ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 400 เกราะวิญญาณแมลงสีทองที่เปราะบางราว ‘เปลือกไข่’
บทที่ 400 เกราะวิญญาณแมลงสีทองที่เปราะบางราว ‘เปลือกไข่’
ลู่เฉินมองไปที่ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้สึกได้!”
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าเป็นเพียงมนุษย์ผู้ต่ำต้อย ฝึกบำเพ็ญถึงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ เจ้าจะรู้ได้อย่างไร!” ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองเอ่ยอย่างดูถูก
“ต่ำต้อย? ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าผู้ใดกันแน่ที่กำลังถูกข้าทรมานเจียนตายในยามนี้!” ลู่เฉินยิ้มให้ตั๊กแตนตำข้าวแขนทอง
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองปฏิเสธที่จะยอมรับ “ข้ายังสบายดี!”
หลังจากพูดเช่นนั้น ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็เริ่มหดตัวเป็นลูกทรงกลม และถูกปกคลุมด้วยแสงสีทอง จากนั้นก็มีเปลือกทองคำพิเศษอีกชั้นบนพื้นผิว ราวกับว่าเป็นเปลือกไข่ห่อหุ้มไว้ข้างใน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็รู้สึกว่าจิตวิญญาณของมันรู้สึกดีขึ้นมาก และพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เห็นหรือไม่เล่า?”
ลู่เฉินจ้องมองที่เปลือกสีทองแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “น่าสนใจ ถึงกับสร้างเกราะวิญญาณแมลงสีทองโบราณออกมาได้!”
“ถูกต้อง เกราะวิญญานแมลงสีทองของข้าไม่เพียงแต่ต้านทานการโจมตีด้วยอาคมเท่านั้น แต่ยังปกป้องวิญญาณของข้าจากพลังแทรกแซงจากภายนอกอีกด้วย” ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองกล่าวอย่างมีชัย
ลู่เฉินมองดูมันด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าวางแผนที่จะซ่อนตัวอยู่ในนั้นตลอดไปหรือ”
“ข้าจะซ่อนอยู่ในนี้และพักผ่อนให้เต็มที่!” ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองกล่าว
“แต่ข้าไม่มีเวลารอให้เจ้าพักหรอกนะ” ลู่เฉินหัวเราะแปลก ๆ
“ทำไมเล่า เช่นนี้แล้วเจ้ายังต้องการทำร้ายข้าอีกหรือ?” ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองเอ่ยยั่วยุ
ลู่เฉินเดินไปด้านหน้า ส่วนตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็ควบคุม ‘เปลือกไข่’ ให้ลอยขึ้นไปกลางอากาศ และพูดอย่างภาคภูมิใจจากที่สูงว่า “มาสิ เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกขั้นหลอมแก่นแท้ตัวเล็ก ๆ หรือคิดว่าจะไล่ตามข้าได้ทัน?”
มันรู้ว่าอีกฝ่ายเคลื่อนไหวเร็วมาก แต่มันเองก็อยู่สูงมากเช่นกัน
ชายหนุ่มยังคงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไร ข้าแค่ต้องเพิ่มอันใดบ้างอย่างอีกเล็กน้อยในอาณาจักรวิญญาณแมลงแห่งนี้ แล้วเจ้าก็จะบินไม่ได้แล้ว”
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองไม่เชื่อ มันพูดอย่างอวดดีว่า “ไม่ว่าเจ้าจะทำอันใด ข้าก็ยังไม่เป็นไร!”
“โอ้? เจ้าแน่ใจหรือ?”
“ไร้สาระ ด้วยเกราะวิญญาณแมลงสีทองนี้ จิตวิญญาณของข้าจะไร้รอยขีดข่วนใด ๆ” ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองกล่าวอย่างได้ใจ
ลู่เฉินยิ้มเล็กน้อย ไม่สนใจอีกฝ่าย และเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงที่นี่ต่อไป
หลังจากนั้นไม่นาน ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็ค่อย ๆ ค้นพบว่ามีพลังอยู่ในอากาศ และเมื่อมันดันตัวเองลงไป ก็เอ่ยอย่างฉงนใจว่า “เกิดอันใดขึ้น?”
