ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 317 เสียงของเหล่าสัตว์ร้าย!
บทที่ 317 เสียงของเหล่าสัตว์ร้าย!
ลู่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา “เช่นนั้น ก็เพิ่มพลังให้สัตว์ปีศาจเหล่านี้อีกสักนิดแล้วกัน!”
เห็นเพียงลูกกลมโลหิตสัตว์ร้ายเปล่งแสงสว่างวาบขึ้นมา
สัตว์ที่อยู่รอบกายลู่เฉิน โดยเฉพาะตัวที่บินได้นั้นดูดุร้ายและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพียงไม่นาน แต่ละตัวที่ล้อมรอบชายหนุ่มและหนานเหยาก็พุ่งออกไปโจมตีคนเหล่านั้น
ม่านป้องกันของคนเหล่านั้นแตกกระจายออกมา เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ผู้คนมากมายต่างก็ล้มลง เหลือเพียงจินเฟยต้วนและอีกไม่กี่คนที่พอจะยังไหว แต่สัตว์ปีศาจเหล่านั้นดุร้ายมาก ทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ ยิ่งคิดจะโจมจีลู่เฉินและหนานเหยานั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
จินเฟยต้วนโมโหจนก่นด่าออกมา “บัดซบ!”
“ศิษย์พี่จิน ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี?” มีคนถามขึ้นมาด้วยความร้อนใจ บางคนก็ตื่นตระหนก โดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้คนล้มบาดเจ็บอยู่รอบ ๆ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะถอยออกมา
จินเฟยต้วนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ถอย!”
คนที่เหลืออยู่รีบบินกลับไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ทันที หนานเหยาเห็นดังนั้นจึงร้อนใจขึ้นมา “อาจารย์ พวกเขาหนีไปแล้ว!”
ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้ม แล้วจึงปล่อยให้สัตว์ปีศาจที่อยู่ใต้เท้าของตนเข้าไปใกล้ยังค่ายที่หนึ่งบนยอดเขา จากนั้นจึงนำธงสีทองออกมา เขามองพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ยออกมา “น่าสนใจนัก!”
“อาจารย์ เป็นอย่างไรหรือ?” เมื่อเห็นลู่เฉินพิจารณาธงอยู่ หนานเหยาก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ชายหนุ่มจึงอธิบายออกมาว่า “ธงนี้แอบแฝงพลังที่แข็งแกร่งไว้”
“พลังที่แข็งแกร่ง?” หนานเหยาไม่เข้าใจ แต่เขาไม่ได้อธิบายอันใดอีก กลับนำสัตว์ปีศาจที่เหลืออยู่เดินทางต่อไป
หนานกงมู่ที่อยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ โมโหจนกัดฟันหรอก “บัดซบ!”
เฮยเม่ยรู้สึกสับสน “เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงสามารถทำให้สัตว์ปีศาจเหล่านั้นแข็งแกร่งขึ้นมาได้?”
“ใครจะไปรู้!” ลู่เฉินควบคุมสัตว์ปีศาจเหล่านี้ได้อย่างไรนั้นหนานกงมู่ยังไม่เข้าใจ นับประสาอันใดกับเหตุใดสัตว์ปีศาจเหล่านั้นซึ่งแข็งแกร่งขึ้นมาได้
เฮยเม่ยจึงทำได้เพียงถามต่อไป “เช่นนั้น ด้านหลังจะถูกทำลายหรือไม่?”
“วางใจเถิด ค่ายทั้งสิบแปด ยิ่งลึกเข้ามายิ่งแข็งแกร่ง!” หนานกงมู่กล่าวด้วยแววตาเย็นชา เฮยเม่ยจึงทำได้เพียงรอคอยอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินและหนานเหยาเดินทางมาถึงยังค่ายแห่งที่สอง และค่ายแห่งที่สองนี้ เป็นค่ายวิญญาณสายน้ำ โดยมีรากวิญญาณธาตุน้ำเป็นหลัก และแต่ละคนล้วนเป็นรากวิญญาณสวรรค์ห้าดาวขึ้นไป ส่วนผู้นำนั้นเป็นผู้ที่สามารถแผ่กระจายคลื่นน้ำออกมาทั่วร่างกายได้
คนผู้นี้มีนามว่าหลางซาน และขณะนั้นเองหลางซานยืนอยู่ตรงนั้นพอดี เขามองไปยังกลุ่มคนที่หนีมาจากอีกด้านหนึ่งพลางเอ่ยถามขึ้นมา “เหตุใดพวกเจ้าจึงอ่อนแอเพียงนี้?”
