ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 285 โต้กลับด้วยหมัดเดียว อัดเข้าติดกำแพง!
บทที่ 285 โต้กลับด้วยหมัดเดียว อัดเข้าติดกำแพง!
เจ้าชายเป่ยโหวไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายถึงอันใด แต่ลู่เฉินกลับขอให้เขาจับตามองผู้คนในวังเหมันต์สงัดต่อไป ก่อนที่คนจะเดินออกจากห้องลับไป
เมื่อเห็นลู่เฉินออกมาอีกครั้ง หนานเหยาก็ถามว่า “ท่านอาจารย์ ท่านกำลังทำอันใดอยู่ในห้องลับ?”
หนานลัวเองก็อยากรู้เช่นกัน แต่ลู่เฉินกลับมองทั้งสองด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “คืนนี้จะมีละครลิงให้ดู”
“ละครลิง?” ทั้งสองสงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น
สำหรับลู่เฉินนั้น เขาไม่ได้พูดอันใดมาก แค่ปล่อยให้พวกเขาแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอันใดเกิดขึ้น และลู่เฉินก็จัดการวางค่ายในจวนหนานลัวด้วยตัวเอง
แต่ผ่านไปได้ครึ่งทางก็พลันมีคนกลุ่มหนึ่งมาที่จวนหนานลัว หนานเหยาจึงรีบไปหาลู่เฉิน “ท่านอาจารย์! แย่แล้วเจ้าค่ะ!”
“เกิดอันใดขึ้น?” ลู่เฉินมองดูท้องฟ้า ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันเท่านั้น เขาจึงมีท่าทีงุนงง ก่อนที่หนานเหยาจะพูดอย่างกระวนกระวายว่า “คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดบอกว่าพวกเขามาจับกุมท่าน!”
ลู่เฉินยิ้มอย่างขมขื่น “แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด?”
“ใช่ นำโดยผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดธาตุน้ำของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด คนคนนี้ติดอันดับสามในจวนตะวันคล้อย นอกจากนี้เขายังพายอดฝีมือจำนวนมากมาด้วย” หนานเหยากล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ส่วนลู่เฉินก็ฉีกยิ้มแล้วถามว่า “เจ้าประหม่าอันใด?”
“มัน… มันน่ากลัวจริง ๆ” หนานเหยารู้ว่าลู่เฉินนั้นทรงพลัง แต่เมื่อเผชิญกับอัจฉริยะประเภทนี้และในสถานการณ์ที่ไม่มีค่ายกล ลู่เฉินคงต่อกรกับอัจฉริยะจำนวนมากพวกนั้นได้ยาก
แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ไปเถอะ ไปพบคนพวกนั้นกัน”
หนานเหยาพูดอย่างกระวนกระวายว่า “เสด็จพี่แปดของข้ากำลังรับมือกับพวกเขา และสิ่งที่ท่านต้องทำก็คือออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”
“ข้ามีบางอย่างที่ต้องทำตอนกลางคืน ข้าจะออกไปได้อย่างไร?” ลู่เฉินปฏิเสธ หนานเหยาพลันสงสัยขึ้นมาว่าเขาคิดจะทำอันใดในตอนกลางคืน แต่ลู่เฉินกลับเดินไปที่ลานด้านหน้าของจวนหนานลัวแล้ว
ยามนี้ที่ลานด้านหน้ามีคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดอยู่ราว ๆ ยี่สิบถึงสามสิบคน และรอบ ๆ ก็มีคนรับใช้และทหารรักษาการณ์จำนวนนับไม่ถ้วนกำลังพูดคุยกันอยู่ตรงนั้น แม้แต่ที่ประตูก็มีคนมากมายมามุงดูเหตุการณ์นี้
“ดูสิ ผู้คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดมาจับกุมชายคนนั้นด้วยตนเอง”
“ชายผู้นี้บังอาจนัก เขารู้ว่าแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดจะไม่ปล่อยเขาไป แต่เขาก็กล้าที่จะซ่อนตัวอยู่ที่นี่”
“เขาคงคิดว่าจวนหนานลัวจะปกป้องเขา!”
