ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 286 นี่คือความแตกต่าง แม้แต่การป้องกันก็ไม่สามารถทำลายได้!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 286 นี่คือความแตกต่าง แม้แต่การป้องกันก็ไม่สามารถทำลายได้!
บทที่ 286 นี่คือความแตกต่าง แม้แต่การป้องกันก็ไม่สามารถทำลายได้!
คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดเริ่มบันดาลโทสะขึ้นมา แต่ละคนเริ่มจับอาวุธไว้แน่นและคิดจะออกไปจัดการกับลู่เฉิน
หานลั่วสุ่ยจ้องมองมายังลู่เฉินด้วยแววตาเยือกเย็น “เจ้ากล้าซุ่มโจมตีอย่างนั้นหรือ!”
“ซุ่มโจมตี? หรือว่าเมื่อครู่ที่เขาโจมตีข้านั้น ไม่ใช่คิดจะประลองกับข้าอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ หานลั่วสุ่ยจึงมองไปยังหนานลัวและคนอื่น ๆ ด้วยสายตาเย็นชา “หากไม่อยากตาย ก็จงยืนอยู่ตรงนั้น! มิเช่นนั้น…!”
“มิเช่นนั้นอย่างไรหรือ?” หนานเหยารู้ดีว่าหากมาถึงขั้นนี้แล้วคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงอะไรได้ นางจึงไม่ไปไหน ยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ ลู่เฉิน เพื่อที่จะคอยรับมือไปพร้อมกับเขา
หนานลัวเองก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรตนก็ไม่สามารถละทิ้งความสัมพันธ์นี้ไปได้ ดังนั้นเขาจึงกระแอมไอออกมาพลางเอ่ยว่า “ถึงแม้ข้านั้นจะอายุมากแล้ว แต่ข้าก็ยังคิดที่จะประลองฝีมือกับคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เสียหน่อย!”
บรรดาคนรับใช้และเหล่าทหารรักษาการณ์ของจวนหนานลัวพากันตกใจขึ้นมา พวกเขาไม่คิดว่าหนานลัวจะคิดต่อต้านแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้
ผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็เริ่มถกเถียงกันขึ้นมา
“เจ้าหนุ่มผู้นี้คือใครกัน แม้แต่ท่านเจ้ากรมยังยืนอยู่ข้างเขา!” มีคนสงสัยขึ้นมา และบางคนก็เอ่ยออกมาว่า “ใช่ เจ้าหนุ่มผู้นี้ มีอะไรดีอย่างนั้นหรือ?”
ไม่เพียงเท่านั้น หนานลัวยังเรียกกลุ่มทหารยามเกราะดำเข้ามา
เพียงไม่นาน สนามแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนไม่น้อย
หานลั่วสุ่ยมองมาด้วยสายตาเย็นชา “พวกเจ้าอยากตายจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อหนานลัวตัดสินใจแล้ว เขาย่อมไม่ยอมถอยเป็นแน่ จึงกล่าวออกไปเพียงสั้น ๆ ว่า “ราชวงศ์หนานโยวไม่ได้มีแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”
“ได้! จองหองยิ่งนัก!” บนร่างของหานลั่วสุ่ยแผ่กระจายไอความเย็นออกมา แต่ลู่เฉินกลับมองไปยังหนานลัวและคนอื่น ๆ “พวกเจ้าถอยไปเสียก่อน มีเพียงข้าจัดการเขาก็พอแล้ว!”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าลู่เฉินจะเข้าไปจัดการหานลั่วสุ่ยเพียงลำพัง แต่ละคนจึงพลันตกตะลึงขึ้นมา หนานเหยายิ่งรู้สึกกังวลใจจนเอ่ยออกมาว่า “อาจารย์ ข้าไม่ยอมให้ท่านไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นเพียงลำพังแน่!”
หนานลัวจึงพูดขึ้นมาบ้างเช่นกัน “คุณชายลู่ ในเมื่อข้าตัดสินใจแล้ว อย่างไรข้าก็จะเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นไปพร้อมกับท่าน”
ลู่เฉินกลับยิ้มออกมาและมองไปยังพวกเขา “พวกเจ้าคงไม่คิดว่า ข้ารับมือกับคนพวกนั้นไม่ได้หรอกนะ?”
หนานลัวและคนอื่น ๆ ไม่ตอบอะไร แต่ภายในใจต่างก็คิดว่าลู่เฉินนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหานลั่วสุ่ยผู้นี้ โดยเฉพาะทหารยามเกราะดำเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่สายตาของทุกคนแสดงให้เห็นว่าลู่เฉินนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหานลั่วสุ่ยเป็นแน่
บรรดาคนรับใช้ เหล่าทหารรักษาการณ์ รวมทั้งผู้คนที่เฝ้ามองดูอยู่ก็คิดเช่นนั้น
ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังพวกเขา “เอาล่ะ ถอยเสียเถิด”
หนานลัวและคนอื่น ๆ ยังคงลังเลที่จะถอยออกมา แต่ลู่เฉินกลับมองไปยังหนานเหยา “พาพวกเขาออกไป”
หนานเหยาร้อนใจขึ้นมา “ท่านอาจารย์!”
