ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 331 นี่ก็คือจุดจบของพวกเจ้า!
บทที่ 331 นี่ก็คือจุดจบของพวกเจ้า!
เมื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้ยินคำพูดของหนานกงมู่แล้วจึงยิ่งออกแรงมากขึ้น แต่พวกเขาไม่รู้ว่าลู่เฉินได้พาหนานเหยาออกไปจากอีกด้านหน้าหนึ่งของค่ายกลแล้ว และใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นลี้’ ในการหายตัวไป
…
ลู่เฉินและหนานเหยาปรากฏตัวอีกครั้งบริเวณปากถ้ำ และที่นั่นมีค่ายกลอยู่ค่ายหนึ่ง
เขาไม่ได้มองมัน แต่กลับพาหนานเหยาเข้าไปยังค่ายกลทันที
“อาจารย์ ที่นี่คือที่ใด?” หนานเหยาเอ่ยถามขึ้นมา ลู่เฉินจึงยิ้มพลางตอบกลับไปว่า “มีคนบอกข้าว่าที่นี่คือหอสมบัติของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด”
“หอสมบัติ?”
“ใช่ เป็นสถานที่ที่พวกเขาเก็บของล้ำค่าไว้” ชายหนุ่มพยักหน้า แต่หนานเหยากลับตกตะลึงขึ้นมา “อาจารย์ เช่นนั้นสิ่งของที่นี่…?”
“จะนำไปก็ได้” ลู่เฉินตอบกลับเพียงสั้น ๆ ทำให้หนานเหยาสูดหายใจเข้าเต็มปอด “นี่จะไม่โหดร้ายไปหรือ?”
“ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษพวกเขาที่มายุ่งกับข้าก่อน!” ลู่เฉินยิ้มเย็นชา จากนั้นจึงทะลุผ่านค่ายกลเข้าไปยังด้านใน ก่อนจะพบกับสิ่งของล้ำค่าเต็มไปหมด และสิ่งของแต่ละอย่างล้วนมีพลังปราณที่หนาแน่น
ด้วยเหตุนี้พลังปราณภายในนี้จึงมากกว่าด้านนอกหลายเท่า
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเม็ดยาและสมุนไพรบางอย่างที่ถูกวางไว้ในกล่องอย่างดี และลู่เฉินได้ขนสิ่งของภายในนี้ออกไปทั้งหมด
“อาจารย์ มากมายเช่นนี้เลยหรือ?” เมื่อเห็นลู่เฉินนำสิ่งของใส่ไว้หลายถุง หนานเหยาจึงเอ่ยถามพลันเบิกตากว้าง แต่ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มและตอบกลับสั้น ๆ ว่า “นี่ยังถือว่าไม่มากนัก”
“ไม่ถือว่ามาก?”
“แดนศักดิ์สิทธิ์นี้ ถือเป็นหนึ่งแดนศักดิ์สิทธิ์ในนครทักษิณา เช่นนั้นสิ่งของที่ครอบครองจึงไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แต่ก็นับว่าไม่น้อย” ลู่เฉินพูดจบก็มองไปยังพื้นที่ว่างเปล่า จากนั้นจึงพาหนานเหยาเดินออกไป
“อาจารย์ ตอนนี้เราจะไปที่ใดกัน?”
“ไปหออักษรแดนศักดิ์สิทธิ์” ลู่เฉินพูดจบก็นำทางหนานเหยาไป หนานเหยาจึงกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น “อาจารย์ ท่านดูเคล็ดวิชาของพวกเขาออกแล้วหรือ?”
“เคล็ดวิชาของพวกเขา ข้ายังดูไม่ออก!” ชายหนุ่มยิ้ม
หนานเหยาพลันตกตะลึงขึ้นมา “ดูไม่ออก?”
เคล็ดวิชาที่ลู่เฉินมีนั้นล้วนดีกว่าของแดนศักดิ์สิทธิ์นัก เป็นปกติที่เขาจะดูไม่ออก แต่ลู่เฉินไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจน เพียงนำทางหนานเหยาไปยังหออักษร จากนั้นจึงย้ายสิ่งของภายในนี้ออกไปทั้งหมด
“อาจารย์ ท่านดูไม่ออกแล้วเหตุใดจึงนำออกมา?”
