ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 332 ในที่สุดก็ตีกลับมายังตนเองแล้ว!
บทที่ 332 ในที่สุดก็ตีกลับมายังตนเองแล้ว!
วิญญาณของเถียนอวิ๋นเมิ่งที่ในลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นก็พลันตกตะลึงขึ้นมา นางคิดเพียงแค่ต้องการให้ลู่เฉินตาย นางจึงเต็มไปด้วยความโหดร้ายอำมหิต ปล่อยให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นเกิดอาการบ้าคลั่งขึ้นมา
หนานเหยาที่อยู่ภายในค่ายกลกลับตกตะลึงขึ้นมา “อาจารย์ ท่านดูนั่น ร่างกายของเขาราวกับจะแตกสลายแล้ว”
ลู่เฉินย่อมต้องเห็นแน่นอน เพียงเห็นผิวหนังนั้นค่อย ๆ แตกออก ขณะเดียวกันมวลพลังบนร่างกายก็แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ทว่าใครจะคาดคิดว่าชายหนุ่มเพียงแค่เผยรอยยิ้มประหลาดออกมาเท่านั้น “มาเถิด คอยดูว่าเขาหรือว่าค่ายกลวิญญาณผสมจะแข็งกว่ากัน!”
หนานเหยารู้สึกกังวลใจเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อความแข็งแกร่งของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา “ดูหมกมุ่นเช่นนี้ก็ยิ่งสนุก”
หลังจากบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นแข็งแกร่งขึ้น เขาก็จ้องมองมายังลู่เฉินที่อยู่ภายในค่ายกล “เจ้าหนุ่ม ไปตายเสีย!”
เห็นเพียงอีกฝ่ายกางฝ่ามือทั้งสองออก ก่อนจะบังเกิด ‘คลื่น’ แสงสีทองขนาดใหญ่ขึ้น ทับซ้อนกันหลายชั้น และโจมตีไปยังค่ายกลนั้น!
ค่ายกลพลันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งขึ้นมา
ผู้คนที่อยู่ในค่ายกลหวาดกลัวขึ้นมา ต่างแปลกใจว่าเกิดเหตุใดขึ้น แต่ลู่เฉินให้ทุกคนพยายามปล่อยพลังออกมาโดยไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น
คนเหล่านี้เพียงทำตาม จากนั้นค่ายกลนี้จึงมั่นคงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
บุตรศักดิ์สิทธิ์เบิกตากว้าง “เป็นไปไม่ได้!”
เถียนอวิ๋นเมิ่งก่นด่าออกมา “ไปตายเสีย เช่นนี้ยังไม่สามารถทำลายได้!?”
ส่วนผู้เฒ่าทั้งสี่ แต่ละคนต่างก็แปลกใจเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คิดว่าค่ายกลของลู่เฉินจะมีการป้องกันที่แข็งแกร่งเพียงนี้ ส่วนตัวคนทำก็มองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังตั้งใจกล่าวยั่วยุออกมาด้วย “พลังของเจ้า ยังอ่อนแอมากนัก!”
“อ่อนแอ? เจ้ากล้าพูดว่าข้าอ่อนแอ?” บุตรศักดิ์สิทธิ์ร้อนใจขึ้นมาพลางเบิกตากว้างมองไปยังอีกฝ่าย
ทว่าลู่เฉินยังคงนิ่งเฉย เขายิ้มพลางมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์ “หากเจ้าไม่ไหว เช่นนั้นจะเป็นตาข้าแล้ว”
บุตรศักดิ์สิทธิ์ตะโกนขึ้นมา “เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถทำอันใดข้าได้!?”
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา มือโบกสะบัดธง แล้วพลังของค่ายกลนี้ก็หลอมรวมกันเป็นเงาภูเขาขนาดมหึมา จากนั้นจึงโจมตีไปยังศีรษะของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้
ตู้ม!
พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย ภูตเฒ่าทั้งสี่พลันตกตะลึงขึ้นมา เถียนอวิ๋นเมิ่งยิ่งหวาดกลัวจนแทบเสียสติ “หรือจะตายแล้ว?”
