ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 347 พระสนมซูเผยใบหน้าที่แท้จริง ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง!
บทที่ 347 พระสนมซูเผยใบหน้าที่แท้จริง ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง!
ไม่คิดเช่นนั้น แล้วอย่างไร?
ลู่เฉินรู้จุดอ่อนของค่ายกลนี้อยู่นานแล้ว ดังนั้นเขาจึงนำศิลาวิญญาณออกมาบางส่วน และเมื่อศิลาวิญญาณถูกโยนออกไป เขาจึงเพิ่มไอภูตผีเข้าไปเล็กน้อย ทำให้ศิลาวิญญาณนี้ถูกไอภูตผีครอบครองอยู่บางส่วน
ดังนั้นเมื่อทุกคนเห็นศิลาวิญญาณเหล่านี้ลอยออกไป ศิลาวิญญาณนี้จึงคายกระแสไอภูตผีออกมาเล็กน้อย และพุ่งไปยังรอบท้องฟ้า จากนั้นก็ส่งเสียง ‘ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!’
เพียงชั่วพริบตาเดียว ภาพทุกอย่างรอบด้านก็หายไป
ทุกคนปรากฏตัวออกมายังลานแห่งนี้อีกครั้ง เหล่าทหารรักษาการณ์แต่ละคนต่างก็รู้สึกแปลกใจว่าเกิดเหตุใดขึ้น
เมื่อหนานเหยาเห็นว่าได้กลับไปยังศาลาอีกครั้ง จึงยิ้มออกมาทันที “พระสนมซูเห็นหรือไม่? อาจารย์ของข้านั้นคือปรมาจารย์ค่ายกลอันดับหนึ่งต่างหาก!”
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” พระสนมซูพูดด้วยความร้อนใจ ขณะที่หนานลัวพูดขึ้นมาว่า “พระสนมซู ข้าขอแนะนำท่านว่ารีบหยุดเสียเถิด!”
“หยุด? เป็นไปไม่ได้!” พระสนมซูบันดาลโทสะแล้ว
ในขณะนั้นเอง ด้านนอกของคฤหาสน์หนานลัวก็มีผู้มาเยือนกลุ่มหนึ่ง และผู้นำก็คือเฮยเย่า
เห็นเพียงคนเหล่านี้ล้อมรอบทหารรักษาการณ์รวมถึงเกี้ยวไว้ เมื่อเฮยเย่ามองไปยังหนานลัวและคนอื่น ๆ ก่อนจะหันมองไปทางเกี้ยว ก็พลันนำพระราชโองการออกมาด้วย “พระสนมซู องค์จักรพรรดิมีพระบัญชามาถึงท่าน!”
“องค์จักรพรรดิ?” พระสนมซูที่อยู่ภายในเกี้ยวดูเคร่งขรึมขึ้นมา
“องค์จักรพรรดิมีพระบัญชามาว่าท่านได้ทำผิดกฎ จึงให้ข้านำท่านกลับไป” เมื่อเฮยเย่าพูดจบ ก็โยนพระราชโองการไปยังเกี้ยวนั้น
ฉับพลันนั้นพระราชโองการก็หายเข้าไปในเกี้ยวทันที
พระสนมซูเห็นดังนั้นจึงรู้สึกไม่พอใจ “เขาหมายความเช่นไร?”
“พระสนมซู เชิญท่านไปกับข้า!”
“หากข้าไม่ไป?” พระสนมซูพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา จากนั้นบรรยากาศรอบด้านก็เริ่มหนาวเย็น เฮยเย่าจึงดูจริงจังขึ้นมา “พระสนมซู ท่านอย่าทำให้พวกเราลำบากใจ!”
“พวกเจ้าบีบบังคับองค์จักรพรรดิของข้า แล้วบัดนี้ยังคิดจะมาบีบบังคับข้าอีก!?” พระสนมซูพูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น
“พระสนมซู ท่านโปรดปฏิบัติตามกฎ!”
“กฎ? เหอะ! ข้าไม่ทำ!” เมื่อพระสนมซูพูดจบ เกี้ยวก็ระเบิดออกทันที จากนั้นก็เหลือเพียงโครงกระดูกเท่านั้น
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงไปในบัดดล
“นี่… เหตุใดจึงเป็นกระดูกไปได้?” เห็นได้ชัดว่าทหารรักษาการณ์เหล่านั้นก็คิดไม่ถึงว่าพระสนมของตนจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้ได้ ส่วนหนานเหยานั้นเบิกตากว้างพลางกล่าวออกมาว่า “นี่มันเกิดอันใดขึ้น?”
พระสนมซูเคลื่อนไหวโครงกระดูกนั้นพลางตะโกนออกมา “วันนี้ ข้าจะสังหารพวกเจ้าทั้งหมด!”
