ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 316 ค่ายทั้งสิบแปดของแดนศักดิ์สิทธิ์!
บทที่ 316 ค่ายทั้งสิบแปดของแดนศักดิ์สิทธิ์!
“อันใดกัน? แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดหวาดกลัวต่อผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเสียแล้ว?” บุตรศักดิ์สิทธิ์เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่พอใจ ทุกคนต่างหันมองหน้ากัน ไม่กล้าพูดอันใดไปมากกว่านี้ แต่แล้วบุตรศักดิ์สิทธิ์ก็ถ่ายทอดคำสั่งออกมา “ไปถ่ายทอดคำสั่งของข้า เมื่อพบเห็นเจ้าหนุ่มนั่น จงสังหารเขาเสีย!”
ทุกคนไม่กล้าขัดคำสั่ง เพราะบุตรศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ก็คือตัวแทนของประมุขศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นทุกคนจึงขานรับ “ขอรับ!”
จากนั้นภาพวาดนั้นก็หายไป หนานกงมู่จึงมองไปยังทุกคน “ยังไม่ไปเตรียมตัวหรือ?”
ทุกคนจึงทำได้เพียงแยกย้ายกันออกไป
แววตาของหนานกงมู่ฉายความเย็นชาออกมา จากนั้นจึงเดินเข้าไปยังพื้นที่ม่านหมอกในแดนศักดิ์สิทธิ์ จนสุดท้ายก็ได้เข้าไปในถ้ำ ยืนอยู่ภายนอกกระแสน้ำวนที่มืดมิดพลางกล่าว ‘อย่างเก้อเขิน’ ออกมาว่า “เมื่อครู่ ขอบคุณมาก”
“ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานผู้นี้ ก็คืออดีตคู่หมั้นของเจ้า?”
“ใช่ ข้าถูกบีบบังคับจนกลายเป็นคู่หมั้นของเขา ดังนั้นข้าจึงต้องจัดการเขา เพื่อคืนความขาวสะอาดให้ข้า!” หนานกงมู่พูดจาให้ร้ายลู่เฉิน และภายในกระแสน้ำวนก็ยังมีน้ำเสียงเย็นชาดังออกมา “วางใจเถิด เพียงแค่เขากล้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์ ย่อมตายตกโดยมิต้องสงสัย!”
“แต่เขาควบคุมสัตว์ปีศาจบางส่วนไว้!”
“สัตว์ปีศาจเหล่านั้น จะเทียบกับวิญญาณเก่าแก่ทั้งสี่ของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?” บุตรศักดิ์สิทธิ์ตอบกลับอย่างไม่แยแส แต่หนานกงมู่กลับแปลกใจ “วิญญาณเก่าแก่ทั้งสี่?”
“ใช่ แต่ละคนต่างก็เป็นผู้แปลงเซียนที่แข็งแกร่ง เพียงแค่มีพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือแปลงเซียนใด ก็ไม่สามารถเข้ามาเหยียบยังแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ยิ่งเขาและสัตว์ปีศาจพวกนั้นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง!” บุตรศักดิ์สิทธิ์พูดด้วยความมั่นใจ
“เช่นนั้นก็ดี!” หนานกงมู่รู้สึกพึงพอใจ
“รอก่อนเถิด อีกไม่นานจะต้องมีข่าวดีเป็นแน่” เมื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์พูดจบ หนานกงมู่จึงขานรับ “ได้!”
จากนั้นนางก็เดินจากไป และเมื่อเดินออกมายังปากถ้ำ หนานกงมู่ก็เผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “วิญญาณเก่าแก่ทั้งสี่…ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะต้านทานเช่นไร!”
ในขณะนั้นเอง นกกระดาษตัวหนึ่งพลันตกลงบนร่างของหนานกงมู่ และกลายเป็นกระแสอากาศเข้าสู่ร่างกายของหนานกงมู่ เมื่อนางเห็นเช่นนั้นแล้วจึงรีบเดินตรงไปยังตำหนักแดนศักดิ์สิทธิ์ทันที
ครั้นเห็นเฮยเม่ยผู้นั้นที่นี่ และเฮยเม่ยก็พูดจาด้วยท่าทางจริงจังขึ้นมา “เจ้าหนุ่มผู้นั้น ไม่ได้จัดการหรือ?”
“ตอนนี้ล้มเหลว” หนานกงมู่ตอบเพียงสั้น ๆ
เฮ่ยเม่ยพลันตกตะลึงขึ้นมา “สัตว์ปีศาจมากมายเพียงนั้น เขากลับไม่เป็นอันใดอย่างนั้นหรือ?”
หนานกงมู่รู้สึกลำบากใจ จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา เมื่อเฮยเม่ยฟังแล้วจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เช่นนั้น เขาคงไม่สามารถโจมตีแดนศักดิ์สิทธิ์ได้?”