“ไม่ต้องพูดถึงจวนหนานลัว แม้แต่องค์จักรพรรดิก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด” ใครบางคนตอบ ในขณะที่คนอื่น ๆ พยักหน้า ถึงอย่างไรเสียราชวงศ์หนานโยวก็ได้รับการสนับสนุนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่ง
ดังนั้นเชื้อพระวงศ์ย่อมไม่กล้าเผชิญหน้ากับแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด
ส่วนคนในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด พวกเขาก็เริ่มตะโกนขอให้หนานลัวส่งมอบตัวลู่เฉิน แต่หนานลัวกลับมองไปยังชายที่เป็นผู้นำซึ่งมีท่าทีเงียบขรึมไม่พูดไม่จา
ก่อนที่ชายคนนั้นจะพูดอย่างเย็นชาว่า “ส่งตัวเขามา ไม่อย่างนั้นเกรงว่าวันนี้ข้าต้องลงมือแล้ว!”
หลังจากที่คนรับใช้และทหารรักษาการณ์ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป เพราะถึงอย่างไรเสียเหล่าอัจฉริยะของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดก็ไม่ควรที่จะไปยุ่งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนตรงหน้านี้ที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง และบางคนถึงกับกระซิบว่า “เขาคือหานลั่วสุ่ยผู้นั้น?”
“ใช่ เขานั่นแหละ น่ากลัวมาก”
…
หนานลัวแสดงสีหน้าดูไม่ได้และมองไปที่บุรุษเย็นชา ซึ่งอีกฝ่ายมีผมปกคลุมใบหน้าครึ่งหนึ่ง เขากล่าวว่า “คุณชายหาน หมอเทวดาลู่เป็นผู้ช่วยชีวิตขององค์จักรพรรดิ ข้าได้รับ…”
“ข้าไม่สนใจว่าเขาจะเป็นใคร ตราบใดที่เขายุ่งกับแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดของข้า ก็จะไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้!” หานลั่วสุ่ยพูดแทรกขึ้นมาทันที
หนานลัวกระวนกระวายทันที และไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ขณะที่หานลั่วสุ่ยก็กล่าวต่อไปว่า “ข้าให้เวลาเจ้าเพียงครึ่งเค่อ หากเจ้าไม่ส่งเขามาภายในครึ่งเค่อ เช่นนั้นที่นี่ก็ต้องนองเลือดแล้ว!”
คนในจวนหนานลัวได้ยินสิ่งนี้พลันหน้าเปลี่ยนสี
ผู้คนที่อยู่ด้านนอกประตูต่างสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่ง และบางคนถึงกับพูดว่า “หานลั่วสุ่ยผู้นี้บ้าคลั่งไปแล้วจริง ๆ”
“ไร้สาระ เขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดธาตุน้ำอันดับที่สามของจวนตะวันคล้อย และเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดธาตุน้ำอันดับหนึ่งของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด!”
“ร้ายกาจ!”
…
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น “น่าสนุกนี่”
ทุกคนมองไปที่ต้นตอของเสียง
มีคนสองคนยืนอยู่ตรงนั้น คนหนึ่งคือลู่เฉิน อีกคนคือหนานเหยา และหนานเหยาก็กำลังกังวลเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคนอื่น ๆ นั้น พวกเขาถกเถียงกันหลังจากเห็นว่าลู่เฉินไม่ได้หนีไปไหน
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่หนีไปไหน?”
“ข้าเดาว่าพวกเขาคิดว่าจะสามารถจัดการกับคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดได้”
“บ้าเกินไปแล้ว!”
คนส่วนใหญ่ในยามนี้คิดว่าลู่เฉินกำลังรนหาที่ตาย แต่หานลั่วสุ่ยยืนอยู่ที่นั่นและมองลู่เฉินด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าคือผู้จองหองผู้นั้นหรือ?”
“จะบ้าคลั่งกว่าเจ้าไปได้อย่างไร?” ลู่เฉินยิ้มอย่างดูถูก
ผู้คนในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดรู้สึกไม่พอใจทันทีและข่มขู่ลู่เฉิน บางคนถึงกับพูดกับหานลั่วสุ่ยว่า “ศิษย์พี่หาน คนเช่นนี้ มอบให้ข้าจัดการเถอะ”
คนอื่น ๆ ก็แสดงความเห็นว่าอยากลงมือเช่นกัน
หนานลัวพลันร้อนใจ รีบไปที่ด้านข้างของลู่เฉินแล้วกระซิบว่า “เหตุใดท่านไม่ยอมหนีไป?”
