฟิงหมิงและพวกก็อยากรู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอันใด
ในยามนี้ลู่เฉินเริ่มยุ่งวุ่นวายกับค่ายกลบริเวณนี้อีกครั้ง
“นายท่านกำลังทำอันใด?” กุ๋ยเจี่ยจื่ออยากรู้อยากเห็น แต่ชิงเฟิงหมิงรู้สึกสับสน “วางค่ายกลอีกหรือ?”
“ค่ายกล?” กุ๋ยเจี่ยจื่อไม่รู้ว่าลู่เฉินจะสร้างค่ายกลอันใด
อู่เหยียนหัวเราะ “ข้ามีกระดูกศักดิ์สิทธิ์ เจ้าฆ่าข้าไม่ได้!”
“มันยากที่จะฆ่าเจ้า แต่ก็ทำให้เจ้าทรมานได้” ลู่เฉินหัวเราะ แต่อู่เหยียนตะคอกกลับมาทันทีว่า “ก็แค่เจ็บเท่านั้น แต่ข้าไม่ตาย!”
“โอ้? ถ้าอย่างนั้นเมื่อครู่นี้เหตุใดเจ้าถึงหลบ?” ลู่เฉินเย้ยหยัน
อู่เหยียนจึงพูดอย่างดื้อรั้น “ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าทำร้ายข้า!”
ลู่เฉินยิ้มและไม่พูดอันใดต่อ อู่เหยียนจึงเริ่มตะโกนด่าทอลู่เฉินเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจเพราะยังคงยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง
ผ่านไปครึ่งวัน ลู่เฉินก็ปรบมือแล้วเอ่ยว่า “เสร็จแล้ว”
อู่เหยียนเบื่อที่จะก่นด่าแล้ว จึงนั่งไขว่ห้างอยู่ข้าง ๆ แต่หลังจากที่ลู่เฉินจัดการเสร็จ เขาก็ตื่นตัวทันที “ข้าอยากรู้ว่าเจ้ากำลังทำอันใด!”
ชิงเฟิงหมิงและกุ๋ยเจี่ยจื่อก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
ลู่เฉินมองไปที่อู่เหยียนด้วยรอยยิ้ม “เจ้าอยากลองจริง ๆ หรือ?”
“มาเลย!” อู่เหยียนยั่วยุ ส่วนลู่เฉินนั้นจ้องมองอู่เหยียนด้วยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า “เยี่ยม เยี่ยมมาก!”
ทันใดนั้น โซ่จำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นในอากาศ ก่อนจะพุ่งเข้าไปพันรัดร่างอู่เหยียนทันที
อู่เหยียนถึงกับตกตะลึง “นี่คืออันใด?”
“แน่นอนว่าเพื่อจับเจ้า จากนั้นก็จะลอกกระดูกศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าออก” ลู่เฉินยิ้ม ในขณะที่อู่เหยียนได้ยินดังนั้นก็พลันเบิกตากว้าง “ลอกกระดูกศักดิ์สิทธิ์?”
“ใช่ ถ้าไม่มีกระดูกนั้น ข้าจะดูว่าเจ้าจะฟื้นตัวได้อย่างไร” ลู่เฉินหัวเราะอย่างชั่วร้าย
อู่เหยียนหวาดกลัวขึ้นมาและต้องการที่จะต่อต้าน แต่ค่ายกลนี้กักเขาไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เขาโกรธจนต้องตะโกนออกมาว่า “ไอ้สารเลว ปล่อยข้าไป!”
“ถ้าเจ้าไม่อยากตายอย่างน่าอนาถเกินไป ก็จงบอกข้ามาว่าใครต้องการซื้อรากวิญญาณของข้า” ลู่เฉินกล่าวขณะเดินไปหาอีกฝ่าย
“ข้าไม่มีทางบอกเจ้า!” อู่เหยียนตะโกนตอบ
“เป็ด ถึงตายแล้วก็ยังปากแข็ง!” ลู่เฉินวางมือบนไหล่ของอู่เหยียน ในขณะที่อีกฝ่ายถลึงตามองและตะโกนใส่ “เจ้าไม่อาจนำกระดูกศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้!”
“ไม่มีอันใดที่ข้าทำไม่ได้!” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็เริ่มจัดเรียงอักขระยันต์ในร่างกายของอู่เหยียน และอักขระยันต์นี้ก็จะผนึกกระดูกศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นไว้ ทำให้กระดูกศักดิ์สิทธิ์ตัดขาดจากอู่เหยียน
หลังจากนั้นอู่เหยียนก็พบว่ากระดูกศักดิ์สิทธิ์ได้ขาดการเชื่อมโยงกับตนเอง เขาจึงเริ่มกังวลขึ้นมา “เจ้า! เจ้าทำอันใดกับข้า!”
