ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 333 บุกเข้าไปยังหอคอยเมฆาสงัด พบกับภาพที่ไม่ธรรมดา!
บทที่ 333 บุกเข้าไปยังหอคอยเมฆาสงัด พบกับภาพที่ไม่ธรรมดา!
เถียนอวิ๋นเมิ่งตกตะลึงจนสีหน้าเปลี่ยนไป ทั้งยังคนก่นด่าลู่เฉินออกมา “เร็ว ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าคิดว่า ข้าจะปล่อยเจ้าอย่างนั้นหรือ?” ชายหนุ่มยิ้มพลางมองนาง เถียนอวิ๋นเมิ่งจึงพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “เจ้าคนชั้นต่ำ!”
“คนชั้นต่ำคือเจ้าหรือไม่?” เขายิ้มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ
เถียนอวิ๋นเมิ่งโมโหจนกัดฟันกรอด แต่เมื่อลู่เฉินเตรียมที่จะลากนางเข้ามา เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!
เห็นเพียงหมอกหนาวเย็นแผ่กระจายมาจากท้องฟ้า และเข้าล้อมรอบเถียนอวิ๋นเมิ่งผู้นี้ไว้ในทันที จากนั้นเถียนอวิ๋นเมิงก็หายตัวไป
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา “เมื่อครู่นางยังอยู่ตรงนี้”
“อาจารย์ ผู้ใด?” หนานเหยาไม่เห็นผู้ใด ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยความสับสน ลู่เฉินจึงกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด “วังเหมันต์สงัด นักบุญหญิง!”
“ว่าอย่างไรนะ?” หนานเหยามองไปรอบ ๆ
เขาจึงพูดต่อ “แต่ ไปแล้ว”
“ไปแล้ว?” หนานเหยาตกตะลึงขึ้นมา เพราะนางไม่สัมผัสถึงอันใดได้เลย แต่ลู่เฉินกลับแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “ดูเหมือนว่า อาจจะต้องไปยังเยี่ยมชมวังเหมันต์สงัดเสียแล้ว!”
ก่อนจะออกไปนั้น ลู่เฉินมองไปยังภูตเฒ่าทั้งสี่ แต่ภูตเฒ่าทั้งสี่นั้นหวาดกลัวจนหนีออกไป ไม่กล้าแม้แต่จะอยู่ต่อ
ชายหนุ่มมองไปยังพวกขั้นก่อกำเนิดมากฝีมือที่ยังมีชีวิตอยู่ “พวกเจ้าไปสถานที่หนึ่งเสียก่อน”
“นายท่าน ไปที่ใดหรือ?” มีคนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไปรอข้าที่วังเหมันต์สงัด แต่ก่อนจะไปนั้น พวกเจ้าสามารถรักษาบาดแผลเสียก่อน” พูดจบ เขาก็ให้เวลาทุกคนหนึ่งเดือน หลังจากหนึ่งเดือนนี้ จึงให้ทุกคนไปรวมตัวกันด้านนอกของวังเหมันต์สงัด
จากนั้นลู่เฉินจึงเดินออกไปพร้อมกับหนานเหยา เพื่อไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
คนเหล่านั้นต่างก็รีบออกไปจากแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ ไม่กล้าอยู่ต่อไป ทว่าหนานเหยานั้นยังคงสงสัย “อาจารย์ ตอนนี้เราจะไปที่ใดกัน?”
“บนยอดนั่น”
“บนยอดนั่น?” หนานเหยาไม่เข้าใจ
เมื่อทั้งคู่มาถึงยอดเขา กลุ่มพลังกลุ่มหนึ่งก็กระแทกมายังหน้าผาด้านข้าง บริเวณนั้นจึงปรากฏบันไดออกมา และเชื่อมต่อไปบนท้องฟ้าด้วย
“อาจารย์ นี่คือ?”
“น่าจะเป็นทางเข้าหอคอยเมฆาสงัดของพวกเขา” ลู่เฉินมองไปยังกลุ่มหมอกบนยอดเขาพลางพึมพำออกมา หนานเหยาได้ยินดังนั้นจึงตกตะลึง “อาจารย์ เราจะไปเช่นนี้?”
“อย่างไรหรือ? มีปัญหาใด?”