“หากยังนับถือข้าเป็นอาจารย์ จงถอยออกไปเสีย!”
คำพูดของลู่เฉินทำให้หนานเหยาอดไม่ได้ที่จะต้องมองไปยังหนานลัวและคนอื่น ๆ “พวกเราถอยไปอีกด้านหนึ่งเถิด”
หนานลัวจึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงนำทหารยามเกราะดำถอยไปอีกด้านหนึ่ง ส่วนคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดนั้นต่างก็คิดว่าลู่เฉินจองหองเกินไป โดยเฉพาะหานลั่วสุ่ยที่รวบรวมพลังและถ่ายทอดคำสั่งออกไปแก่คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด “จับเขา!”
“ขอรับ!”
คนเหล่านั้นจึงพุ่งตัวออกไป จากนั้นจึงแสดงเคล็ดวิชา แต่เมื่อเคล็ดวิชาเหล่านี้โจมตีไปบนร่างกายของลู่เฉิน ก็ไม่สามารถทำลายการป้องกันเก้าสิบเก้าชั้นของลู่เฉินได้
นี่จึงทำให้ทุกคนต่างรู้สึกสับสนขึ้นมา
หนานลัวได้แต่พึมพำอยู่ในใจ “เขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจริงหรือ?”
ไม่เพียงหนานลัวเท่านั้น คนอื่น ๆ ต่างก็อยากรู้เช่นกัน
หานลั่วสุ่ยรู้สึกสงสัยในตัวลู่เฉินขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้ากำลังแอบซ่อนพลังปราณไว้อย่างนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ได้แอบซ่อน พวกเจ้าดูไม่ออกอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังหานลั่วสุ่ย
เมื่อพูดจบ หานลั่วสุ่ยจึงให้พวกเขาถอยออกไป
คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดต่างก็จำต้องถอยออกมา จากนั้นหานลั่วสุ่ยจึงกางฝ่ามือทั้งสองข้างออก ทุกคนต่างก็จดจ้องไปยังกลางฝ่ามือทั้งสองนั้น จึงได้เห็นลูกบอลที่แผ่ไอความเย็นสองลูกกำลังหลอมพลังอยู่
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกคนยังเห็นว่าบนร่างของหานลั่วสุ่ยถูกโอบล้อมไปด้วยไอความเย็น ราวกับว่ารอบด้านกำลังถูกล้อมไปด้วยเมฆหมอก
ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็เบิกตากว้างอ้าปากค้าง ส่วนคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดนั้นต่างก็ส่งเสียงดังขึ้นมา
หนานเหยารู้สึกกังวลใจขึ้นมา แต่หนานลัวนั้นกลับเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “อาจารย์ของเจ้าจะต้านทานได้หรือไม่?”
“ข้า ข้าก็ไม่รู้” หนานเหยาไม่เข้าใจเท่าใดนัก แต่ทันใดนั้นเอง หญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณใกล้ ๆ ก็พึมพำออกมา “สมควรตาย!”
หญิงสาวผู้นี้ แท้จริงแล้วคือเฮยเม่ยนั่นเอง
แต่เรื่องที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ เมื่อหานลั่วสุ่ยโจมตีไปยังลู่เฉินนั้น ลู่เฉินกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย และ ‘กำแพงพันชั้น’ ก็ถูกทำลายไปเพียงแปดสิบกว่าชั้นเท่านั้น
นี่จึงทำให้ผู้คนมากมายที่เฝ้าดูอยู่ต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา
บางคนถึงกับพูดขึ้นมาด้วยอาการเหม่อลอย “ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปเสียแล้ว!”
“มีผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“นี่ถือเป็นการเปิดโลกครั้งใหม่เลยก็ว่าได้!”
…
หนานเหยารู้สึกพึงพอใจขึ้นมา “อาจารย์สามารถต้านทานได้”
เมื่อหนานลัวเห็นดังกล่าวก็รู้สึกพึงพอใจเช่นกัน แต่หานลั่วสุ่ยนั้นยังคงไม่พอใจ กลับเพิ่มพลังเข้าไปอีก ทำให้การป้องกันของลู่เฉินยิ่งถูกทำลายมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ลู่เฉินนั้นยังคงไม่วางมือ และยังนำกระบี่สยบเก้าทิศออกมา จากนั้นจึงเริ่มสะสมพลัง
เมื่อหานลั่วสุ่ยเห็นว่าลู่เฉินยังกล้าที่จะสะสมพลัง เขาจึงกล่าวด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าคิดว่าจะสามารถทำให้ข้าบาดเจ็บได้อย่างนั้นหรือ?”
