ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 392 รอยคันธนูและรอยสายฟ้ารวมตัวกันเป็นตราประทับอักขระยันต์ที่พิเศษ
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 392 รอยคันธนูและรอยสายฟ้ารวมตัวกันเป็นตราประทับอักขระยันต์ที่พิเศษ
บทที่ 392 รอยคันธนูและรอยสายฟ้ารวมตัวกันเป็นตราประทับอักขระยันต์ที่พิเศษ
แมลงตัวนี้ส่งเสียงเย็นชาออกมาว่า “เจ้าสงสัยในความสามารถของข้าหรือ?”
“ไม่ ไม่กล้า!” หานเสี่ยวเฟยหวาดกลัวจนจิตวิญญาณสั่นสะท้านไปหมด
“ไม่กล้าก็ดี!” น้ำเสียงนั้นตะโกนขึ้นมา
หานเสี่ยวเฟยกลับไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าถามอันใดมากนัก
ขณะนั้นเอง แมลงปอเลือดตัวนั้นจึงส่งเสียงเย็นชาออกมา “พลังที่ข้ามอบให้เจ้า ทำให้เจ้าไม่ตาย แต่ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดเจ้าหนุ่มผู้นี้จึงสามารถทำให้พลังในร่างกายเจ้าไม่สามารถสำแดงออกมาได้!”
“สำแดงออกมาไม่ได้? เช่นนั้นข้าจะไม่กลายเป็นท่อนไม้หรือ? ให้ผู้อื่นโจมตีได้อย่างง่ายดาย?” เมื่อหานเสี่ยวเฟยคิดถึงการหลอมรวมของตนและแมลงนี้ ก็เพื่อให้ตนได้รับพลังของแมลง แต่ตอนนี้กลับไม่สามารถใช้ได้ นั่นหมายความว่าตนเป็นได้เพียงแค่ฝ่ายถูกทำร้ายเท่านั้น
นี่จึงทำให้หานเสี่ยวเฟยไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
แมลงปอเลือดตะโกนขึ้นมา “ไร้ประโยชน์!”
หานเสี่ยวเฟยไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไร แมลงปอเลือดจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาออกมาอีกครา “มอบอำนาจการควบคุมร่างกายมาให้ข้า ข้าจะช่วยเจ้า!”
“เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าจะไม่แว้งกัดข้า?”
“วางใจเถิด ข้าจะไม่แว้งกัดเจ้า” แมลงปอเลือดรับปาก
หานเสี่ยวเฟยจึงทำได้เพียงมอบอำนาจในการควบคุมร่างกายให้แก่แมลงปอเลือด จากนั้นหานเสี่ยวเฟยก็แทรกจิตออกมาและทำได้เพียงแค่มองดูอยู่เงียบ ๆ
ขณะนั้นเอง ร่างกายของหานเสี่ยวเฟยก็มีเงาเลือดสว่างวาบออกมา ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีแดงเลือด
ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา โดยเฉพาะคนของสำนักแมลงวิญญาณ แต่ละคนต่างก็ชี้ไปยังหานเสี่ยวเฟยพลางพูดออกมาว่า “ดูนั่น เขาถูกแว้งกัดแล้ว”
“หรือว่าเขาจะกลายเป็นบ้าขึ้นมาเช่นกัน?”
“เช่นนั้นจบเห่แน่?”
สวีเตาที่นอนได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่นั้นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงเริ่มกังวลใจขึ้นมา “ตื่น!”
ขณะนั้นเอง เสียงเย็นชาของชายชราในร่างของหานเสี่ยวเฟยพลันพูดขึ้นมาว่า “เพียงแค่ยืมเท่านั้น ตื่นเต้นทำไมกัน?”
สวีเตาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันได้แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมา หานเสี่ยวเฟยก็มองไปยังลู่เฉินด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าหนุ่ม เจ้าจะยอมแพ้? หรือว่าต้องให้ข้าลงมือ?”
“เจ้าคิดว่าเจ้าลงมือตอนนี้จะสำแดงพลังออกมาได้เพียงใดกัน?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังหานเสี่ยวเฟย
หานเสี่ยวเฟยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากข้าระเบิดออกมา เพียงฆ่าเจ้าได้ก็พอ!”
“เช่นนั้นเจ้าจงลองดู!” ลู่เฉินยิ้ม
หานเสี่ยวเฟยกลับบินสูงยิ่งขึ้น และพูดจากที่สูงด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าคงไม่คิดว่า ข้าจะเข้าใกล้เจ้าหรอกนะ?”