“สามารถนำไปมอบให้ผู้อื่นได้ แต่เมื่อแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่มีของเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น เช่นนั้นต่อไปผู้ใดจะยอมมาแดนศักดิ์สิทธิ์กัน?” คำพูดของเขาทำให้หนานเหยาถึงกับเบิกตากว้าง “อาจารย์ ท่านคิดจะทำลายแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าบอกแล้ว เป็นเพราะพวกเขามายุ่งกับข้าก่อน ไม่อาจมาโทษข้าได้!” เขาพูดจบก็ไปยังสถานที่อื่นในแดนศักดิ์สิทธิ์
ศิษย์บางส่วนที่หลบซ่อนอยู่ภายในแดนศักดิ์สิทธิ์ หลังจากพบร่องรอยของลู่เฉินและหนานเหยา ก็หวาดกลัวจนนำข่าวคราวนี้บอกเล่าต่อกันออกไป เมื่อภูตเฒ่าทั้งสี่ทราบเรื่องเข้าก็พากันตกตะลึงขึ้นมา
และภูตเฒ่าทั้งสี่นี้ก็เจอบุตรศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังโจมตีค่ายกลอย่างหนักอยู่ด้วย
“ไม่ต้องโจมตีแล้ว พวกเขาไม่อยู่ในนั้น” ภูตเฒ่าไป๋มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ขณะที่บุตรศักดิ์สิทธิ์ไม่เข้าใจ “ไม่อยู่?”
“เมื่อครู่มีคนพบเจ้าหนุ่มนั่นกำลังเดินเพ่นพ่านอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ และยัง…” ภูตเฒ่าไป๋มีสีหน้าไม่ดีนัก แต่บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ยังไม่เข้าใจ “และยังอันใดอีก?”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ทำลายค่ายกลของแดนศักดิ์สิทธิ์ไปจำนวนมาก ปล้นข้าวของในหออักษร หอโอสถ หอสมบัติ และสถานที่อื่น ๆ ของข้าไปจนหมด!” คำบอกเล่าของภูตเฒ่าไป๋ทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ถึงกับเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ!?”
หนานกงมู่ตัวสั่นและได้แต่ก่นด่าออกมา “ไอ้คนสารเลว ไปตายซะ!”
ภูตเฒ่าไป๋กลับมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์และมองไปยังค่ายกล “ค่ายกลนี้เป็นเพียงวิชาพรางตา และเป้าหมายของเขาคือการทำลายแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้า!”
“ที่ใดกัน ข้าจะไปจับเขา!” บุตรศักดิ์สิทธิ์กำลังโกรธจัด
และในขณะนั้นเอง หมอกในค่ายกลก็ค่อย ๆ กระจายตัวออกไป จึงทำให้มองเห็นลู่เฉินที่กำลังยิ้มพลางมองมายังพวกเขาอยู่ “พวกเจ้าตามหาข้าอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นลู่เฉินปรากฏตัว ชายชราทั้งสี่ก็รีบถอยออกมาทันที ส่วนบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นพูดออกมาด้วยความโมโหว่า “เจ้า! ในที่สุดเจ้าก็ออกมา!”
“อย่ารีบร้อนไป รอก่อน ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี!” ชายหนุ่มยิ้มชั่วร้าย จากนั้นก็นำเม็ดยาล้ำค่าบางส่วนออกมา และโยนมันไปยังรอบ ๆ ค่ายกล เม็ดยาเหล่านั้นพลันค่อย ๆ หายไปทีละเม็ด
บุตรศักดิ์สิทธิ์และภูตเฒ่าทั้งสี่ต่างก็แปลกใจว่าเขาทำสิ่งใดกัน
หนานเหยาเองก็สงสัยเช่นกัน “อาจารย์…ท่านกำลัง…”
“ให้ทุกคนได้กินกัน” เมื่อลู่เฉินยิ้ม กลิ่นอายของค่ายกลก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นกล่าวขึ้นมาทันทีว่า “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะทำสิ่งใด แต่วันนี้ เจ้าต้องตาย!”