“ข้าต้องจัดการพวกเขา ไม่เช่นนั้นคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดจะคิดว่าจะรังแกข้าได้ง่าย ๆ” ลู่เฉินยิ้ม แต่หนานลัวยังคงกังวล “หานลั่วสุ่ยผู้นี้ ไม่ธรรมดาเลย!”
ลู่เฉินพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “มันก็แค่รากวิญญาณธาตุน้ำระดับเก้าดาว หาได้มีอันใดไม่!”
ครั้นทุกคนได้ยินคำว่ารากวิญญาณธาตุน้ำระดับเก้าดาวก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ แต่ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจกับมัน สิ่งนี้ทำให้คนหลายคนหัวเราะเยาะลู่เฉิน และหานลั่วสุ่ยผู้นี้ก็มองไปที่ลู่เฉินอย่างเย็นชา “หากเจ้าอยากตาย ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
จากนั้นหานลั่วสุ่ยก็พูดกับศิษย์คนหนึ่งว่า “ไปเถอะ ไปจัดการเขาในกระบวนท่าเดียว!”
“ขอรับ!” ศิษย์คนนั้นดีใจเป็นอย่างมาก รีบเดินออกไปทันที เพียงชั่วครู่เขาก็พุ่งเข้ามาหาลู่เฉินอย่างว่องไว จากนั้นเขาก็ต่อยออกไป
ความเร็วของหมัดที่ทรงพลังทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนคิดว่าลู่เฉินคงต้องตายแน่แล้ว
แม้แต่หนานลัวและหนานเหยาที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังหวาดกลัว เห็นเพียงคนคนหนึ่งกำกำปั้น แล้วชกใส่ลู่เฉินอย่างแรง และ ‘กำแพง’ เก้าสิบเก้าชั้นก็ปรากฏขึ้นบนร่างของลู่เฉิน
เมื่อคนคนนั้นชกเข้ากับกำแพง ทุกคนก็เห็นเพียงว่ากำแพงร้าวมากกว่าเจ็ดสิบชั้น แต่ลู่เฉินที่อยู่ภายใน ‘กำแพง’ กลับยังคงสบายดี
ครานี้ทุกคนพลันตกใจเป็นอย่างมาก
“เป็นไปได้อย่างไร?”
คนรับใช้บางคนบ่นว่า “เด็กคนนี้ช่างร้ายกาจจริง ๆ!”
ผู้ชมที่อยู่ข้างนอกก็ร้องอุทาน แต่หานลั่วสุ่ยรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “ข้าให้เจ้าจัดการกับเขาด้วยกระบวนท่าเดียว!”
หลังจากที่ชายคนนั้นกล่าวขอโทษ เขาก็เริ่มสะสมพละกำลังและชกลงไปอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม มันพังไปเพียงเจ็ดสิบชั้นเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้ชายผู้นั้นวิตกกังวล เขามองไปที่หานลั่วสุ่ยอย่างช่วยไม่ได้ “ศิษย์พี่หาน เขา… เขาต้องใช้ศาสตราวุธบางอย่างในการป้องกันแน่!”
“ข้าไม่สนใจว่าเขาจะใช้อันใด เจ้าต้องจัดการเขา!” สีหน้าของหานลั่วสุ่ยดูย่ำแย่มากขึ้นเรื่อย ๆ และศิษย์คนนั้นก็รวบรวมพลังอีกครั้ง แต่ก่อนที่เขาจะได้เคลื่อนไหว ลู่เฉินก็ชกออกไปทันที
หมัดเสี้ยวทอง!
เงาลำแสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งโจมตีชายผู้ที่ไม่ทันได้ป้องกันตัว ทำให้เขากระเด็นออกไปทันที ‘ตู้ม!’
คนผู้นี้กระเด็นออกไปชนกำแพง และ ‘ติด’ อยู่ตรงนั้น ทำให้ทุกคนพลันตกตะลึง สงสัยว่าเมื่อครู่เกิดอันใดขึ้น!