“แดนศักดิ์สิทธิ์มีผู้อาวุโสมากนัก อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้มากความสามารถ เจ้าคิดว่าเขาจะสามารถเข้ามาได้อย่างนั้นหรือ?” หนานกงมู่ไม่สนใจคำพูดดังกล่าว และเมื่อเฮยเม่ยได้ฟังจึงพูดขึ้นมา “เช่นนั้น หวังว่าเขาคงจะรีบมา”
“ไปเถิด จะพาเจ้าไปดูเรื่องสนุก”
“ดูเรื่องสนุก?” เฮยเม่ยสงสัย หนานกงมู่จึงยิ้มออกมา “ไป ไปหอสังเกตการณ์แดนศักดิ์สิทธิ์!”
หอสังเกตการณ์?
เฮยเม่ยไม่รู้ว่าหมายความเช่นไร เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองก็มาถึงหอคอยสูงที่ดูเหมือนหอสังเกตการณ์ ขณะเดียวกัน ด้านบนสุดของหอคอยนี้มีค่ายกลอยู่ และค่ายกลนี้สามารถมองเห็นทุกอย่างในแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ แม้แต่คิดอยากจะดูใบหญ้าหรือต้นไม้ก็ยังได้
“ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!” เฮยเม่ยกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง
หนานกงมู่จึงยิ้มออกมา “มองศิษย์เหล่านั้นที่อยู่ด้านนอกแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาต่างก็เป็นคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดของเรา”
เฮยเม่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้น หากเขาเข้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด ไม่ใช่ว่าจะต้องต่อสู้กับบรรดาศิษย์เหล่านั้นเสียก่อน?”
“ใช่ แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดมีสิบแปดค่าย และทุก ๆ ค่ายจะมีผู้นำขั้นก่อกำเนิดหนึ่งคน กระจายตัวอยู่ทั้งสิบแปดภูเขา ถ้าหากเจ้าหนุ่มผู้นั้นคิดจะเข้ามา ต้องทำลายธงค่ายทั้งสิบแปดภูเขาเสียก่อน จึงจะสามารถเข้ามาถึงใจกลางแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้!” หนานกงมู่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
เฮยเม่ยได้ฟังก็พลันตกตะลึงขึ้นมา “แท้จริงแล้ว ค่ายทั้งสิบของแดนศักดิ์สิทธิ์มีความหมายเช่นนี้เอง!”
“ค่ายทั้งสิบแปด คนของค่ายทุกคนต่างก็มีทักษะที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ภูเขาลูกที่หนึ่ง ก็คือกลุ่มคนรากวิญญาณสีทอง และยังเป็นรากวิญญาณสวรรค์ห้าดาวขึ้นไป ผู้นำของคนพวกนี้มีนามว่าจินเฟยต้วน ความหมายนั้นง่ายมาก ก็คือเขาจะร่วมมือกับศิษย์เพื่อระเบิดพลังออกมา สามารถทำลายกลุ่มยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดให้แตกกระจายได้!”
เมื่อได้ฟังเรื่องดังกล่าว เฮยเม่ยจึงแปลกใจ “สัตว์ปีศาจพวกนั้นด้วยหรือ?”
“สัตว์ปีศาจเหล่านั้น เป็นสัตว์ที่แดนศักดิ์สิทธิ์เราเลี้ยงไว้ พวกเขาย่อมเกรงกลัวต่อแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ยิ่งมีกลุ่มคนรากวิญญาณสีทองพวกนั้นอีก ทำให้มีการระเบิดพลังออกมาอย่างแข็งแกร่งยิ่ง!” หนานกงมู่พูดด้วยความมั่นใจ
เฮยเม่ยจึงเริ่มสงสัย จนกระทั่งเห็นลู่เฉินและหนานเหยายืนอยู่บนนกตัวใหญ่ไกลออกไป และบนพื้นยังล้อมไปด้วยสัตว์ปีศาจ
“มาแล้ว!” เฮยเม่ยพลันตกตะลึง แต่หนานกงมู่ยิ้มเย็นชาออกมา “มาก็มา!”
…
ทันใดนั้นเอง ลู่เฉินมองก็เห็นภูเขาลูกแรกจากด้านนอกนั้น และรอบด้านของภูเขานี้ยังเต็มไปด้วยกลุ่มคนรากวิญญาณสีทอง ขณะเดียวกันบนภูเขาก็มีธงปักอยู่ ‘ค่ายวิญญาณสีทอง!’
เมื่อเห็นดังนั้น หนานเหยาจึงตกใจขึ้นมา “จริง ๆ แล้ว ค่ายทั้งสิบแปดของแดนศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง!”
“ค่ายทั้งสิบแปด?”