จินเฟยต้วนมองด้วยสายตาว่างเปล่า “หลางซาน มีบางอย่างที่เจ้าไม่รู้ ไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นใช้วิธีใดกัน จึงทำให้สัตว์ปีศาจพวกนั้นบ้าคลั่งขึ้นมาได้!”
“บ้าคลั่ง? นั่นหมายความว่าพวกเจ้าไร้ประโยชน์!” หลางซานตอบ
จินเฟยต้วนเบิกตากว้าง “หากเจ้าเก่งนัก เจ้าก็จงมา!”
“คอยดูเถิด คอยดูคนของค่ายวิญญาณสายน้ำของเราว่าจะจับสัตว์ปีศาจพวกนั้นได้อย่างไร” หลางซานเอ่ยด้วยความมั่นใจ
แล้วในตอนนั้นเอง พลันมีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “ดูนั่น สัตว์ปีศาจกลุ่มหนึ่งมาทางนี้แล้ว”
หลางซานยิ้มออกมา “ค่ายวิญญาณสายน้ำจงฟังคำสั่ง!”
ทุกคนพลันได้สติขึ้นมาทันที จากนั้นหลางซานจึงเผยรอยยิ้มชั่วร้าย “เคล็ดวิชาเยือกแข็ง!”
เพียงไม่นาน บนร่างกายของคนเหล่านั้นพลันปล่อยพลังกระแสอากาศคลื่นน้ำออกมา จากนั้นกระแสอากาศเหล่านี้ก็พุ่งโจมตีไปยังสัตว์ปีศาจเหล่านั้น
เมื่อเหล่าสัตว์ปีศาจสัมผัสมัน แต่ละตัวก็ราวกับถูก ‘แช่แข็ง’ อยู่ตรงนั้น ส่วนที่บินอยู่บนอากาศนั้น เมื่อถูก ‘แช่แข็ง’ แล้ว ก็ค่อย ๆ ตกร่วงลงมา เมื่อหนานเหยาเห็นเช่นนั้นจึงหวาดกลัวขึ้นมา “อาจารย์ ดูนั่น! สัตว์ปีศาจด้านหน้า พวกมันต่างก็…”
ลู่เฉินให้สัตว์ปีศาจหยุดชะงักลงเสียก่อน ไม่ได้ออกเดินทางต่อ แต่กลับจ้องมองไปยังกระแสอากาศรอบ ๆ พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “เคล็ดวิชาเยือกแข็งนี้ มีเพียงแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดที่จะเข้าใจเคล็ดวิชานี้ได้!”
“อาจารย์ ควรทำเช่นไรดี?”
“อย่ากังวลไป คอยดูข้าไว้” พูดจบ เขาก็นำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา ในขณะที่หนานเหยาได้แต่สงสัย
ส่วนหลางซานหันไปพูดกับจินเฟยต้วนด้วยความพึงพอใจ “เห็นหรือไม่ พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้แล้ว!”
จินเฟยต้วนอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมออกมา “ช่างเก่งกาจนัก!”
หลางซานรู้สึกพึงพอใจ ส่วนหนานกงมู่ที่คอยมองอยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ ยิ้มอย่างมีเลศนัย และถ่ายทอดคำสั่งไปยังหลางซานและจินเฟยต้วน “รีบเข้าไปทำลายพวกเขาซะ!”
เมื่อหลางซานรับคำสั่ง จึงหันไปตะโกนต่อคนของค่ายวิญญาณสายน้ำ “มา ทุกคนจงร่วมมือกัน!”
คนเหล่านั้นทะยานขึ้นมาพร้อมกัน คิดจะเป็นฝ่ายลงมือโจมตีเสียก่อน
หนานเหยากังวลใจขึ้นมา “อาจารย์ คนพวกนี้พุ่งเข้ามาแล้ว”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม จากนั้นจึงควบคุมกู่ฉินเพลิงโบราณ และกางฝ่ามือทั้งสองออกพร้อมกับร่ายอย่างบ้าคลั่ง เมื่อสัตว์ปีศาจเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากเสียง แต่ละตัวจึงคำรามออกมา ทำให้สัตว์ปีศาจที่ถูกแช่แข็งอยู่นั้นแตกกระจายออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น แต่ละตัวยังพุ่งออกมาด้วยท่าทางดุร้าย
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งออกมานั้นต่างก็กระวนกระวาย คิดจะหลบหนีแต่ก็สายไปเสียแล้ว ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนยังไม่ทันได้ตอบสนองใด ๆ ต่างก็ถูกสัตว์ปีศาจสังหารเสียก่อน
จินเฟยต้วนเอ่ยขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก “เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”
“เสียง… เสียงของกู่ฉินนั่นทำให้สัตว์ปีศาจเหล่านี้บ้าคลั่งขึ้นมา!” หลางซานดูไม่หยิ่งผยองเหมือนเมื่อครู่ แต่กลับกังวลใจขึ้นมา จินเฟยต้วนยังเอ่ยขึ้นมาด้วยความกังวลใจ “เร็ว รีบเข้าไปทำลายเจ้าหนุ่มนั่น!”
