ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 346 เรียกภูตผีที่น่ากลัวออกมา คุกเข่าลงทันที!
บทที่ 346 เรียกภูตผีที่น่ากลัวออกมา คุกเข่าลงทันที!
ทันใดนั้น บริเวณรอบ ๆ นี้ก็กลายเป็นหลุมฝังศพมากมาย และทั่วทุกพื้นที่ยังมีซากศพอีกมากมายรวมถึงโลงศพบางส่วนที่แตกหักกระจายอยู่บนพื้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกระดูกบางส่วนที่ถูกแขวนไว้บนต้นไม้ เมื่อเกิดลมพัดแรงจึงทำให้ดูแปลกประหลาดมากยิ่งขึ้น
เมื่อหนานลัวเห็นภาพดังกล่าวจึงรีบพูดขึ้นมาว่า “พระสนมซู โปรดพิจารณา!”
“ข้ายินดีที่จะเชิญเขามาตรวจอาการป่วยของข้า เขาไม่ตรวจก็ช่างเสียเถิด แต่กลับกล้าทำลายสมบัติวิญญาณของข้า ทำให้จิตวิญญาณของข้าบาดเจ็บ! หรือว่าข้าสมควรถูกเขารังแกอย่างนั้นหรือ?” พระสนมซูเอ่ยตำหนิ
หนานเหยารู้สึกไม่ยินดีเท่าใดนัก “ข้าว่าผู้หญิงคนนี้… เหตุใดจึงไม่พูดเหตุผลออกมา?”
“ข้าน่ะหรือไม่อธิบายเหตุผล?”
“ท่านมาตรวจอาการป่วย แต่อาจารย์ของข้าไม่อยากตรวจให้ ผลคือท่านจึงคิดที่จะลงมือเสียเอง แต่ตอนนี้กลับถูกผู้อื่นสั่งสอน แล้วยังจะร้องขอหาความยุติธรรมอย่างนั้นหรือ?” หนานเหยาพูดด้วยสีหน้าดูแคลน แต่พระสนมซูที่อยู่ในเกี้ยวกลับตะโกนขึ้นมา “ข้าคือพระสนม นักบุญหญิงแห่งแดนศักด์สิทธิ์สยบมาร เขาถือดีอย่างไรจึงไม่ตรวจอาการป่วยให้ข้า!”
หนานเหยาหัวเราะเสียงดังขึ้นมา “อย่าพูดว่าท่านเป็นพระสนมหรือนักบุญหญิงอันใดนั่นเลย ถึงแม้จะเป็นองค์จักรพรรดิ หรือแม้แต่ผู้นำศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็ตาม อาจารย์ของข้าบอกว่าจะไม่ตรวจก็คือไม่!”
“ช่างเป็นทั้งอาจารย์และศิษย์ที่อวดดีนัก!” พระสนมซูตะโกนกลับมา
หนานเหยาเหมือนจะพูดอันใดบางอย่าง แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาเสียก่อน “เจ้าเพียงแค่ต้องการหาข้ออ้างบางอย่างเพื่อมาจัดการข้า เหตุใดจึงพูดเรื่องไร้สาระมากมายเช่นนี้?”
คำพูดของลู่เฉินทำให้พระสนมซูตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้ว เช่นนั้นวันนี้ ข้าจะทำให้เจ้าตายโดยไม่มีแม้แต่หลุมฝังศพ!”
หนานลัวกังวลใจขึ้นา “พระสนมซู ท่านจะขัดพระบัญชาขององค์จักรพรรดิอย่างนั้นหรือ?”
“วันนี้จะไม่มีผู้ใดสามารถนำเรื่องที่เกิดขึ้นออกไปพูดต่อได้!” พระสนมซูพูดด้วยความมั่นใจ แต่หนานลัวกลับเอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ “พระสนมซู เขาไม่ได้อ่อนแออย่างที่ท่านคิด!”
“เขา? อาศัยค่ายกลมิใช่หรือ? แต่ตอนนี้ข้าได้สร้างค่ายกลของข้าขึ้นบริเวณรอบ ๆ นี้แล้ว และค่ายกลพวกนั้นของเขาก็อยู่ด้านนอก ข้ารอจะดูว่าเขาจะต่อต้านข้าอย่างไร!” พระสนมซูพูดด้วยความมั่นใจ
หนานลัวขมวดคิ้วมุ่น แต่หนานเหยากลับเอ่ยขึ้นมาโดยไม่สนใจใด ๆ “เจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณาล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอาจารย์ข้า แล้วท่าน? ข้าแนะนำว่าท่านอย่าเสียเวลาเลย มิเช่นนั้น หลังจากนี้อาจจะไม่รู้ว่าจะหนีเช่นไรก็เป็นได้!”
“ดูเหมือนว่า พวกเจ้าจะยังไม่รู้ว่าข้าน่ากลัวเพียงใด!”