“เพียงแค่ลองดูถึงจะรู้ได้” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้าย หานลั่วสุ่ยจึงรวบรวมม่านไอความเย็นขึ้นมา และยังกล่าวออกมาอย่างกล้าหาญ “ข้าจะบอกเจ้าให้ สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของข้าก็คือการป้องกัน”
“โอ้?” ลู่เฉินยิ้มประหลาด
หานลั่วสุ่ยจึงเผยรอยยิ้มเย็นชาแล้วกล่าวว่า “ท่ามกลางผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดนั้น นอกจากบุตรศักดิ์สิทธิ์แล้ว การป้องกันของข้าก็ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้!”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น ต่างก็พลันตกตะลึงขึ้นมา แต่ลู่เฉินกลับไม่ใส่ใจนัก เขายังคงรวบรวมปราณกระบี่ ขณะเดียวกันก็ได้สำแดง ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ ดูดซึมซับสิ่งรอบข้างที่มี ‘พลังปราณ’ เข้ามาทั้งหมด
ดังนั้นผู้คนมากมายจึงต่างพบว่า เม็ดยาที่อยู่ในมือของตน หรือแม้แต่ข้าวของที่ตนถืออยู่นั้น พลังปราณค่อย ๆ ลดลง จนต่างก็พากันอุทานออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ต้นไม้พืชพรรณที่อยู่รอบ ๆ ก็ค่อย ๆ แห้งเหี่ยวลง
หนานลัวและคนอื่น ๆ ต่างก็แปลกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
หานลั่วสุ่ยรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนักจึงกล่าวออกมาว่า “เจ้า… เจ้าทำอะไรกัน?”
“อะไร? กลัวอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าไม่กลัว!” หานลั่วสุ่ยตอบกลับด้วยความกล้าหาญ ลู่เฉินจึงยิ้มพลางเอ่ยออกมา “ไม่กลัวก็ดี!”
แต่ทุกคนกลับกังวลใจขึ้นมา เพราะเม็ดยาที่มีพลังปราณในมือนั้น กลับกลายเป็นเพียง ‘ขยะ’ ดังนั้นคนจำนวนไม่น้อยต่างก็คิดหนีออกไปจากที่แห่งนี้ จนกระทั่งลู่เฉินมองกระบี่ในมือพลางยิ้มออกมา “ใกล้แล้ว!”
หานลั่วสุ่ยรีบเอ่ยเตือนขึ้นมา คิดว่าจะต้านการโจมตีครั้งนี้ของลู่เฉินได้
แต่ลู่เฉินกลับบีบอัดปราณกระบี่
ปราณกระบี่สามพันสายที่สุดท้ายถูกบีบอัดเหลือเพียงปราณกระบี่สามสาย และปราณกระบี่สามสายนี้ก็พุ่งออกไป
ทุกคนรีบหันไปให้ความสนใจทันที
เมื่อเห็นปราณกระบี่แรกโจมตีลงบนม่านป้องกัน ทำให้ม่านไอเย็นนั้นเกิดรอยร้าว หานลั่วสุ่ยจึงยิ้มออกมา “ขยะก็คือขยะ!”
แต่ปราณกระบี่ที่สองกลับตีจนแตกทลายลง
รอยยิ้มของหานลั่วสุ่ยจึงหายไปทันที โดยเฉพาะเมื่อปราณกระบี่สุดท้ายแทรกเข้าไปภายในม่านป้องกัน และโจมตีเข้ากับร่างของอีกฝ่าย จนตัวคนถึงกับกระเด็นออกไป
แต่หานลั่วสุ่ยนั้นสวมเกราะอ่อนป้องกันไว้บนร่างกาย ทำให้เขาเพียงแค่ถูกปราณกระบี่นี้โจมตีจนกระเด็นออกไป ไม่ได้โจมตีเข้าไปภายในร่างกาย ทว่าการโจมตีที่แข็งแกร่งเพียงนี้ ก็ทำให้พลังปราณภายในร่างกายของเขาปั่นป่วนขึ้นมา ต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งจึงค่อย ๆ สงบลง
หนานเหยาเอ่ยขึ้นมาด้วยความเสียดาย “ไม่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้จริง ๆ!”
หมายเลข 36 พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “บนร่างกายเขามีสิ่งป้องกัน ทำให้ต้านทานปราณกระบี่ได้”
หนานลัวเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย “ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถทำร้ายเขาได้!”
หานลั่วสุ่ยมองลู่เฉินด้วยแววตาเย็นชา “นี่คือความแตกต่างระหว่างเจ้ากับข้า!”
“อย่างน้อยข้าก็สามารถทำลายม่านของเจ้าได้ แต่เจ้า! แม้แต่การป้องกันของข้าก็ไม่สามารถทำลายได้!” ลู่เฉินยิ้มประหลาดขึ้นมา และคำพูดดังกล่าวกลับไปกระตุ้นหานลั่วสุ่ยเข้าแล้ว
“รอก่อนเถิด ข้าจะไม่เปิดโอกาสใด ๆ ให้เจ้าเป็นแน่!” หานลั่วสุ่ยโมโหจนมวลพลังในร่างกายเริ่มตื่นตัวอย่างบ้าคลั่ง!
ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา โดยเฉพาะหนานเหยาที่เอ่ยขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “นี่เกิดอะไรขึ้น?”