และในขณะนั้นเอง พลังที่แข็งแกร่งก็ระเบิดออกมาจากภูเขานี้ จากนั้นจึงเกิดเสียงคำรามดังออกมา ภูเขาลูกนี้จึงถูกทำลายลง
เพียงไม่นาน บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นก็ปรากฏตัวออกมา
เพียงแต่ว่าทันใดนั้นเอง บนร่างกายของบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้ปลดปล่อยไอมารออกมา และเปล่งแสงสีม่วงสว่างวาบขึ้นมา ไร้ซึ่งแสงสีทองดั่งเช่นก่อนหน้านี้
“กลายเป็นมารเสียแล้ว” ลู่เฉินยิ้ม
“อาจารย์ กลายเป็นมารแล้วท่านยังยิ้มได้อย่างนั้นหรือ?” หนานเหยาไม่รู้จริง ๆ ว่าลู่เฉินนั้นคิดจะทำสิ่งใด ส่วนผู้เฒ่าทั้งสี่นั้นต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
แววตาของเถียนอวิ๋นเมิ่งฉายความเย็นชาออกมา “เช่นนี้ ควรฆ่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ซะ”
บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้ใช้สติที่เหลืออยู่จ้องมองไปยังลู่เฉินพลางพูดขึ้นมาเพียงไม่กี่คำ “เจ้า…ตายเสีย!”
เมื่อพูดจบ ฝ่ามือทั้งสองของบุตรศักดิ์สิทธิ์จึงโจมตีไปยังค่ายกลอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นการโจมตีติดต่อกันหลายครั้ง
เห็นเพียงค่ายกลเกิดเสียงดัง ‘ตู้ม ตู้ม ตู้ม!’ เพียงไม่นานก็พังทลายลง และผู้คนที่อยู่ด้านในนั้นได้รับบาดเจ็บ บางคนยังล้มตายไปทันที
เมื่อเห็นภาพดังนั้น หนานเหยาจึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา “อาจารย์ ค่ายกลแตกแล้ว”
ราวกับว่าเถียนอวิ๋นเมิ่งมองเห็นความหวังบางอย่างขึ้นมา จึงแสดงท่าทีตื่นเต้นออกมา และตะโกนไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์ “เร็ว รีบฆ่าเขาซะ!”
ทันใดนั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง ราวกับว่าสามารถฆ่าลู่เฉินได้อย่างง่ายดายในทันที
และในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงกู่ฉินเพลิงโบราณของชายหนุ่มพลันดังขึ้นมา
ทุกคนจึงได้เห็นภาพน่าสะเทือนใจอีกครั้ง นั่นก็คือบุตรศักดิ์สิทธิ์เจ็บปวดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งยังกรีดร้องเสียงลั่น “ข้า ศีรษะข้า!”
ทุกคนพลันสับสนขึ้นมา และต่างแปลกใจว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น
เถียนอวิ๋นเมิ่งพูดขึ้นมาว่า “เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?”
หนานเหยาเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน “อาจารย์ นี่เขา?”
“ขณะที่ร่างกายกลายเป็นมารนั้น นับเป็นช่วงเวลาที่จิตวิญญาณอ่อนแอและบอบบางมากที่สุด ดังนั้น ข้าจึงมอบบทเพลงให้แก่เขา เพลงปลอบประโลมวิญญาณ ไม่เพียงแต่ทำให้วิญญาณของเขาสงบลง ยังช่วยให้เขาสามารถแผ่กระจายพลังภายในร่างกายได้!” ลู่เฉินอธิบาย
“แผ่กระจาย?” หนานเหยางุนงง
ภูตเฒ่าทั้งสี่ต่างสับสนขึ้นมา เพราะพลังของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ค่อย ๆ หายไปทีละน้อย และทุกคนยังเห็นกับตาว่า แสงสว่างสีม่วงค่อย ๆ ออกจากร่างกายของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ไป
เมื่อเถียนอวิ๋นเมิ่งเห็นเช่นนี้จึงไม่พอใจ และยังพูดยั่วยุบุตรศักดิ์สิทธิ์ออกมา “หรือว่าเจ้าอยากถูกเขาเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้าหรือ?”