เมื่อพระสนมซูพูดจบ พลังปราณสีดำภายในเกี้ยวจึงสว่างวาบขึ้นมา และหลุมฝังศพมากมายที่อยู่รอบ ๆ ก็แผ่ไอปราณสีดำออกมา
หนานลัวสงสัยขึ้นมา “เคล็ดวิชาภูตผีของพระสนมซู เหตุใดจึงเปลี่ยนไปได้น่ากลัวเพียงนี้!”
“ท่านเจ้ากรม ในเมื่อท่านรู้ถึงความน่ากลัวของข้า เช่นนั้นท่านควรจะบอกให้พวกเขาสำนึกผิดต่อข้า ข้าอาจจะยอมปิดตาข้างหนึ่งก็เป็นได้” พระสนมซูพูดขึ้นมาด้วยความเหนือกว่า
หนานลัวไม่รู้ว่าตนควรจะพูดเช่นไร
พระสนมซูจึงทำได้เพียงรวบรวบไอภูตผีรอบ ๆ เกี้ยวไปล้อมรอบลู่เฉิน จากนั้นพวกมันจึงกลายเป็นเงาภูตผีขนาดใหญ่เงาหนึ่ง
เงาภูตผีนี้เป็นเหมือน ‘ยักษ์’ ร่างใหญ่ตนหนึ่ง บริเวณหน้าท้องมีดวงตาขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันบนศีรษะนั้นมีเพียงปาก ใบหู และจมูก ดูแล้วช่างแปลกประหลาดนัก
ไม่เพียงเท่านั้น เงาภูตผีนี้ยังถือขวานไว้ในมือทั้งสองข้าง
หนานลัวตกตะลึงขึ้นมา “นี่คือภูตตาเดียว?”
หนานเหยาสงสัย “ภูตตาเดียวคือสิ่งใดกัน?”
“ภูตตาเดียวเป็นภูตประหลาดชนิดหนึ่ง มีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่มีคนจำนวนน้อยที่สามารถเรียกออกมาได้ และถ้าหากผู้ฝึกฝนวิถีภูตผีต้องการเรียกออกมา ก็ต้องมีพลังและเคล็ดวิชาภูตผีที่แข็งแกร่งร่วมด้วย จึงจะสามารถทำได้!”
หนานเหยาไม่รู้ว่าคำว่าแข็งแกร่งนั้นต้องแข็งแกร่งเพียงใด ดังนั้นนางจึงเอ่ยถามขึ้นมา “ท่านบอกว่า พลังใดก็พอแล้ว!”
“เทียบได้กับปรมาจารย์ขั้นแปลงเซียน หรือแม้กระทั่งพลังปรมาจารย์ระดับสมบูรณ์พร้อม!” หนานลัวกล่าว
หนานเหยาได้ยินดังนั้นจึงตกตะลึงขึ้นมา
แต่ลู่เฉินที่อยู่ตรงนั้นกลับมองไปยังภูตนั้นพลางหันไปพูดกับพระสนมซูว่า “เจ้าเก็บของสิ่งนี้เข้าไปเสียเถิด!”
“อย่างไรหรือ? กลัวหรือ?” พระสนมซูหัวเราะเสียงดัง แต่ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “กลัว? คนที่กลัวน่าจะเป็นมัน!”
เมื่อพูดจบ บนร่างกายของลู่เฉินจึงแผ่กลิ่นอาย ‘จักรพรรดิภูตผี’ ออกมา และกลิ่นอายนี้ทำให้ภูตตาเดียวที่บ้าคลั่งอยู่นั้นเกิดอาการตื่นกลัวขึ้นมาทันที จึงค่อย ๆ ถอยไปทีละก้าว ราวกับว่ามันพบกับสิ่งที่น่ากลัวบางอย่างเข้า
ภาพดังกล่าว ทำให้หนานเหยาคิดถึงตอนที่ตนยังเป็นภูตอยู่ เวลานี้ร่างของลู่เฉินแผ่กลิ่นอายที่น่ากลัวออกมา จึงได้สติขึ้นมาทันที “ดูเหมือนว่าภูตตาเดียวนี้จะไร้ประโยชน์เสียแล้ว!”
“ไร้ประโยชน์แล้ว?” หนานลัวไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร
หนานเหยาจึงยิ้มออกมา “กลิ่นอายบนตัวของอาจารย์นั้น สามารถทำให้ภูตพวกนี้หวาดกลัวได้!”
“หวาดกลัว?” หนานลัวรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินไป และเมื่อพระสนมซูที่อยู่ในเกี้ยวนั้นรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงหันไปตะโกนใส่ภูตตาเดียว “ถอยทำไมกัน? เข้าไปสังหารเขาให้ข้าซะ!”
แต่ภูตตาเดียวกลับได้ยินเสียงราวกับกำลังพูดอันใดบางอย่าง
พระสนมซูบันดาลโทสะขึ้นมา “กลัวอันใดกัน?”
