ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 391 การรวมกันของแมลงอมตะ คิดว่าไร้คู่ต่อสู้อย่างนั้นหรือ?
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 391 การรวมกันของแมลงอมตะ คิดว่าไร้คู่ต่อสู้อย่างนั้นหรือ?
บทที่ 391 การรวมกันของแมลงอมตะ คิดว่าไร้คู่ต่อสู้อย่างนั้นหรือ?
ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสกำลังตกตะลึงอยู่นั้น รูปปั้นมดนั้นก็ถอยหลังออกมา จากนั้นก็ปรากฏอุโมงค์ใต้ดิน
ทุกคนจ้องมองไปยังอุโมงค์ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“เข้ามาเถิด” เจ้าสำนักหันไปพูดกับหานเสี่ยวเฟย
หานเสี่ยวเฟยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดก็เดินเข้าไปยังอุโมงค์ใต้ดินนั้น
เหล่าผู้อาวุโสและคนภายในตำหนักต่างมองหน้ากัน บางคนพูดขึ้นมาว่า “หรือว่าเขาจะถูกแมลงวิญญาณเหล่านั้นแว้งกัดเสียแล้ว?”
“เรื่องนี้พูดยากนัก เพราะแมลงวิญญาณเหล่านั้นรุนแรงและไร้เหตุผลมากเกินไป”
“แมลงวิญญาณนี้ บัดนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถกำราบได้ และไม่รู้ว่าหานเสี่ยวเฟยผู้นี้จะทำได้หรือไม่!”
“เขาอายุยังน้อยนัก ย่อมมีพละกำลังมาก ข้าคิดว่าน่าจะรับมือไหว”
“พูดได้ยาก ตอนนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าไป แต่เมื่อออกมาแล้วก็กลายเป็นคนบ้า”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันไม่หยุดนั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากใต้ดินนี้ และน้ำเสียงนี้ช่างดูน่าเวทนานัก ทำให้ผู้คนในบริเวณนี้ต่างหวาดกลัวขึ้นมา แต่พวกเขากลับไม่กล้าพูดอันใด จึงทำได้เพียงรอคอยเท่านั้น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็เกิดแสงสีแดงสว่างขึ้นมาจากอุโมงค์ใต้ดินนี้อย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งหานเสี่ยวเฟยปรากฏตัวออกมา
แต่หานเสี่ยวเฟยในตอนนี้นั้นมีวิญญาณที่ชั่วร้ายแฝงอยู่
ทุกคนต่างสงสัยว่าหานเสี่ยวเฟยถูกแว้งกัดไปแล้วหรือไม่ ดังนั้นผู้อาวุโสบางคนจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เสี่ยวเฟย เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?”
“ข้าจะเป็นอันใดได้อย่างไร?” หานเสี่ยวเฟยเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
เมื่อทุกคนได้ยินและสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงนี้ยังเป็นหานเสี่ยวเฟย แต่ละคนจึงรู้สึกตื่นเต้น บางคนยังเอ่ยถามหานเสี่ยวเฟยว่า “หมายความว่า เจ้าควบคุมแมลงวิญญาณนั่นได้แล้ว?”
“ควบคุม? ก็ไม่เชิง แต่มันสามารถมอบพลังให้ข้าได้ และข้าก็ช่วยมันได้” หานเสี่ยวเฟยยิ้มชั่วร้าย
ทุกคนไม่รู้ว่าหานเสี่ยวเฟยหมายความว่าอย่างไร แต่หานเสี่ยวเฟยกลับมองไปยังด้านนอกตำหนัก “ข้าจะไปจัดการเจ้าหนุ่มบัดซบสองคนนั้น!”
เมื่อพูดจบ หานเสี่ยวเฟยก็หายตัวไปจากตรงนั้นทันที
ผู้อาวุโสเหล่านั้นรีบนำจิตของตนออกไปจากตำหนักทันที คิดอยากจะไปดูสถานการณ์ด้านนอก
ด้านนอกในขณะนั้น สวีเตาถูกกักขังอยู่ท่ามกลางค่ายกล แม้จะพยายามวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต แต่ศรของลู่เฉินยังคงโจมตีเขาตลอด ทำให้บนร่างกายของเขานั้นเต็มไปด้วยรูพรุน
จนกระทั่งหานเสี่ยวเฟยพุ่งเข้าไปยังค่ายกลและจับสวีเตาไว้ มือซ้ายสร้างแรงหมุนขึ้นมา จากนั้นก็เกิดการหลอมของไอเย็นกลายเป็นกำแพงน้ำแข็ง ป้องกันศรเหล่านั้นที่พุ่งเข้ามา
เห็นเพียงศรเหล่านี้พุ่งไปยังกำแพง บนกำแพงเกิดเพียงแค่รอยร้าวขึ้นมา ไม่ได้ถูกทำลายไป
สวีเตาจึงตกตะลึงขึ้นมา “เจ้า เจ้าหลอมรวมกับแมลงวิญญาณนั่นแล้วหรือ?”