“ข้าจะบีบอัดท้องฟ้าเหนืออาณาจักรวิญญาณแมลงของเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้” ลู่เฉินมองมันด้วยรอยยิ้ม
“เป็นไปไม่ได้!” ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไร นี่คือโลกแห่งวิญญาณแมลงของมันเอง ไม่ว่าลู่เฉินจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้
ทว่าความจริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น เพราะตั๊กแตนตำข้าวแขนทองอยู่ใน ‘เปลือกไข่’ และมันถูกกดลงกับพื้นทันที ทำให้มันลอยไม่ได้ มันจึงกลิ้งไปกับพื้นแทน
ลู่เฉินยิ้ม “อย่าหนีสิ!”
เมื่อพูดจบ เขาก็ใช้เคล็ดวิชาเถาวัลย์ธรณีเพื่อเกี่ยวรัด ‘เปลือกไข่’ เอาไว้
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองที่อยู่ใน ‘เปลือกไข่’ ไม่มีแรงมากพอที่จะหลุดพ้นจากเคล็ดวิชาเถาวัลย์ธรณี ดังนั้นมันจึงทำได้เพียงพูดในอากาศว่า “อย่างแย่ที่สุด ข้าก็แค่อยู่ที่นี่!”
“เจ้าจะได้รู้ว่าเจ้าไม่สามารถไปไหนได้ทั้งนั้น” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็เดินไปเขียนอักขระยันต์ลงบน ‘เปลือกไข่’ นี้
หลังจากนั้นไม่นาน อักขระจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นบน ‘เปลือกไข่’
เมื่อเห็นอักขระยันต์ ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็รู้สึกถึงลางร้าย “เจ้าคงจะไม่ได้ทิ้งอักขระไว้บนร่างของข้ากระมัง”
“ใช่ มันเหมือนกับอาณาจักรวิญญาณแมลงของเจ้า แต่คราวนี้ ข้าสลักคาถาผนึกวิญญาณ เพื่อไม่ให้เจ้าใช้พลังวิญญาณใด ๆ ได้” ลู่เฉินยิ้มให้กับ ‘เปลือกไข่’
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองคิดว่าอีกฝ่ายล้อเล่น แต่เมื่อมันลองใช้งานพลังวิญญาณของมัน ก็พบว่าพลังวิญญาณของมันถูกผูกมัดไว้จริง ๆ มันจึงกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ “เจ้าต้องการสิ่งใด!”
“ข้าบอกไปแล้ว จงติดตามข้า หรือจะรออีกประเดี๋ยว ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าเมื่อเจ้าไม่สามารถใช้พลังวิญญาณแมลงได้ เจ้าจะต้องเจ็บปวด!”
เดิมทีตั๊กแตนตำข้าวแขนทองคิดว่าอีกฝ่ายเพียงพูดเล่น แต่เมื่อจิตวิญญาณของลู่เฉินแทรกซึมเข้าไปใน ‘เปลือกไข่’ และร่ายคาถาปราบภูตผี มันก็เอ่ยอย่างประนีประนอมทันที “เอาล่ะ พอได้แล้ว!”
“เหตุใดเล่า? ยอมแล้วหรือ?”
“ข้ายังจะปฏิเสธได้หรือไม่เล่า!” ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองถามอย่างหดหู่
“ประเสริฐ!”
“แล้วเจ้าช่วยแก้ผนึกให้ข้าได้หรือยัง?”
“ไม่รีบร้อน ข้าต้องประทับตราไม่ให้เจ้าหนีไปได้” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็ทิ้งตราประทับวิญญาณไว้บนวิญญาณของมัน ส่วนตั๊กแตนตำข้าวแขนทองเมื่อเห็นว่ามีตราประทับวิญญาณเพิ่มเข้ามาก็เอ่ยอย่างหดหู่ “เจ้าไม่ใช่มนุษย์!”
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าไม่ใช่มนุษย์ ดังนั้นเจ้าอย่ามาทำให้ข้าต้องโหโมเชียว” สิ้นคำนั้น เขาก็คลายพลังของ ‘เปลือกไข่’ และปล่อยให้อีกฝ่ายฟื้นตัว จากนั้นลู่เฉินก็คลายอักขระบางส่วนในอาณาจักรวิญญาณแมลง เพื่อให้ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองควบคุมโลกของมันได้อีกครั้ง
หลังจากที่ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองกลับมาเป็นอิสระ มันก็พูดอย่างขมขื่นว่า “เจ้าต้องการอันใด?”