เมื่อพูดจบ แสงสีแดงจึงลอยออกมาจากภายในเกี้ยวพระสนมซู และแสงสีแดงนี้ได้ปกคลุมร่างของภูตตาเดียว มันจึงเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมา แม้แต่ดวงหน้ายังเปลี่ยนเป็นสีแดงสด จากนั้นก็เดินไปยังลู่เฉินด้วยความโกรธแค้น
หนานเหยาตกตะลึงขึ้นมา “แย่แล้ว สัตว์ประหลาดนั่นเหมือนจะไม่กลัวอาจารย์ของข้า!”
“เช่นนั้นควรทำอย่างไร?” หนานลัวรู้สึกกังวล แต่ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “ภูตชั้นต่ำนี้ ยังกล้ามาอาละวาดต่อหน้าข้าอย่างนั้นหรือ?”
จากนั้นไอภูตผีรอบกายลู่เฉินจึงรวมเข้าด้วยกัน กระทั่งรวมเป็นโซ่ตรวนพันรัดภูตตาเดียวนี้ไว้ในที่สุด
ภูตตาเดียวรู้สึกเจ็บปวดจนกรีดร้องออกมา แต่ร่างกายนั้นไม่สามารถขยับได้ พระสนมซูจึงพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “เจ้าหนุ่ม ของพวกนี้คืออันใดกัน?”
“สิ่งนี้เรียกว่าคำสาปภูต ใช้เพื่อกำราบพวกภูตผีโดยเฉพาะ!” ลู่เฉินยิ้ม
พระสนมซูไม่รู้ว่าคำสาปภูตคือสิ่งใด แต่นางต้องการที่จะเพิ่มพลังเข้าไป เพื่อให้ภูตตาเดียวสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของลู่เฉินได้ แต่นางคิดไม่ถึงว่าพลังของตนเองนั้นจะไม่สามารถช่วยภูตตาเดียวนี้ได้
ในทางกลับกัน ภูตตาเดียวนี้กลับตัวเล็กลงเรื่อย ๆ จนหายไปในที่สุด
“เป็นไปได้อย่างไร!” พระสนมซูพูดอย่างร้อนใจ หนานเหยาจึงหัวเราะขึ้นมา “ภูตพวกนี้ของท่าน เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ข้าแล้วย่อมไร้ประโยชน์!”
พระสนมซูไม่พอใจ จึงพูดด้วยความร้อนใจขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดเท่านั้น! เหตุใดจึงสามารถกำราบมันได้?!”
“เหตุใดจึงต้องตอบเจ้า?” ลู่เฉินกางฝ่ามือทั้งสองออกเพื่อดูดซึมซับไอภูตผีรอบ ๆ
พระสนมซูจึงตกตะลึงขึ้นมา “เจ้า แท้จริงแล้วเจ้าก็คือผู้ฝึกฝนวิถีภูตผี!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานลัวจึงสูดหายใจเข้าเต็มปอด “เขาคือผู้ฝึกตนสามวิถี?”
“นิ่งไว้!” หนานเหยาเอ่ยปลอบหนานลัว
แต่สำหรับหนานลัวที่เห็นเช่นนี้เป็นครั้งแรกนั้นรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนลู่เฉินหันไปพูดกับพระสนมซูว่า “ควรจะจบแล้วเสียแล้ว?”
“จบ? เจ้าคงไม่คิดว่าเจ้ากำราบมันได้แล้วจะจบเช่นนี้?” พระสนมซูพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ว่าอย่างไร? ยังมีวิธีอื่นหรือ?”
พระสนมซูพูดด้วยความมั่นใจ “ค่ายกลนี้ จำเป็นต้องเปิดจากด้านนอก และคนด้านนอกนั้นหากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า พวกเขาก็ไม่สามารถเปิดค่ายกลนี้ได้ ดังนั้นพวกเจ้าจึงทำได้เพียงถูกขังอยู่ที่นี่ต่อไป จนกระทั่งถูกไอภูตผีเหล่านี้กลืนกินไปจนหมดสิ้น!”
“พูดเรื่องค่ายกลกับข้า? เจ้าไม่คิดว่าเจ้ายังอ่อนหัดไปหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม แต่พระสนมซูตอบกลับด้วยความลำพองใจ “ค่ายกลนี้ เป็นสิ่งที่อาจารย์ของข้าซึ่งเป็นปรามาจารย์ค่ายกลอันดับหนึ่งแห่งแดนทักษิณาส่งต่อให้ข้า และจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีขั้นแปลงเซียนผู้ใดสามารถทำลายได้ ยิ่งเจ้าที่เป็นเพียงขั้นสร้างฐานก็แทบไม่ต้องเอ่ยถึง!”
“เช่นนั้น เจ้าจงดูให้ดี!” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
ทว่าพระสนมซูยังคงไม่คิดว่าลู่เฉินจะสามารถทำเช่นนั้นได้