“ก็แล้วแต่เจ้าจะรู้สึก”
ชั่วอึดใจถัดมา เงาเลือดรอบกายหานเสี่ยวเฟยแข็งแกร่งขึ้น จนในที่สุดเงาเหล่านี้ก็กลายเป็นเงาแมลงปอสีเลือดตัวเล็กมากมาย แต่ละตัวก็พุ่งเข้าไปหาลู่เฉิน
ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าลู่เฉินเพียงยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับกาย และปล่อยให้เงาเหล่านี้พุ่งสู่ร่างกายของตน
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเอ่ยบางอย่างออกมาว่า “พลังเพียงเท่านี้หรือ?”
“เหตุใดการโจมตีของข้าจึงไม่เป็นผลกับเจ้า?” น้ำเสียงภายในร่างของหานเสี่ยวเฟยเต็มไปด้วยความสงสัย
“เพราะว่าเจ้าอ่อนแอเกินไป!” สิ้นคำนั้น เขาก็นำคันธนูออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเล็งไปยังหานเสี่ยวเฟย
เสียงภายในร่างของหานเสี่ยวเฟยตะโกนขึ้นมาว่า “ข้าเป็นแมลงอมตะ เจ้าสังหารข้าไม่ได้!”
“หากฆ่าไม่ตาย แต่ข้าก็มีวิธีจัดการกับเจ้า!” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็เพิ่มพลังต่อไป ขณะเดียวกันค่ายกลรอบ ๆ นี้ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อลู่เฉินปล่อยสายธนูออกไป รอบ ๆ ค่ายกลพลันเกิดสายฟ้าสว่างวาบขึ้นมา ฟาดลงไปยังร่างกายของหานเสี่ยวเฟย และธนูนั้นก็แทงเข้าไปในร่างของหานเสี่ยวเฟย
คนของสำนักแมลงวิญญาณตกตะลึง แต่เสียงในร่างของหานเสี่ยวเฟยยังคงคำรามออกมา ดูเหมือนทั้งร่างกายนั้นจะไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ “ข้าบอกแล้วว่าตัวข้าฆ่าไม่ตาย!”
ภาพดังกล่าวทำให้คนของสำนักแมลงวิญญาณรู้สึกราวกับมีความหวังขึ้นมา
สวีเตาถอนหายใจด้วยความโล่งใจ “แมลงอมตะ ช่างเก่งกาจนัก!”
ฟาเทียนและซูฮวาอวิ๋นกังวลใจขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร จึงได้แต่พึมพำออกมาว่า “แมลงอมตะนี้นับว่าไม่ง่ายนัก!”
ขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกว่าแมลงอมตะนี้ฆ่าไม่ตาย ลู่เฉินก็นำธนูออกมาอีกครั้งและรวบรวมพลัง อีกทั้งสายฟ้ายังคงสลับกันโจมตีต่อไป
เสียงภายในร่างของหานเสี่ยวเฟยหัวเราะลั่น “อย่าสิ้นเปลืองพลังนักเลย มันไม่มีประโยชน์ อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่สามารถสังหารข้าได้”
แต่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจและยังคงทำต่อไป
ทุกคนจึงสงสัยว่าเหตุใดลู่เฉินยังคงเสียเวลาอยู่เช่นนั้น แต่หานเสี่ยวเฟยกลับปล่อยให้ร่างของตนถูกลู่เฉินโจมตีอย่างง่ายดาย จนกระทั่งลู่เฉินเก็บธนูกลับมาพลางคลี่ยิ้ม “เรียบร้อย”
“เรียบร้อย?”
ทุกคนไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นหมายถึงสิ่งใด
หานเสี่ยวเฟยจึงเอ่ยถามอย่างเยาะเย้ยว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำอันใดเรียบร้อยอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าลองดู ข้าทิ้งรอยประทับไว้บนร่างกายของเจ้า” ลู่เฉินยิ้ม
ครั้นหานเสี่ยวเฟยมองสำรวจร่างกายของตนเองก็พบว่ามีหลายจุดที่มีรอยประทับของธนูและยังเป็นจุดสีดำ ขณะเดียวกันยังมีรอยจากการถูกสายฟ้าฟาดเมื่อครู่ซึ่งเป็นรอยไหม้
แต่แมลงในร่างของหานเสี่ยวเฟยนั้นยังคงไม่เข้าใจ “เจ้าคิดว่าทำรอยประทับเช่นนี้แล้วจะสามารถสังหารข้าได้อย่างนั้นหรือ?”