“อักขระยันต์สมบูรณ์แห่งสวรรค์! อักขระยันต์ที่สามารถตัดการเชื่อมโยงได้!” คำพูดของลู่เฉิน ทำให้อู่เหยียนถึงกับตกตะลึง “ไม่! เป็นไปไม่ได้ อักขระยันต์สมบูรณ์แห่งสวรรค์เป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของอักขระยันต์ในมหาทวีปจิ่วโหยว เจ้า เจ้าทำได้อย่างไร?”
ไม่ใช่แค่อู่เหยียนเท่านั้นที่หวาดหวั่น ชิงเฟิงหมิงรวมถึงกุ๋ยเจี่ยจื่อต่างก็หวาดกลัวเช่นกัน
ลู่เฉินยิ้ม “ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้จักอักขระยันต์สมบูรณ์แห่งสวรรค์ด้วย”
“เจ้า เจ้าเป็นใครกันแน่!” อู่เหยียนร้อนใจ แต่ลู่เฉินไม่ได้อธิบายอันใด เขาเหยียดฝ่ามือผลักออก ทันใดนั้นปราณอันทรงพลังก็แทรกซึมเข้าไปในร่างกาย ส่งผลให้กระดูกศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นกระเด็นออกมา
จากนั้นกระดูกศักดิ์สิทธิ์ก็กะพริบวาบ และในที่สุดก็ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างไม่เต็มใจ จากนั้นก็ค่อย ๆ สลายกลายเป็นผุยผงและหายไปกับสายลม
อู่เหยียนตื่นตระหนกทันที “ไม่ กระดูกศักดิ์สิทธิ์ของข้า!”
“นี่เป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นอัญเชิญมาเท่านั้น” ลู่เฉินจ้องไปที่อู่เหยียน
อู่เหยียนพลันตวาดด้วยความโกรธว่า “นั่นมันของข้า ของข้า!”
หลังจากเห็นอู่เหยียนมีท่าทีเช่นนั้น ลู่เฉินจึงเย้ยหยัน “นี่ไม่ใช่พลังของเจ้า!”
“ข้าจะสู้กับเจ้าให้ตายกันไปข้าง!” อู่เหยียนเริ่มคุ้มคลั่ง แต่ร่างกายของเขาถูกลู่เฉินผนึกไว้ จึงทำให้เขาไม่สามารถใช้ปราณได้ ไม่ต้องพูดถึงไอภูตผี เขาตะโกนด้วยความโกรธจัด “ไอ้สารเลว!!!”
“บอกมาเถิดว่าใครต้องการรากวิญญาณของข้า!” ลู่เฉินจ้องเขม็งไปที่อู่เหยียน
อู่เหยียนกัดฟันด้วยความโกรธ “ข้าไม่มีทางบอกเจ้า!”
“เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้”
ลู่เฉินพูดจบก็ยัดยาห้วงนิทราเข้าไปในร่างกายของอู่เหยียน อีกฝ่ายมีท่าทีดื้อรั้นในคราแรก แต่หลังจากนั้นไม่นานก็หลับไป
ชิงเฟิงหมิงและกุ๋ยเจี่ยจื่อที่อยู่ด้านข้างพลันสงสัยว่าลู่เฉินทำอันใดกับอู่เหยียน
“บอกข้ามาว่าใคร!” ลู่เฉินเริ่มถามทันที และอู่เหยียนก็เอ่ยอย่างสะลึมสะลือว่า “เขา…เขา…สวมหน้ากากที่เป็นหัวหมาป่าสีทอง…จู่ ๆ ก็มายืนอยู่ข้างหลังข้า …และพูดว่าตราบใดที่ข้าช่วยเขาและชิงรากวิญญาณของเจ้า ข้าก็จะได้รับความแข็งแกร่ง…”
“มีจุดเด่นอันใดอีกบ้าง?” ลู่เฉินยังคงถามต่อ
อู่เหยียนตอบว่า “มือขวาของเขามีเพียงสามนิ้ว และร่างกายของเขาเต็มไปด้วยปราณวิญญาณสีทองเข้มข้น”
“สามนิ้ว?”
“ใช่…” อู่เหยียนส่งเสียงตอบรับ
หลังจากขบคิดเรื่องนี้แล้ว ลู่เฉินก็ถามต่อไปว่า “มีอันใดอีก?”
“เขา… หยิบน้ำเต้าทองคำออกมา ให้ข้าดื่มสุราอึกหนึ่ง และมอบยาเม็ดหนึ่งให้ข้า จากนั้นพลังยุทธ์ของข้า… ก็เปลี่ยนจากขั้นสร้างรากฐานเป็นขั้นหลอมแก่นแท้ แล้วก็เริ่มเปลี่ยนเป็นขั้นก่อกำเนิด…”
แสงประหลาดพลันส่องประกายวาบผ่านแววตาของลู่เฉิน “นอกเหนือจากนี้ยังมีอันใดอีก?”