คำพูดของเถียนอวิ๋นเมิ่งกระตุ้นบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้เป็นอย่างมาก ทำให้จิตวิญญาณของเขายิ่งน่ากลัวมากขึ้น และเสียงกู่ฉินของลู่เฉินนั้นก็ราวกับว่าค่อย ๆ ไร้ผล
หนานเหยากังวลใจขึ้นมา “อาจารย์ ท่านดูนั่น ดูเหมือนว่าจิตของเขาจะ…”
“เขาคิดอยากจะควบคุมร่างกายของตนเองต่อไป และความรู้สึกนั้นก็แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ” ลู่เฉินพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมา จึงรีบบรรเลงกู่ฉินและโบกสะบัดธงในทันที ทำให้พลังของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
“รีบโจมตีเขาซะ!” ลู่เฉินพูดจบ คนเหล่านั้นจึงต้องออกไป เพราะพวกเขารู้ว่าถ้าหากพวกเขาไม่ลงมือ ไม่แน่ว่าคนที่ตายอาจจะเป็นพวกเขา
ดังนั้นคนเหล่านี้จึงโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
และเพราะบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ต้องพยายามที่จะรักษาร่างกายของตนไว้ ดังนั้นจึงไม่ทันระวัง ทำให้เมื่อคนเหล่านั้นโจมตีเข้ามา ร่างกายของบุตรศักดิ์สิทธิ์ก็เต็มไปด้วยบาดแผล
แต่ที่น่าแปลกก็คือ บาดแผลของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มีเพียงเล็กน้อย ราวกับว่าบนร่างกายนั้นมีชั้นผิวหนังที่หนาขึ้น
“อาจารย์ ท่านดูนั่น เขาเพียงแค่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น” หนานเหยาพบว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงรู้สึกกังวลขึ้นมา
“เนื้อกายของเขานั้นไม่ธรรมดา!”
“เช่นนั้นควรทำอย่างไร?”
“ข้าจะไปดูเสียหน่อย!” พูดจบ เขาก็ค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปหาบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น และเสียงกู่ฉินนี้ก็แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของบุตรศักดิ์สิทธิ์ดูเลื่อนลอยมากขึ้น แต่เขากลับกัดฟันพูดออกมา “ข้า ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เห็นเพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้พุ่งเข้ามาตรงหน้าลู่เฉินอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ฟาดฝ่ามือออกไป แต่ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มประหลาด “รอเจ้าอยู่พอดี!”
เพียงไม่นาน ‘กระจกนภาวิญญาณ’ ก็ปรากฏออกมา
บุตรศักดิ์สิทธิ์ที่หลงลืมกระจกนภาวิญญาณนี้ไปนานแล้ว เมื่อฟาดฝ่ามืออกไป กลับทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บและยังกระเด็นออกไปไกล
เถียนอวิ๋นเมิ่งตกตะลึงขึ้นมา ลู่เฉินจึงแสดงเคล็ดวิชาเถาวัลย์ มันพุ่งพันรัดบุตรศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับบาดเจ็บไว้ทันที
จากนั้นหนามพิษที่แหลมคมก็ได้ทิ่มไปยังร่างกายของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ แต่ร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากนัก จึงยากที่จะแทงไปยังจุดที่ลึกที่สุด ดังนั้นชายหนุ่มจึงทำได้เพียงบรรเลงกู่ฉินต่อไป
บุตรศักดิ์สิทธิ์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด จนเสียงร้องเฮือกสุดท้ายดังขึ้น ร่างกายนี้ก็ค่อย ๆ บวมขึ้น มันทำลายเถาวัลย์ของลู่เฉิน
จากนั้นบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ก็ลอยขึ้นมา ขณะเดียวกันร่างกายยังแผ่กระจายไอมารออกมา และแววตาทั้งสองข้างดูราวกับดวงตาของมารร้ายคู่หนึ่ง
สายตาเย็นชาของบุตรศักดิ์สิทธิ์กวาดมองมายังลู่เฉิน ก่อนจะรีบหมุนตัวทันทีและบินขึ้นไปบนท้องฟ้า เจาะเข้าไปยังสิ่งที่เรียกว่า ‘หอคอยเมฆาสงัด’ และหายไปต่อหน้าผู้คน
ภูตเฒ่าทั้งสี่ต่างสับสนขึ้นมา แต่ละคนจึงมองหน้ากัน
หนานเหยารู้สึกสงสัย “อาจารย์ เกิดอันใดขึ้น?”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ ได้ถูกตีกลับแล้ว คาดว่าอีกไม่นานคงเปลี่ยนเป็นคนอีกประเภทหนึ่ง” ลู่เฉินอธิบาย แต่หนานเหยายังคงสงสัย “คนอีกประเภท?”
ลู่เฉินไม่ได้อธิบายอันใด กลับจ้องมองไปยังเถียนอวิ๋นเมิ่ง
วิญญาณของเถียนอวิ๋นเมิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ไกลออกไปนั้นตะโกนขึ้นมาว่า “ลู่เฉิน เจ้าจงจำไว้ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
ในขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็ร่ายเคล็ดวิชาบางอย่างออกมา เพียงไม่นานโซ่ตรวนจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า และพุ่งเข้าไปพันรัดเถียนอวิ๋นเมิ่งที่กำลังคิดจะหลบหนี!