สิ้นประโยคนั้น รอบกายพระสนมซูก็แผ่ไอภูตผีออกมา บริเวณโดยรอบจึงบังเกิดความหนาวเย็น
ลู่เฉินจ้องมองไปยังพระสนมซูอยู่ครู่หนึ่ง เพราะเขามองเห็นเงากระดูกเล็ก ๆ ภายในร่างกายของพระสนมซูผู้นี้ และยังแผ่กำจายแสงสีดำและเงาจาง ๆ ดูคล้ายกับกระดูกศักดิ์สิทธิ์ที่พบที่สำนักภูเขาภูตในครั้งนั้น
เมื่อเริ่มแรกนั้น กระดูกศักดิ์สิทธิ์นี้เคยหลอมรวมในร่างกายของอู่เหยียน ทำให้อู่เหยียนต่างจากเดิมไปมาก
ต่อมากระดูกศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ถูกเขาทำลายไป คิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบมันที่นี่อีกครั้ง ลู่เฉินจึงมองไปยังพระสนมซูด้วยความสงสัย “เจ้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับสำนักภูเขาภูต?”
ดวงตาที่เป็นเพียงโครงกระดูกกลวงทั้งสองข้างของพระสนมซูตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นจึงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หมายความว่าเช่นไร? เจ้าก็รู้จักสำนักภูเขาภูตหรือ?”
“รู้จัก” ลู่เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่รู้จักสำนักภูเขาภูตนี้
พระสนมซูเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “ในเมื่อเจ้ารู้ เช่นนั้นก็ควรจะรู้ว่าสำนักภูเขาภูตนั้นเก่งกาจเพียงใด!”
“เมื่อไม่นานมานี้ ข้าได้ไปยังสำนักภูเขาภูตช่วงหนึ่ง และทำลายคนไปหนึ่งคน ขณะเดียวกันยังได้ทำลายกระดูกศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย” ลู่เฉินอธบาย แต่พระสนมซูกลับคิดว่าอีกฝ่ายเพียงแค่พูดตลก ดังนั้นจึงตะคอกกลับมาว่า “ทำลายกระดูกศักดิ์สิทธิ์? เจ้าล้อเล่นหรือไร!?”
“ไม่เชื่อ? เช่นนั้นข้าคงต้องให้เจ้าลองดูเสียหน่อยแล้ว!” เมื่อลู่เฉินพูดจบ จึงนำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา
พระสนมซูไม่รู้ว่าลู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด แต่นางกลับชิงลงมือเสียก่อน “ตายซะ!”
เห็นเพียงบนร่างของพระสนมซูแผ่ไอความเย็นออกมา ผู้คนที่ยืนอยู่รอบ ๆ ถูกแช่แข็งทั้งหมดตรงนั้นทันที หนานเหยาและหนานลัวที่อยู่ภายในค่ายกลต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา
ส่วนร่างกายของลู่เฉินนั้นเริ่มถูกแช่แข็ง จนในที่สุดทั่วทั้งร่างและกู่ฉินก็ถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้น
“ข้าหลงคิดไปว่าเจ้าจะเก่งกาจกว่านี้เสียอีก! แต่ดูเหมือนจะไม่มากเท่าใดนัก!” เมื่อพระสนมซูเห็นผลงานการโจมตีของตนก็พลันรู้สึกพึงพอใจขึ้นมา ขณะที่หนานลัวเริ่มร้อนใจแล้ว “พระสนมซู ท่าน ท่านอย่าทำร้ายเขาเด็ดขาด!”
หนานเหยาเองก็พูดด้วยความร้อนใจเช่นกัน “หากท่านกล้าทำร้ายอาจารย์ของข้า ข้าจะไม่ปล่อยท่านไปแน่!”
“เหอะ เขาทำร้ายองค์จักรพรรดิ พวกเจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยเขาไปงั้นหรือ?” พระสนมซูตะโกนขึ้นมาเสียงดัง และค่อย ๆ เดินเข้าไปหาลู่เฉินโดยไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น บนฝ่ามือของพระสนมซูผู้นี้ยังหลอมรวมกระบี่กระดูกเล่มหนึ่งไว้ จากนั้นจึงชี้ไปยังร่างของลู่เฉินพลางเบิกตากว้าง “ตายซะ!”
หนานลัวและหนานเหยาต่างตกตะลึง
โดยเฉพาะหนานเหยาที่คิดจะพุ่งตัวออกไปจากค่ายกลนี้ ทว่าหนานลัวรั้งนางไว้ “อย่าตื่นตระหนกไป!”
“ไม่ ข้าจะไปช่วยอาจารย์ของข้า!”
หนานลัวคว้าตัวหนานเหยาเอาไว้ โดยไม่ปล่อยให้นางออกไปได้ และยังพูดต่อไปอีกว่า “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง!”