“หลังจากที่ข้าอยู่ในขั้นก่อกำเนิด เจ้าสำนักของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็แนะนำให้ข้าไปที่สำนักภูเขาภูต จากนั้นข้าก็ไม่ได้ติดต่อเขาอีกเลย”
“เขาไม่เคยติดต่อเจ้าอีกเลยหรือ?”
“ไม่” อู่เหยียนพยักหน้า
หลังจากที่ลู่เฉินได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้น เขาก็มีท่าทีเคร่งขรึมขึ้นมา จนกระทั่งค่ายกลรอบ ๆ เริ่มโจมตีอู่เหยียน และร่างของอู่เหยียนก็ถูกทำลายทันที หลงเหลือเพียงวิญญาณของเขา
หลังจากนั้นเงานั่นก็ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อเขาพบว่าตนเองเหลือเพียงวิญญาณ เขาก็สาปแช่งออกมาทันที “เจ้า ไอ้สารเลว!”
“ตื่นแล้วหรือ?” ลู่เฉินมองไปที่อู่เหยียนด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นอู่เหยียนก็ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่และถามว่า “เจ้า เมื่อครู่นี้เจ้าทำอันใดกับข้า?”
“แน่นอนว่าข้าต้องทำให้เจ้าพูดอันใดที่น่าสนใจ” ลู่เฉินยิ้ม
อู่เหยียนพลันร้อนใจขึ้นมา “อันใด เป็นอันใดกันแน่?”
“สวมหน้ากากหัวหมาป่าสีทอง และมือขวายังมีเพียงสามนิ้ว รวมทั้งให้เจ้าดื่มสุรา กินยาเม็ดเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง” ลู่เฉินกล่าว
อู่เหยียนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกหวาดกลัว ” ไม่ ข้าไม่สามารถบอกเจ้าได้!”
ชิงเฟิงหมิงและกุ๋ยเจี่ยจื่อที่อยู่ข้าง ๆ ต่างตกใจ พวกเขาไม่คาดคิดว่าอู่เหยียนจะถูกลู่เฉิน ‘สะกดจิต’ โดยไม่รู้ตัว และหลังจากตื่นขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าตนพูดอันใดไป
ลู่เฉินหัวเราะอย่างเย็นชา “จะบอกหรือไม่บอกนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า!”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็นำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา และรีบกำจัดวิญญาณของอู่เหยียน
“เจ้า เจ้าจบไม่สวยแน่!” อู่เหยียนตะคอกใส่ด้วยความเดือดดาล
ทว่าลู่เฉินไม่สนใจ แต่กลับพาชิงเฟิงหมิงและกุ๋ยเจี่ยจื่อเดินออกจากที่นี่
แต่ทันทีที่เขาเดินออกจากห้องโถงนี้และมาถึงเขตต้องห้ามด้านนอก เขาก็เห็นเจ้าสำนักนั่งอยู่บนหลังม้ากระดูกผีข้างนอก รวมทั้งยังมียอดฝีมือของสำนักภูเขาภูตที่รออยู่
เมื่อเห็นฉากนี้ ชิงเฟิงหมิงก็ตกตะลึง “แย่แล้ว พวกเขาวิ่งออกมาแล้ว!”
กุ๋ยเจี่ยจื่อเองก็ร้อนใจ “ข้าควรทำอย่างไรดี?”
เจ้าสำนักผู้นี้สวมผ้าคลุมเผยให้เห็นใบหน้าที่เปล่งประกายด้วยแสงสีดำ อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า “พ่อหนุ่ม เจ้าอยากตายอย่างไร?”
ทว่าผู้ใดจะคิดว่าลู่เฉินไม่ได้ตกใจกลัว แต่กลับยิ้มให้คนเหล่านี้ “พวกเจ้าไม่มีความสามารถที่จะฆ่าข้าแน่นอน!”
คนในสำนักภูเขาภูตคิดว่าลู่เฉินบ้าเกินไป ดังนั้นพวกเขาจึงโห่ร้องแล้วหมายจะลงมือ
ชิงเฟิงหมิงและกุ๋ยเจี่ยจื่อพลันตื่นตระหนก เพราะคนเหล่านี้แข็งแกร่งเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าสำนักผู้นี้ที่อยู่ในขั้นแปลงเซียน หากอีกฝ่ายลงมือ ลู่เฉินคงไม่มีความสามารถแม้แต่จะหลบหลีก ทว่าตอนนี้ลู่เฉินกลับยังคงมีท่าทีเยือกเย็นยิ่งนัก