“หอคอยเมฆาสงัดนี้มีเพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์และเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถเข้าไปได้ ข้าคิดว่า น่าจะต้องเป็นสถานที่ที่น่ากลัวมากแห่งหนึ่ง แต่ตอนนี้ท่านไม่มีสัตว์ปีศาจ และไม่มีคนหล่านั้นที่คอยช่วยเหลือ ข้ากลัวว่าท่าน” หนานเหยากังวลว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับลู่เฉินได้
แต่ลู่เฉินกลับตอบกลับด้วยความมั่นใจ “ไปดูเสียก่อน ถ้าหากมีอันตรายก็ค่อยออกมา”
หนานเหยาขานรับ จึงทำได้เพียงก้าวเดินตามอีกฝ่ายไป
…
เฮยเม่ยที่อยู่ในมุมหนึ่งมองเห็นทุกอย่าง ดังนั้นนางจึงหวาดกลัวจนหนีกลับไปยังแดนทักษิณา
และเมื่อเถียนอวิ๋นเมิ่งได้สติขึ้นมา จึงมองเห็นตัวเองที่ยืนอยู่บนพื้นหิมะแห่งหนึ่ง
“ที่นี่คือ”
เกล็ดหิมะลอยปลิวไปรอบด้าน แต่กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ว่าอย่างไร? จำข้าไม่ได้หรือ?”
“นักบุญหญิงวังเหมันต์สงัด?” เถียนอวิ๋นเมิ่งตกตะลึงขึ้นมาทันที
“รู้ก็ดี”
เถียนอวิ๋นเมิ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เมื่อครู่ เจ้าช่วยข้าหรือ?”
“มิเช่นนั้น เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถหนีจากเงื้อมมือเจ้าหนุ่มผู้นั้นได้หรือ?” นักบุญหญิงที่อยู่ในมุมหนึ่งย้อนถามขึ้นมา เถียนอวิ๋นเมิ่งจึงรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาทันที “ขอบคุณท่านนักบุญหญิงมาก”
“ข้าช่วยเจ้าไม่ใช่ว่าเห็นด้วยกับเจ้า แต่เป็นเพราะอยากสร้างเนื้อกายใหม่ให้เจ้า จากนั้นเจ้าจะต้องไปจัดการเจ้าหนุ่มผู้นั้นให้ข้าต่อไป จับเขามาให้ข้าให้ได้” นักบุญหญิงอธิบาย
“เนื้อกายใหม่?” เถียนอวิ๋นเมิ่งตกตะลึงขึ้นมา
“ใช่ แต่ยังต้องรอดูก่อนว่าเจ้ายินยอมหรือไม่!”
“ยินยอม ข้าต้องยินยอมอย่างแน่นอน” เถียนอวิ๋นเมิ่งรู้สึกตื่นเต้น
นักบุญหญิงผู้นั้นจึงยิ้มออกมา “ดี ดีมาก!”
จากนั้นเกล็ดหิมะมากมายก็หลอมรวมรอบกายเถียนอวิ๋นเมิ่ง จากนั้นร่างกายของเถียนอวิ๋นเมิ่งก็แข็งทื่อ และเนื้อกายก็ค่อย ๆ ปรากฏออกมา เมื่อเถียนอวิ๋นเมิ่งเห็นภาพที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้จึงกล่าวออกมาว่า “นักบุญหญิง แท้จริงท่านเก่งกาจเพียงนี้เชียวหรือ เหตุใดจึงไม่จัดการเจ้าหนุ่มนั่นด้วยตัวเอง?”
“ร่างที่แท้จริงของข้าไม่สามารถออกไปได้ในตอนนี้ มิเช่นนั้น ข้าคงจัดการเขาด้วยตัวองไปนานแล้ว” นักบุญหญิงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เถียนอวิ๋นเมิ่งจึงขานรับและเอ่ยเยินยอออกมา “ถ้าอย่างนั้นท่านโปรดวางใจ ข้าจะจัดการเขาด้วยมือของข้าเอง”
“หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง!” เมื่อนักบุญหญิงพูดจบ จึงทำการสร้างเนื้อกายใหม่ให้แก่เถียนอวิ๋นเมิ่งต่อไป
เถียนอวิ๋นเมิงกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น “ลู่เฉิน เจ้าคงจะคิดไม่ถึงเลยสินะ”
ลู่เฉินย่อมไม่รู้ว่าเถียนอวิ๋นเมิ่งสามารถสร้างเนื้อกายใหม่ขึ้นมาได้ แต่ในขณะนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจนัก เพราะความคิดของเขาในตอนนี้กำลังจดจ่ออยู่กับหอคอยเมฆาสงัดตรงหน้านี้
เห็นเพียงหอคอยสูงสีม่วงที่ลอยอยู่บนอากาศ และมีความสูงประมาณสิบชั้น ขณะเดียวกันหน้าต่างรอบด้านก็ถูกปิดสนิท ทำให้ไม่สามารถเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในได้