หลางซานตะโกนบอกคนอื่น ๆ ทันที “เร็ว! ไปให้เร็วที่สุด ไปโจมตีเจ้าหนุ่มนั่น!”
คนเหล่านี้รีบสร้างภาพพรางตาขึ้นมาทันที ก่อนจะฝ่าออกไปท่ามกลางสัตว์ปีศาจเหล่านี้ เมื่อเข้าใกล้ลู่เฉิน จึงใช้พลังทั้งหมดที่มีโจมตีไปยังเขา แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือ ‘กำแพงพันชั้น’ เก้าสิบเก้าชั้นของลู่เฉินนั้นกลับสามารถป้องกันเคล็ดวิชาของคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด!
คนเหล่านั้นต่างก็เบิกตากว้าง แต่เมื่อคิดจะโจมตีต่อไปนั้นก็สายไปเสียแล้ว เพราะสัตว์ปีศาจพวกนั้นได้ถือโอกาสตอนที่พวกเขาพยายามจะโจมตีลู่เฉิน โจมตีพวกเขาก่อนเสียแล้ว
ดังนั้นศพของคนพวกนี้จึงค่อย ๆ ร่วงลงมาทีละคน
ในฐานะที่เป็นผู้นำของทั้งสองค่าย จึงต้องรีบออกไปทันที หนานกงมู่ที่เฝ้าดูอยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ รู้สึกโมโหจนเบิกตากว้าง “ไร้ประโยชน์ พวกไร้ประโยชน์!”
เฮยเม่ยดูจริงจังขึ้นมา “ดูเหมือนว่า สัตว์ปีศาจพวกนี้จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ดุร้ายของเขา!”
หนานกงมู่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าสัตว์ปีศาจเหล่านี้จะน่ากลัวได้เพียงนี้ แต่เมื่อหนานกงมู่คิดไปถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ถัดไปจะเป็นค่ายที่สามสี่และห้าซึ่งอยู่ด้วยกัน ข้าจะรอดูว่าเขาจะทำอย่างไร!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฮยเม่ยจึงรู้สึกว่าการจะจับลู่เฉินนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ลู่เฉินและสัตว์ปีศาจเหล่านั้นกลับพักอยู่บนภูเขาค่ายวิญญาณสายน้ำ ไม่ออกเดินทางต่อ
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงไม่เดินทางไปต่อ?” เฮยเม่ยไม่เข้าใจ หนานกงมู่จึงยิ้มเย็นชาออกมา “คาดว่าน่าจะพักผ่อน อีกสักพักคงออกเดินทางไปต่อ!”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็มายืนอยู่ด้านข้างของธงค่ายวิญญาณสายน้ำ เมื่อนำธงขึ้นมาแล้ว ก็นำธงของค่ายวิญญาณสายน้ำและค่ายวิญญาณเพลิงรวมเข้าด้วยกัน ก่อนจะเริ่มลงมือทำบางอย่าง
หนานเหยาที่อยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “อาจารย์ ท่านกำลังทำสิ่งใด?”
“กลับไปแล้ว ข้าจะบอกเจ้า” ลู่เฉินยิ้มประหลาด
หนานเหยาจึงทำได้เพียงเอ่ยถาม “อาจารย์ เช่นนั้น เสียงกู่ฉินของท่านเมื่อครู่นั้น เกิดสิ่งใดขึ้น? เหตุใดจึงสามารถทำให้สัตว์ปีศาจเหล่านั้นแข็งแกร่งและน่ากลัวเพียงนั้นได้?”
“เสียงของเหล่าสัตว์ร้าย!”
“เสียงของเหล่าสัตว์ร้าย?” หนานเหยาแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ ลู่เฉินจึงยิ้มและพูดต่อไปว่า “เสียงของเหล่าสัตว์ร้ายแบ่งออกเป็นเจ็ด เจ็ด สี่สิบเก้าระดับ และเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงระดับแรกเท่านั้น!”
หนานเหยาตกตะลึงขึ้นมา “ว่าอย่างไรนะ? เมื่อครู่เป็นแค่ระดับแรก?”
“ใช่!”
“เช่นนั้น ระดับสี่สิบเก้าจะเปลี่ยนไปเช่นไร?” หนานเหยามองไปยังลู่เฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม