ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 287 ไม่มีสมบัติวิญญาณ เช่นเดียวกับหลานชาย!
บทที่ 287 ไม่มีสมบัติวิญญาณ เช่นเดียวกับหลานชาย!
ลู่เฉินดูนิ่งสงบ แต่สายตายังคงมองไปที่หานลั่วสุ่ย จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมา “แม้แต่ไข่มุกหลอมปราณระดับสูงเก้าดาวก็ยังมี นับว่าไม่เลวนี่!”
หมายความว่าอย่างไร?
ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา
เพราะไข่มุกหลอมปราณนั้นคือสมบัติวิญญาณที่รวบรวมพลังปราณชนิดหนึ่ง ไม่เพียงแต่หานลั่วสุ่ยจะครอบครองมันเท่านั้น แต่เขายังสามารถหลอมรวมกับพลังภายในของตน ทำให้ร่างกายของตนดูดซับพลังปราณได้อย่างรวดเร็ว และทำให้แข็งแกร่งขึ้นมาได้
ไม่เพียงเท่านั้น ไข่มุกหลอมปราณนี้ ยังทำให้พลังปราณภายในร่างกายของหานลั่วสุ่ยมีความหนานแน่นมากยิ่งขึ้น ดังนั้นทุกคนจึงได้เห็นว่าพลังของเขานั้นสามารถ ‘พุ่งทะยาน’ ขึ้นมาได้
เมื่อหานลั่วสุ่ยเห็นท่าทางหวาดกลัวของลู่เฉิน เขาจึงเผยรอยยิ้มออกมา “กลัวแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้ารู้สึกว่าข้ากลัวงั้นหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม อีกฝ่ายจึงเบิกตากว้างพลางเอ่ยว่า “หรือว่าเจ้าไม่กลัวกัน?”
ชายหนุ่มเพียงกล่าวว่า “สมบัติวิญญาณ อย่างไรก็เป็นเพียงพลังภายนอกเท่านั้น”
“แค่สามารถจัดการเจ้าได้ เจ้าจะสนใจทำไมว่าเป็นพลังภายนอกหรือพลังภายใน” หานลั่วสุ่ยเอ่ยอย่างไม่สนใจนัก
ไม่เพียงแค่หานลั่วสุ่ยเท่านั้น คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดต่างก็ตะโกนขึ้นมาเช่นกัน บางคนถึงกับหัวเราะลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม หากกลัวก็พูดมาตรง ๆ เถิด! ไยจึงมัวเฉไฉเช่นนี้!”
“ใช่ หากกลัวก็เพียงแค่ยอมรับมาเถิด! ”
คนเหล่านั้นต่างก็หัวเราะลั่น หนานเหยาเห็นเช่นนั้นจึงรู้สึกประหม่าจนเนื้อตัวสั่น “เช่นนี้คงแย่แน่!”
เฮยเม่ยที่เฝ้ามองอยู่จากมุมหนึ่งกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พลังเพิ่มขึ้นหลายเท่าเช่นนี้ ไม่เชื่อว่าเจ้ายังจะสามารถต้านทานได้!”
ขณะที่ทุกคนต่างก็คิดว่าลู่เฉินคงต้อง ‘จบเห่’ อย่างแน่นอนนั้น ลู่เฉินกลับแผ่กลิ่นอายราชันย์หมื่นศาสตราออกมา!
นี่คือกลิ่นอายของราชาแห่งหมื่นศาสตราวุธ กลิ่นอายที่สมบัติวิญญาณทั้งหมดต่างต้อง ‘ศิโรราบ’
เมื่อลู่เฉินหลับตาลง แสงสว่างจาง ๆ ก็แผ่กระจายออกมาจากร่างกายของเขา ทุกคนต่างก็ไม่รู้ว่าแสงนี้คือสิ่งใด แต่แสงนี้ปกคลุมบนร่างของหานลั่วสุ่ย ทำให้พลังของหานลั่วสุ่ยลดลงทันที
ทุกคนพลันสับสนขึ้นมา ต่างก็ประหลาดใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
หานลั่วสุ่ยก็เช่นกัน เขาจึงยื่นมือข้างหนึ่งออกมา ปรากฏไข่มุกเม็ดสีฟ้าออกมาหนึ่งเม็ด และสิ่งนี้ก็คือไข่มุกหลอมปราณ
เมื่อเห็นพลังของไข่มุกหลอมปราณคล้ายกับกำลังหยุดลง และหานลั่วสุ่ยก็สัมผัสไม่ได้ถึงพลังปราณที่อยู่ด้านบน เขาจึงรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา “นี่ เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าบอกแล้ว ยืมพลังภายนอกมาใช้นั้น นับว่าไร้ประโยชน์!” ลู่เฉินลืมตาขึ้น เขาหัวเราะออกมาพลันมองไปยังหานลั่วสุ่ย
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อทุกคนเห็นฉากที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ นั่นก็คือเกราะวิญญาณนั้นลอยออกไปจากร่างของหานลั่วสุ่ย จนไปตกอยู่หน้าปลายเท้าของลู่เฉิน
“นี่… เกิดอะไรขึ้น?” ทุกคนพลันสงสัยขึ้นมา ในขณะที่หานลั่วสุ่ยมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
และไข่มุกหลอมปราณที่ยังไม่มีการตอบสนองใด ๆ ก็ลอยมาอยู่บนฝ่ามือของลู่เฉิน
นี่จึงทำให้ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา ส่วนคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดต่างก็เริ่มกังวลใจขึ้นมาเสียแล้ว
หนานเหยาที่อยู่อีกด้านหนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “อาจารย์ ท่านสุดยอดเสียจริง!”