“อืม” หานเสี่ยวเฟยขานรับ
สวีเตาตกตะลึง
ฟาเทียนที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ตกใจเช่นกัน “ผู้อาวุโส เจ้านี่… เหตุใดจู่ ๆ ถึงแข็งแกร่งขึ้นมาได้”
“เขาได้รับแมลงวิญญาณใหม่ และแมลงวิญญาณใหม่นี้ไม่อ่อนแอ” ลู่เฉินเก็บคันธนูกลับมาและจ้องมองไปยังหานเสี่ยวเฟย
หานเสี่ยวเฟยคลายมือออก ปล่อยให้สวีเตายืนอยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงมองลู่เฉินด้วยสายตาเยือกเย็น “ตอนนี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ถึงความน่ากลัวของข้า!”
เมื่อพูดจบ หานเสี่ยวเฟยก็แผ่กระจายไอความเย็นออกมา จากนั้นลู่เฉินจึงถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้นทันที กลายเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งก้อนหนึ่ง
ฟาเทียนและซูฮวาอวิ๋นหวาดกลัวขึ้นมา
คนของสำนักแมลงวิญญาณต่างโห่ร้องขึ้นมา และบรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ภายในตำหนักนั้นต่างก็ดีใจ
สวีเตารู้สึกพึงพอใจ “ช่างเก่งกาจเสียจริง”
หานเสี่ยวเฟยพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง และยังกระโดดทะยานตัวออกมาถึงตรงหน้าฟาเทียนพลางยิ้มด้วยสายตาเย็นชา “หลวงจีนหน้าเหม็น ถึงตาของเจ้าแล้ว!”
เห็นเพียงหานเสี่ยวเฟยรวบรวมฝ่ามือ คิดจะทำให้ฟาเทียนได้รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของตน
ฟาเทียนจึงรีบรวบรวมม่านสีทองนี้ขึ้นมาทันที เพื่อป้องกันการโจมตีของอีกฝ่าย และเมื่อซูฮวาอวิ๋นเตรียมพร้อมที่จะลงมือ เสียงของลู่เฉินก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง “คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า!”
หานเสี่ยวเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหมุนตัวกลับมา และพลันได้เห็นว่าชั้นน้ำแข็งบนตัวลู่เฉินนั้นละลายออกไปเสียแล้ว
“เจ้าออกมาได้อย่างไร?” หานเสี่ยวเฟยแทบจะไม่เชื่อสายตา
ไม่เพียงแต่หานเสี่ยวเฟยเท่านั้น สวีเตาเองก็ยังจ้องมองลู่เฉินราวกับเป็นสิ่งประหลาด ส่วนคนของสำนักแมลงวิญญาณยิ่งตกตะลึง โดยเฉพาะผู้อาวุโสเหล่านั้น
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงไม่เป็นอันใดเลย?”
“นี่ใช่คนหรือไม่?”
“ไม่ใช่ว่าไม่สามารถจัดการเขาได้หรอกนะ?”
เจ้าสำนักจึงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อย่าร้อนใจไป วิญญาณแมลงนั้นยังไม่ได้สำแดงพลังที่แท้จริงออกมา”
พลังที่แท้จริง? คือสิ่งใดกัน?
ไม่มีผู้ใดรู้เกี่ยวกับแมลงวิญญาณนี้ พวกเขาเพียงแค่เคยได้ยิน แต่ไม่เคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของพวกมัน และไม่รู้ถึงพลังที่แท้จริงของพวกมันเลย
พลันในตอนนั้นเอง บนตัวของหานเสี่ยวเฟยก็มีปีกที่ดูคล้ายปีกของแมลงปองอกออกมา และบนปีกนั้นยังแผ่กระจายเงาเลือดออกมาด้วย
ภาพดังกล่าวทำให้ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา
ฟาเทียนยังพูดออกมาด้วยอาการตกใจ “นี่เกิดอันใดขึ้น?”
ซูฮวาอวิ๋นขมวดคิ้ว “ว่ากันว่าสำนักแมลงวิญญาณมีแมลงวิญญาณน่ากลัวตัวหนึ่ง และแมลงวิญญาณนี้ไม่มีผู้ใดสามารถกำราบได้ ดังนั้นจึงได้แต่ปิดผนึกมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า แมลงวิญญาณตัวนี้จะหลอมรวมกับเขาเป็นร่างเดียวแล้ว”
“เก่งกาจหรือไม่?” ฟาเทียนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ว่ากันว่า หลายคนที่พยายามลองหลอมรวมร่างกับมัน ต่างถูกแว้งกัดกันหมด และกลายเป็นบ้าไปในที่สุด หรือไม่ก็กลายเป็นตัวประหลาดไป” ซูฮวาอวิ๋นอธิบาย
เมื่อฟาเทียนได้ยินจึงมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา แต่ลู่เฉินยังคงนิ่งเฉย ทั้งยังหัวเราะออกมาพลางมองไปยังหานเสี่ยวเฟย “เจ้าคิดว่าตัวเองกลายเป็นแมลงแล้วจะเก่งกาจขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าหนุ่ม ตอนนี้ร่างกายของข้ามีเลือดของแมลงอมตะไหลเวียนอยู่!” หานเสี่ยวเฟยพูดด้วยความพึงพอใจ
แมลงอมตะ? คนของสำนักแมลงวิญญาณแต่ละคนพลันตกตะลึงขึ้นมา
ซูฮวาอวิ๋นยิ่งเบิกตากว้างขึ้น “เป็นแมลงอมตะจริง ๆ”
ฟาเทียนแปลกใจ “แมลงอมตะคือสิ่งใดกัน?”