“คนที่ต้องตาย คือเจ้า” เมื่อลู่เฉินพูดจบ เขาจึงเริ่มโบกธง
ผู้คนภายในค่ายกลนี้จึงสำแดงพลังที่แข็งแกร่งออกมาทันที จากนั้นก็เกิดเงาฝ่ามือสีดำทะลุผ่านค่ายกลออกมา เงาฝ่ามือนั้นโจมตีไปบนร่างของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น ทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ถูกโจมตีจนกระเด็นออกไปจากตรงนั้นทันที
‘ตู้ม!’ ร่างของบุตรศักดิ์สิทธิ์กระแทกเข้าไปในภูเขาบริเวณใกล้ ๆ ภูเขาลูกนั้นจึงเกิดเป็นรูขึ้นมาทันที
ภูตเฒ่าทั้งสี่หวาดกลัวขึ้นมา ส่วนหนานกงมู่หน้าซีดไปทันที “ไม่ เป็นไปไม่ได้!”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด ในขณะที่เถาวัลย์พันรัดหนานกงมู่ไว้ทันที และค่อย ๆ ลากออกไป หนานกงมู่รู้ดีว่าหากถูกเขาจับได้ ตนต้องตายเป็นแน่
แต่หนานกงมู่ยังมีจิตใจมุ่งมั่นไม่กลัวตาย จึงหยิบเม็ดยาเม็ดหนึ่งออกมา จากนั้นเพิ่มพลังเข้าไปในเม็ดยานั้น
เสียง ‘ตูม’ ดังขึ้นมาทันที ทำให้ร่างของหนานกงมู่แตกกระจาย
“ตายแล้ว?” หนานเหยาเบิกตากว้าง
ลู่เฉินกลับมองไปด้านบน “ดูนั่น วิญญาณขึ้นไปแล้ว”
หนานเหยาเงยหน้าขึ้นไปมอง จึงได้เห็นวิญญาณของหนานกงมู่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าพอดี และยังมีแววตาที่โกรธแค้น “ลู่เฉิน เจ้าจงรอข้า ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
“โอ้? ยังกล้ากลับมาหรือ?” ชายหนุ่มเตรียมที่จะโบกธงอีกครั้ง
หนานกงมู่หวาดกลัว และขณะนั้นเอง บุตรศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อบุตรศักด์สิทธิ์เห็นว่าไร้ซึ่งเนื้อกายของหนานกงมู่แล้ว เขากลับแสดงสีหน้าประหลาดใจพลันเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เจ้าเป็นใคร?”
หนานกงมู่รู้ว่านี่เป็นเพียงจิตวิญญาณของตน จึงพูดด้วยความร้อนใจว่า “ข้าก็คือหนานกงมู่!”
“นางมีนามว่าเถียนอวิ๋นเมิ่ง เพียงแค่ครอบครองร่างของผู้อื่น จึงเลือกใช้เจ้า!” ลู่เฉินยิ้มประหลาด เถียนอวิ๋นเมิ่งผู้นี้จึงกังวลใจจนถึงกับถกเถียงขึ้นมา “บุตรศักดิ์สิทธิ์ ข้าคือหนานกงมู่จริง ๆ เพียงแค่เนื้อกายของข้าไม่เหมือนเดิมเท่านั้น”
เมื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้ยินเช่นนั้น จึงคิดว่านี่เป็นน้ำเสียงเย็นชาของหนานกงมู่จริง ๆ “เจ้ามีหลักฐานใดที่บอกว่าเป็นเจ้า?”
เถียนอวิ๋นเมิ่งจึงพูดบางอย่างกับบุตรศักดิ์สิทธิ์ บุตรศักดิ์สิทธิ์จึงจ้องมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ข้าไม่สนว่านางจะเป็นใคร แต่วันนี้เจ้าจะต้องตาย!”
“โอ้? ยังคิดจะลงมือแทนนางหรือ?”
“ใช่ ข้าจะลงมือแทนนาง!”
“ได้ เช่นนั้นก็มาเถิด!” พูดจบ เขาก็เริ่มโบกธงอีกครั้ง และพลังบนร่างของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
เมื่อภูตเฒ่าทั้งสี่เห็นเช่นนั้น แต่ละคนจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไป
“เขาจะถูกตีกลับแล้วหรือ?” ภูตเฒ่าสวีเอ่ยถามขึ้นมาราวกับไม่กล้าคิดเช่นนั้น
เมื่อภูตเฒ่าไป๋ดูเวลาแล้วจึงพูดขึ้นมาว่า “ใกล้จะผ่านไปหนึ่งก้านธูปแล้ว”
ส่วนภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นร้อนใจขึ้นมา “เช่นนั้นควรทำอย่างไร?”
“เมื่อตีกลับ เขาอาจจะสูญเสียความเป็นตัวเองไปเมื่อถึงเวลานั้น” ผู้เฒ่าซากศพกล่าวด้วยความตื่นตระหนก
ทั้งสามจึงร้อนใจขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ถูกตีกลับ ดังนั้นภูตเฒ่าไป๋และคนอื่น ๆ ต่างก็ร้องเรียกบุตรศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำให้เขามีสติขึ้นมา