หนานลัวรู้สึกตกใจขึ้นมา “สมบัติวิญญาณ เหตุใดจึงถูกเขานำไปเช่นนั้นได้?”
หานลั่วสุ่ยมองไปยังลู่เฉินด้วยแววตาโกรธเคือง “คืนมาให้ข้า!”
“ของมาอยู่บนมือแล้ว คิดจะคืนให้เจ้านั้น เป็นไปไม่ได้!” เมื่อลู่เฉินพูดจบ ไข่มุกนั้นจึงเริ่มเปล่งแสงสว่างสีน้ำเงินออกมา จากนั้นทุกคนจึงเห็นว่ามวลพลังของลู่เฉินนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บางคนถึงกับเบิกตากว้าง “เขาสามารถใช้สมบัติวิญญาณของผู้อื่นได้จริง ๆ หรือ?”
“นี่ เหลือเชื่อเกินไปเสียแล้ว!”
เพียงไม่นาน ทั่วทั้งสนามก็เกิดเสียงถกเถียงดังขึ้น หานลั่วสุ่ยหวาดกลัวขึ้นมาเพราะตนนั้นไม่มีเกราะวิญญาณแล้ว ดังนั้นเขาถึงรีบถอยออกมาทันที และตะโกนไปยังคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด “ถอย!”
จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด ‘รีบร้อน’ หนีกระจายออกไปทันที ทำให้ทุกคนพลันสับสนขึ้นมา
ลู่เฉินเก็บเอาไข่มุกและเกราะวิญญาณกลับมาด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนว่าจะไม่โง่ เข้าใจหนีกันนี่!”
หนานลัวตกตะลึงขึ้นมา จนกระทั่งหนานเหยาก้าวขึ้นมาพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองเล็กน้อย “อาจารย์ ท่านมีความสามรถเช่นนี้แทนที่จะรีบบอกข้า! ข้ากลัวแทบตาย!”
ลู่เฉินไม่ได้ตอบใด ๆ กลับยิ้มพลางมองไปยังหนานลัว “ให้ทุกคนถอยออกไปเถิด ข้าจะจัดการต่อเอง”
หนานลัวขานรับ และหันไปสั่งการให้ทุกคนแยกย้ายกันออกไปทันที และเหล่าบรรดาคนรับใช้และอารักขาภายในจวนก็ให้แยกย้ายออกไปเช่นกัน จากนั้นจึงปิดประตูใหญ่
เพียงไม่นาน รอบด้านจวนหนานลัวก็ค่อย ๆ มีหมอกหนาเกิดขึ้น ทำให้ทุกคนไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในจวนหนานลัวได้
“อาจารย์ นี่คือ?” เมื่อเห็นรอบด้านของจวนหนานลัวเกิดหมอกหนาขึ้น หนานเหยาจึงรู้สึกสงสัยขึ้นมา แต่ลู่เฉินได้พาหนานเหยาและหนานลัวไปยังห้องลับ ก่อนจะมองไปยังพวกเขา และเล่าเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นในคืนวันนี้ให้ทั้งสองฟัง
หนานลัวได้ฟังจึงตกตะลึงขึ้นมา “ว่าอย่างไรนะ?”
หนานเหยามีท่าทางราวกับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ “องค์ชายรองอยากตายมากนักหรือ?”
ลู่เฉินยิ้มพลางเอ่ยว่า “มาก็มาเถิด เช่นนั้นจะได้เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้พวกเขา”
หนานลัวและหนานเหยาต่างก็สงสัยว่าคือของขวัญชิ้นใหญ่อันใดกัน แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงสร้างค่ายกลที่น่าสนใจขึ้นภายในจวนหนานลัว และให้ทั้งสองแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอันใดเกิดขึ้น
…
ทว่าขณะนั้นเอง คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดก็หนีออกไปยังสถานที่ที่อยู่ไกลออกไป เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตามมา หานลั่วสุ่ยก็พลันรู้สึกโกรธแค้นจนดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ “สมควรตาย!”