“อาจารย์ เข้าไปอย่างไรหรือ?” หนานเหยาได้ลองโจมตีหอคอยเมฆาสงัดนี้อยู่หลายครั้ง และพบว่าการโจมตีนั้นไม่เกิดผลอันใด จึงแสดงสีหน้าสงสัยออกมา
ลู่เฉินมองไปยังหอคอยนี้พลางเอ่ยออกมาว่า “หอคอยนี้มีพลังในการดูดซึมซับเคล็ดวิชา”
“ดูดซึมซับเคล็ดวิชา?” หนานเหยาเบิกตากว้าง ลู่เฉินจึงขานรับ “หอคอยนี้ ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้ศิลาดูดซับวิชา ดังนั้นไม่ว่าเคล็ดวิชาใดที่โจมตีมานี้ ต่างก็จะถูกดูดซึมซับเข้ามา”
หนานเหยาถึงกับอ้าปากค้าง ลู่เฉินจึงยิ้มและพูดต่อ “แต่เมื่อมาเจอกับข้า ถือว่ามันโชคร้ายเสียแล้ว”
“อาจารย์ ท่านมีวิธีหรือ?” หนานเหยาแสดงสีหน้าสงสัย
ชายหนุ่มจึงพยักหน้าตอบ “มี”
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินได้เดินมาถึงด้านข้างกำแพง เขาคลำหาบางอย่างก่อนจะพูดขึ้นมา “ก้อนหินเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกัน และต้องทำให้มีความมั่นคงโดยใช้อักขระยันต์บางอย่าง ดังนั้นเพียงแค่หาอักขระยันต์เหล่านั้นให้เจอ ทำลายทิ้งเสีย ก็จะสามารถมองเห็นทางเข้าได้”
หนาเหยาไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูดเท่าใดนัก แต่นางยังคงมองดูอย่างเงียบ ๆ
จนกระทั่งเขาทำอันใดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก็หาทางเข้าเจอ เมื่อปลดปล่อยอักขระยันต์แล้วก็ปรากฏประตูบานหนึ่งออกมา
แต่ด้านหลังของประตูนี้เป็นที่มืดสลัว หนานเหยาจึงรู้สึกกังวลขึ้นมา ไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปหรือไม่ ทว่าลู่เฉินกลับดูนิ่งเฉย จ้องมองไปยังประตูบานนี้พลางเอ่ยออกมา “เจ้าเข้าไปอยู่ในสมบัติวิญญาณของเข้าดีกว่า”
เมื่อพูดจบ เขาก็นำ ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ออกมาเพื่อให้นางเข้าไป หลังจากหนานเหยาก้าวเข้าไปแล้วจึงกลายเป็นอาวุธที่ถูกโจมตี
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เฉินจึงก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่สนใจใด ๆ
แต่ชายหนุ่มได้เตรียม ‘กระจกนภาวิญญาณ’ ไว้ เมื่อเกิดอันตรายใดก็จะใช้สมบัติวิญญาณนี้ทันที เพื่อคุ้มครองตนเองไม่ให้เกิดความเสียหายใด ๆ
ทว่าเมื่อเข้าไปแล้ว ด้านในกลับเป็นหมอกควันสีม่วงหนาทึบอยู่
“เป็นไอมารทั้งหมด?” เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เฉินจึงแปลกใจ เพราะภายในหอคอยนี้มีไอมารหนาแน่น ทั้งยังไม่ใช่พลังปราณอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังพบว่ารอบ ๆ ด้านนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ ‘หลับลึก’ อยู่ ราวกับว่ากำลังนอนหลับอยู่อย่างไรอย่างนั้น เขาหย่อนกายนั่งลงบริเวณนั้น ไม่นานก็สามารถตัดสินได้ว่าพวกเขายังไม่ตายและได้กลายเป็นมารไปเสียแล้ว
“หรือว่าถูกตีกลับทั้งหมด? จากนั้นจึงกลายเป็นมาร” ลู่เฉินสงสัย
และในขณะนั้นเอง กลิ่นอายหนึ่งพลันลอยออกมา ลู่เฉินหมุนตัวไปดู จึงได้พบกับนักบุญหญิง
เพียงแต่นักบุญหญิงที่กำลังลอยอยู่นั้นเผยรอยยิ้มและน้ำเสียงชั่วร้ายออกมา “ใจกล้าดีนี่ กล้ามายังที่แห่งนี้อีก!”
เมื่อเห็นว่าเป็นใครอีกคน แต่น้ำเสียงกลับดูมีอายุขึ้นมาเล็กน้อย ชายหนุ่มก็พลันเผยรอยยิ้มออกมา “เจ้าครอบครองร่างกายของเขาแล้ว?”