“ตอนนี้ยังฆ่าเจ้าไม่ได้ แต่ก็สามารถกักขังเจ้าได้!” ลู่เฉินยิ้มบาง ๆ จากนั้นจึงใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’
เมื่อ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ สัมผัสได้ถึงรอยประทับบนร่างของหานเสี่ยวเฟย ลู่เฉินจึงเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา จากนั้นรอยประทับเหล่านี้ก็เกิดแสงสีดำสว่างวาบขึ้นมา
เพียงไม่นาน หานเสี่ยวเฟยก็รู้สึกว่าไม่สามารถสำแดงพลังออกมาได้ ทั้งร่างจึงค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้นดิน
บึ้ม!
ร่างของหานเสี่ยวเฟยตกกระแทกลงบนกองหิน ทั้งร่างมีเลือดไหลออกมาทันที คนของสำนักแมลงวิญญาณต่างก็แปลกใจว่าเมื่อครู่นี้เกิดเรื่องใดขึ้น
ฟาเทียนและซูฮวาอวิ๋นมีสีหน้าสับสนขึ้นมา
มีเพียงลู่เฉินที่เดินมายิ้มให้หานเสี่ยวเฟยที่นอนบาดเจ็บสาหัสอยู่ตรงหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้านั้นฆ่าไม่ตาย แต่ข้าสามารถทิ้งอักขระยันต์ผนึกแมลงไว้บนร่างกายเจ้าได้ ผนึกพลังแมลงของเจ้าเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าพลังใดเจ้าก็ไม่สามารถใช้ได้”
แววตาของหานเสี่ยวเฟยแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา “เจ้าสร้างอักขระยันต์บนร่างของข้าเมื่อใดกัน!?”
“ก็เมื่อครู่ ธนูผสมกับสายฟ้า แกะสลักเพียงเล็กน้อยก็ได้แล้ว” ลู่เฉินยิ้ม
หานเสี่ยวเฟยตกตะลึง “เจ้านำร่างกายนี้มาเป็นของแกะสลักอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ ร่างกายนี้ก็เป็นเพียงสิ่งของว่างเปล่า ส่วนเจ้า ตอนนี้ก็อยู่ภายในสิ่งของนี้ เหมือนวิญญาณในตุ๊กตานั่นที่จะโดนกักขังไว้ในนี้ตลอดไป”
แมลงอมตะที่อยู่ในร่างของหานเสี่ยวเฟยไม่พอใจ ทั้งยังพูดออกมาด้วยความตระหนก “เจ้า! เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว!”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินยิ้มเย้ยหยัน
แมลงภายในร่างของหานเสี่ยวเฟยเริ่มต่อต้าน เห็นเพียงแสงสีแดงแผ่กระจายออกมาจากร่างของหานเสี่ยวเฟย และร่างกายนี้ก็เริ่มพองขึ้น
เมื่อคนของสำนักแมลงวิญญาณเห็นภาพดังกล่าว ต่างก็พากันสงสัยว่าร่างกายของหานเสี่ยวเฟยนั้นจะระเบิดหรือไม่
หานเสี่ยวเฟยจึงรีบแทรกจิตเข้าไปด้วยความกังวลใจ ทั้งยังตะโกนพูดกับแมลงตัวนั้นว่า “เจ้าทำเช่นนี้จะทำให้ร่างกายของข้าเสียหายได้!”
“การรักษาร่างกายสำคัญ หรือการรักษาชีวิตไว้สำคัญ?” แมลงตัวนี้ตอบกลับ
“ข้า”
“ถ้าหากไม่อยากถูกเจ้าหนุ่มผู้นี้จับ จงรีบนำวิญญาณของเจ้ามาหลอมรวมกับข้าทันที เช่นนี้ข้าจึงจะสามารถระเบิดพลังที่แข็งแกร่งออกมาได้ ทำให้ร่างนี้ระเบิดผนึกออกไปได้” แมลงตัวนี้เริ่มพูดจาล่อลวง
เมื่อได้ยินดังนั้น หานเสี่ยวเฟยจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“หากเจ้ายังไม่ตัดสินใจ อีกไม่นานเมื่อเขากักขังพวกเราแล้ว เจ้าจะตายด้วยสภาพที่ย่ำแย่กว่านี้!”
หานเสี่ยวเฟยกัดฟันก่อนจะตอบออกมาว่า “ได้!”
“ดี!”
ครั้นแมลงตัวนี้เอ่ยออกมาด้วยความยินดี จึงได้พุ่งเข้าไปเพื่อนำวิญญาณของหานเสี่ยวเฟยมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน
จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บนร่างกายของหานเสี่ยวเฟย