ในตอนนั้นเฮยเม่ยได้ปรากฏตัวออกมา และสีหน้าก็ดูไม่ดีนัก “ข้าหลงคิดว่าพวกเจ้าจะแข็งแกร่งนัก แต่ดูผลที่ออกมาสิ!”
“หุบปาก!” หานลั่วสุ่ยสูญเสียสมบัติวิญญาณไป ภายในใจย่อมโกรธแค้นดั่งไฟสุมอก และเมื่อได้ยินเฮยเม่ยพูดจาดังกล่าว จึงยิ่งทำให้เขามีสีหน้าไม่ดีนัก
“ถึงแม้ข้าจะไม่พูด แต่ทั่วทั้งนคร แม้แต่คนของแดนทักษิณาต่างก็หัวเราะเจ้า” เฮยเม่ยกล่าว
คำพูดดังกล่าวทำให้สีหน้าของหานลั่วสุ่ยยิ่งดูแย่ลง “ข้าจะต้องหาวิธีสังหารเขาให้ได้!”
“ข้าจะรีบกลับไปรายงานแก่พระสนมเสียก่อน ส่วนพวกเจ้า ทางที่ดีคือรีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นหากถูกพระสนมกล่าวโทษ ข้าก็คงช่วยพวกเจ้าไม่ได้” เฮยเม่ยพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป
หานลั่วสุ่ยมีสีหน้าไม่ดีนัก
“ศิษย์พี่หาน ทำอย่างไรดี?” มีคนเอ่ยถามขึ้นมา ส่วนหานลั่วสุ่ยก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร
และในขณะนั้นเอง อีกด้านพลันมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา หนึ่งในผู้นำเอ่ยอย่างติดตลกขึ้นมาว่า “สนใจจะร่วมมือกันหรือไม่?”
หานลั่วสุ่ยหมุนตัวไปตามเสียง เมื่อเห็นคนกลุ่มนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้าคือใคร?!”
“โหย่วหลงแห่งวังเหมันต์สงัด!” ผู้นำคนดังกล่าวมีนามว่าโหย่วหลง และเขาเฝ้ามองการเผชิญหน้ากันระหว่างลู่เฉินและหานลั่วสุ่ย ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะเอาชนะหานลั่วสุ่ยเพื่อที่จะจัดการลู่เฉินด้วยกัน เป็นการเพิ่มโอกาสในการเอาชนะ
หานลั่วสุ่ยกลับตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “เหตุใดข้าจึงต้องร่วมมือกับพวกเจ้า?”
“เจ้าอยากจะจัดการกับเจ้าหนุ่มผู้นั้น และพวกเรายังมีองค์ชายรอง เขาก็ต้องการฆ่ามันเช่นกัน ดังนั้นเมื่อถึงเวลานั้นก็มาร่วมมือกับพวกเรา เท่านี้ก็จะสามารถเอาชนะเจ้าหนุ่มผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย!” โหย่วหลงยิ้ม
เมื่อหานลั่วสุ่ยได้ฟัง ภายในใจจึงรู้สึกสงสัย เขามองไปยังโหย่วหลงแล้วถามว่า “พวกเจ้าแน่ใจหรือไม่ว่ามีวิธีจัดการเขา?”
“แน่นอน พวกเราได้เชิญบุคคลพิเศษมาจำนวนไม่น้อย และคนเหล่านี้จะสามารถช่วยเราจัดการเขาได้โดยง่าย” โหย่วหลงตอบด้วยความมั่นใจ หานลั่วสุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับ “จะลงมือเมื่อใด?”
“คืนนี้!” โหย่วหลงยิ้มพลางมองไปยังหานลั่วสุ่ย
เมื่อหานลั่วสุ่ยคิดแล้วจึงตอบรับ “ตกลง!!”
จากนั้นทั้งสองจึงเคลื่อนพลออกไป ส่วนเฮยเม่ยกลับไปหาพระสนมอู่อย่างไม่สบอารมณ์นัก
เมื่อพระสนมอู่เห็นท่าทางของเฮยเม่ยที่แปลกไปจึงเอ่ยถาม “อย่างไร? เกิดเรื่องขึ้นแล้ว?”
“ครั้งแรกล้มเหลวเสียแล้ว”
“ครั้งแรกล้มเหลว? หมายความว่าอย่างไร?” พระสนมอู่มองมายังเฮยเม่ยด้วยความประหลาดใจ