“ใช่ ลือกันว่าด้านนอกของแดนศักดิ์สิทธิ์มีค่ายทั้งสิบแปดอยู่ และศิษย์ของทุกค่ายต่างเป็นขั้นก่อกำเนิดมากฝีมือของแดนศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกันยังเป็นรากวิญญาณชนิดเดียวกันด้วย เช่น ค่ายวิญญาณสีทองนี้ อย่างน้อยต่างก็เป็นรากวิญญาณสวรรค์สีทองห้าดาว!” หนานเหยาค่อย ๆ อธิบาย
ลู่เฉินไม่คิดเช่นนั้น และยังให้สัตว์ปีศาจพวกนั้นเข้าไปเสียก่อน ยอดฝีมือเหล่านั้นต่างก็บินออกไป และยังปล่อยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมา ทำให้สัตว์ปีศาจเหล่านี้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา เพราะแท้จริงแล้ว การเผชิญหน้ากับผู้มีความแข็งแกร่งนั้นคือข้อห้ามของสัตว์ปีศาจ
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้นำของคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นยังสวมเสื้อเกราะสีทอง ในมือถือกระบี่สีทอง และชี้นิ้วไปยังสัตว์ปีศาจเหล่านั้น “ผู้ใดกล้าเข้าใกล้ มันก็จะตายก่อน!”
สัตว์ปีศาจเหล่านั้นหวาดกลัวขึ้นมา
คนผู้นั้นมองไปยังลู่เฉินและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?”
ชายหนุ่มยิ้มพลางตอบว่า “ไม่ได้สนใจ!”
“ข้าคือ จินเฟยต้วน ผู้นำค่ายที่หนึ่งของค่ายทั้งสิบแปด ขั้นก่อกำเนิดสมบูรณ์พร้อม รากวิญญาณสวรรค์สีทองแปดดาว!” เมื่อจินเฟยต้วนพูดจบ ยังเปล่งแสงสีทองออกมาจากร่างกาย ดูแล้วแข็งแกร่งยิ่งนัก
หนานเหยาหวาดกลัวขึ้นมา “อาจารย์ ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี?”
“ดูความเก่งกาจของพวกเขาแล้ว ยังคิดว่าสัตว์ปีศาจนี้ยังดูเก่งกาจเสียกว่า!” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา จากนั้นจึงนำลูกกลมโลหิตสัตว์ร้ายออกมาและเพิ่มพลังเข้าไป ดวงตาของสัตว์ปีศาจเหล่านี้กลายเป็นสีแดงทันที จากนั้นจึงเริ่มบ้าคลั่งและโจมตีออกไป
คนเหล่านั้นตกตะลึงขึ้นมา ต่างแปลกใจว่าเหตุใดสัตว์ปีศาจเหล่านี้จึงบ้าคลั่งเพียงนี้ จินเฟยต้วนจึงบันดาลโทสะขึ้นมา “ใช้ปราณกระบี่แสงทอง!”
ทุกคนรีบนำกระบี่ของตัวเองออกมาทันที จากนั้นจึงแสดงปราณกระบี่สีทองออกมา และปราณกระบี่เหล่านี้พุ่งโจมตีไปยังร่างของสัตว์ปีศาจเหล่านั้น เพียงไม่นานก็บาดเจ็บล้มตายลง แต่สัตว์ปีศาจเหล่านี้ดูราวกับหมู่มาร ต่างก็โจมตีต่อไปอย่างไม่กลัวตาย
จึงทำให้ศิษย์จำนวนไม่น้อยถูกพุ่งโจมตีใส่ในทันที จากนั้นจึงเริ่มเกิดการสูญเสียขึ้นมา
สายตาของหนานกงมู่ที่คอยมองทุกอย่างอยู่บนหอสังเกตการณ์นั้นฉายความเย็นชาออกมา และกระแสเสียงก็ดังไปถึงข้างใบหูของจินเฟยต้วนผู้นั้น “ทำลายเจ้าหนุ่มผู้นั้นเสียก่อน ไม่ต้องไปสู้กับสัตว์ปีศาจพวกนั้น!”
จินเฟยต้วนจึงตะโกนไปยังคนเหล่านั้นทันที “ทำลายเจ้าหนุ่มผู้นั้นเสียก่อน!”
เมื่อทุกคนเข้าใจเช่นนั้นแล้ว จึงบินหลบเลี่ยงสัตว์ปีศาจเหล่านั้นด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ยังเปิดม่านวิญญาณสีทองบนร่างกายออกมา ทำให้พวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เมื่อสัตว์ปีศาจเหล่านั้นเข้ามาโจมตี
เมื่อหนานเหยาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงร้อนใจขึ้นมา “อาจารย์ เขา…พวกเขากำลังจะพุ่งมาทางเราแล้ว!”