“ว่ากันว่ามีแมลงบางส่วนไม่มีวันตาย ดังนั้นเมื่อหลอมรวมกับร่างกายของมนุษย์ คนผู้นั้นเกรงว่าจะฆ่าไม่ตายเช่นกัน” ซูฮวาอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น
“มีเรื่องลึกลับเช่นนี้ด้วยหรือ?” ฟาเทียนรู้สึกว่าเหลือเชื่อเกินไป
ซูฮวาอวิ๋นพยักหน้า จากนั้นจึงมองไปยังลู่เฉิน แต่ลู่เฉินยังคงยิ้มอย่างมีเลศนัย
เดิมทีหานเสี่ยวเฟยคิดว่าลู่เฉินคงจะต้องหวาดกลัว แต่เมื่อยังเห็นลู่เฉินไร้ซึ่งท่าทางหวาดกลัวและยังหัวเราะเช่นนี้ เขาจึงเบิกตากว้างพลางเอ่ยออกมา “เจ้าหัวเราะทำไมกัน?”
“ข้าหัวเราะเจ้า ที่อีกไม่นานจะกลัวข้า”
“กลัวเจ้า? ช่างน่าตลกนัก!” หานเสี่ยวเฟยพูดอย่างเหยียดหยาม
คนของสำนักแมลงวิญญาณต่างก็คิดว่าลู่เฉินเพียงแค่พูดจาโอ้อวดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนพึมพำออกมา “เจ้าหนุ่มผู้นี้ ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง!”
ทว่าสวีเตารีบหันไปพูดกับหานเสี่ยวเฟยว่า “เร็วเข้า ฆ่าเขาซะ!”
“ข้าจะลงมือเดี๋ยวนี้” เมื่อหานเสี่ยวเฟยพูดจบ ปีกบนตัวจึงเริ่มเคลื่อนไหว จากนั้นทั้งตัวก็ดูราวกับเงาเลือดที่สว่างขึ้นมา
คนของสำนักแมลงวิญญาณจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
แต่เมื่อหานเสี่ยวเฟยไปถึงตรงหน้าลู่เฉิน เขากลับหยุดลงอย่างกะทันหัน และทั่วทั้งร่างกายกลับไม่สามารถขยับได้ แม้แต่ปีกที่ขยับอยู่นั้นก็ดูช้าลงเรื่อย ๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งร่างจึงลอยอยู่กลางอากาศ
“นี่… เกิดสิ่งใดขึ้น?” เมื่อหานเสี่ยวเฟยพบว่าร่างกายของตนเสียการควบคุมไปเล็กน้อย เขาจึงเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมา
คนของสำนักแมลงวิญญาณต่างก็แปลกใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
สวีเตาพูดด้วยความร้อนใจขึ้นมา “เกิดอันใดขึ้นกับเจ้า?”
“อาจารย์ ข้าเองก็ไม่รู้ พลังในร่างกายของข้า ดูเหมือนว่าจะถูกอันใดบางอย่างพันธนาการไว้” หานเสี่ยวเฟยพูดด้วยความกังวลใจ
สวีเตาเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ?!”
ฟาเทียนและซูฮวาอวิ๋นที่อยู่อีกด้านหนึ่งต่างก็อยากรู้เช่นกันว่าเกิดเรื่องใดขึ้น จนกระทั่งลู่เฉินมองไปยังหานเสี่ยวเฟย
“ข้าจะบอกความจริงแก่เจ้า หลังจากที่เจ้าหลอมรวมกับแมลงอมตะอันใดนั่น ก็กลายเป็นร่างของแมลง ตราบใดที่เป็นร่างของแมลงนั้นได้ ข้าย่อมมีวิธีทำให้มันหวาดกลัวได้”
“หวาดกลัว?” หานเสี่ยวเฟยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายความเช่นไร ดังนั้นเขาจึงหลับตาลงทันที จากนั้นก็แทรกจิตเข้าไปยังแสงสีเลือดที่สว่างอยู่ของ ‘แมลงปอ’ และพลันเอ่ยถามด้วยความร้อนใจว่า “แท้จริงแล้วเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”