“ข้าบอกแล้ว ติดตามข้า”
“แต่ข้าออกไปไม่ได้” ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองพยายามหลบเลี่ยง
“ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วว่าข้ามีวิธีทำลายผนึก”
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองยังคงไม่เชื่อ แต่มันไม่ได้พูดอันใด เพียงดูว่าลู่เฉินวางแผนจะทำสิ่งใดต่อไป
ยามนี้ชายหนุ่มหายตัวไปและออกมาด้านนอก
ด้านนอกในตอนนี้ ทุกคนเห็นว่าโครงกระดูกเริ่มส่องแสงสีทอง
แมลงปอเลือดและแมงอมตะพลันมีความสุขอย่างมาก “ดูสิ แมลงบรรพกาลตัวนี้ได้ฆ่าเด็กคนนั้นแล้วและกำลังจะตื่นขึ้นมา”
สีหน้าของฟาเทียนและคนอื่น ๆ เปลี่ยนไปอย่างมาก
ทว่าทันใดนั้น ร่างของลู่เฉินพลันปรากฏขึ้น แมลงปอเลือดและแมลงอมตะจึงตกตะลึง “นี่มัน…เป็นไปได้อย่างไร”
ลู่เฉินไม่สนใจแมลงอมตะ แต่วางมือข้างหนึ่งไว้บนโครงกระดูกตั๊กแตนตำข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโคจร ‘พลังแมลง’ ลงไป โครงกระดูกก็เริ่มปรากฏผนึกสีดำ
ด้วยเหตุนี้ในลมหายใจถัดมา ทุกคนจึงเห็นเส้นแสงสีดำกะพริบบนโครงกระดูกตั๊กแตนตำข้าว
“ตราประทับนี้ น่าสนใจนัก” ชายหนุ่มพบว่ามีแมลงนับไม่ถ้วนอยู่ในตราประทับ และแมลงเหล่านี้ยืนเหมือน ‘ยาม’ ในพื้นที่ของผนึก
เป็นเพราะแมลงเหล่านี้ ทำให้ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองในโครงกระดูกแมลงไม่สามารถหลบหนีได้
เมื่อลู่เฉินเอื้อมมือไปสัมผัสมัน แมลงเหล่านั้นก็ ‘ฟื้นคืนชีพ’ ทีละตัว จากนั้นก็ต้องการที่จะรีบออกจากผนึกเพื่อโจมตีลู่เฉิน แต่ลู่เฉินได้เพิ่มอักขระยันต์บนผนึกอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันออกมา
พวกแมลงเหล่านี้ไม่ยอมรับ จึงเริ่มบ้าคลั่งกันอยู่ในนั้น
ชายหนุ่มสังเกตอย่างละเอียดและพบว่า แมลงเหล่านี้เป็นแมลงประหลาด บางชนิดมีหนวดนับไม่ถ้วน บางชนิดมีปีกหลายคู่ ทั้งยังมีหางหลายหาง แต่ไม่ว่าจะเป็นแมลงชนิดใด พวกมันล้วนมีสีดำและทรงพลังมาก
ทว่าลู่เฉินไม่กลัวพวกมัน และจงใจทิ้งช่องเล็ก ๆ ไว้ในผนึกเพื่อให้แมลงออกมาก่อน ก่อนจะกลืนกินพลังของมัน
ดังนั้นเมื่อแมลงปอเลือดและแมลงอมตะ รวมถึงฟาเทียนเห็นลู่เฉินโยนซากแมลงประหลาดทิ้งไป พวกเขาก็ต่างตื่นตกใจ
ส่วนตั๊กแตนตำข้าวแขนทองที่ถูกผนึกไว้ที่นั่นก็ตกใจเป็นอย่างมาก “หรือว่าเขาจะสามารถทำลายผนึกบนโครงกระดูกของข้าได้จริง ๆ”
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสงสัย เม็ดยาสีขาวเม็ดที่สี่ ‘เม็ดยาแมลง’ ของลู่เฉินก็ค่อย ๆ ถูกเติมเต็ม