หนานเหยากังวลเป็นอย่างยิ่ง ในหัวครุ่นคิดที่จะโจมตีหนานลัวเพื่อให้เขาปล่อยนาง แต่ขณะนั้นเอง เมื่อกระบี่นั้นถูกตวัดฟันออกไป น้ำแข็งบนร่างของลู่เฉินก็หายไปทันที ปรากฏโซ่ตรวนคำสาปภูตขึ้นมา มันเข้าไปพันรัดโครงกระดูกและกระบี่กระดูกนั้นไว้อย่างรวดเร็ว
หนานเหยาและหนานลัวพลันตกตะลึงทันที ขณะที่ลู่เฉินมองไปยังพระสนมซูที่ถูกตนพันธนาการไว้ “เป็นเช่นไร? สะดวกสบายดีหรือไม่?”
พระสนมซูกล่าวด้วยความโมโห “เจ้า! เหตุใดเจ้าจึงสามารถหลุดพ้นจากเคล็ดวิชาภูตเยือกแข็งของข้าได้!”
“เคล็ดวิชาภูตเยือกแข็งของเจ้า สำหรับข้านั้น ยังอ่อนแอเกินไป” เมื่อเขาพูดจบ พระสนมซูก็ก่นด่าออกมาด้วยความโมโหทันที “เจ้าอย่ามาอวดดี!”
“ว่ามาเถิด กระดูกศักดิ์สิทธิ์นั่น ผู้ใดมอบให้เจ้า!” ชายหนุ่มหาได้ฟังไม่ เขาเพียงต้องการรู้ว่ากระดูกศักดิ์สิทธิ์นี้ และกระดูกศักดิ์สิทธิ์ของสำนักภูเขาภูตนั้นมาจากที่ใด แล้วผู้ที่เรียกกระดูกศักดิ์สิทธิ์นี้ออกมาคือผู้ใด
พระสนมซูยังคงดื้อดึง “ฝันไปเถิดว่าข้าจะบอกเจ้า!”
“หากเจ้าไม่พูด เช่นนั้นข้าคงต้องให้เจ้าสัมผัสสิ่งนี้เสียหน่อย” เมื่อลู่เฉินพูดจบ มือก็เริ่มบรรเลิงกู่ฉินเพลิงโบราณ และสำหรับสิ่งที่เป็นภูตผีนั้น ก็นับว่ามีพลังการทำลายล้างที่สูงมาก!
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระสนมซูได้ฟัง โครงกระดูกนั้นจึงเกิดควันสีดำออกมาเล็กน้อยราวกับว่ากำลังเจ็บปวด
หนานลัวสูดหายใจเข้าพลางเอ่ยถามออกมาว่า “อาจารย์ของเจ้ากำลังทำสิ่งใด?”
“อาจารย์ของข้ากำลังจัดการสิ่งนี้ด้วยความชำนาญ!” หนานเหยาพูดด้วยความพึงพอใจ แต่หนานลัวกลับอุทานออกมา “เหตุใด…ข้ารู้สึกว่าเหมือนเขาจะทำได้ทุกสิ่ง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานเหยาก็พลันเกิดคำถามขึ้นมาในใจ นั่นคืออาจารย์ของตนนั้น แท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่ เหตุใดจึงทำได้หลายสิ่งถึงเพียงนี้?
ส่วนลู่เฉินที่โจมตีอีกฝ่ายอยู่พักหนึ่งก็หยุดมือลง จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “เป็นเช่นไร? ไตร่ตรองดีแล้วหรือไม่?”
“เจ้า! เจ้ารอข้าก่อนเถิด!”
เพียงไม่นาน กระดูกเหล่านี้ก็แตกสลายไปทั้งหมด และกระดูกศักดิ์สิทธิ์ภายในนั้นก็กลายเป็นเพียงแสงสีดำ ก่อนที่จู่ ๆ จะหายไปอย่างกะทันหัน
ลู่เฉินพึมพำออกมา “สามารถใช้เคล็ดวิชาลี้กระดูกได้ นับว่าไม่ธรรมดา!”
หนานเหยาแปลกใจจนรีบวิ่งออกมา “อาจารย์ นางหนีไปแล้ว?”
“อืม ใช้เคล็ดวิชาลี้กระดูกหนีไปเสียแล้ว”
“เคล็ดวิชาลี้กระดูกคือสิ่งใดกัน?” หนานเหยาไม่เข้าใจ ลู่เฉินจึงอธิบาย จากนั้นจึงปล่อยเฮยเย่าและคนอื่น ๆ ไป
เฮยเย่ากล่าวออกมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ไม่ได้ช่วยเหลือท่านหมอเทวดาลู่ แต่กลับสร้างความวุ่นวายให้เสียแล้ว!”
“ไม่เป็นไร” เมื่อลู่เฉินกล่าวจบ เขาก็ปล่อยเหล่าทหารรักษาการณ์ของพระสนมซูออกไป
ทว่าใครจะคาดคิดว่า ในช่วงเวลานั้น ทุกคนกลับได้เห็นภาพที่ต้องทำให้ตกตะลึง!