ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 405 มีคนมือถือสากปากถือศีล!
บทที่ 405 มีคนมือถือสากปากถือศีล!
สวีเตากลัวมากจนสองขาสั่นเทาขณะมองไปที่ลู่เฉิน “ใต้…ใต้เท้า ข้าไปได้หรือยังขอรับ?”
“เจ้าคิดว่าความเร็วของเจ้าเร็วกว่าเขาหรือไม่?” ลู่เฉินมองไปที่สวีเตา ส่วนสวีเตาเห็นชายชราเหล่านั้นถูกกัดกลืนวิญญาณไปเมื่อครู่ เขาจึงล้มเลิกความคิดนี้ทันที
ลู่เฉินพูดกับเขาว่า “หากไม่อยากตายก็ยืนอยู่เฉย ๆ”
สวีเตาดูตื่นตระหนกขึ้นมาทันที โดยเฉพาะผู้เฒ่าเจียงที่กำลังคุ้มคลั่งเดินสี่ขาอยู่บนพื้น รัศมีเปลวไฟโหมกระหน่ำอยู่บนร่างของเขา กระทั่งจมูกของเขายังพ่นไฟออกมาด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเสียงขลุ่ยดังขึ้น ผู้เฒ่าเจียงก็จะแข็งแกร่งขึ้นและคุ้มคลั่งมากยิ่งขึ้น
ลู่เฉินสงสัยว่ามีใครบางคนเล่นเล่ห์กลอยู่ในความมืด เขาคิดไม่ถึงว่าจะมีเสียงขลุ่ยที่ทรงพลังถึงเพียงนี้
เวลานี้ผู้เฒ่าเจียงลงมือแล้ว เขาอ้าปากและพ่นลูกไฟขนาดใหญ่ใส่ลู่เฉิน ความเร็วนั้นเร็วมากและทรงพลังมากเช่นกัน ทำให้ลู่เฉินต้องถอยหลังไปหลายก้าว
ส่วนพลังของการสะท้อนกลับ เมื่อมันโดนผู้เฒ่าเจียง เขาก็ร้องโหยหวนออกมา แต่ราวกับว่าเขาไม่กลัวความตาย จึงยังคงโจมตีลู่เฉินและโดนสะท้อนกลับไป
เหตุการณ์นี้ยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งครั้งที่สิบกว่า เมื่อผู้เฒ่าเจียงล้มลงกับพื้น จิตวิญญาณของเขาพลันถูกห่อหุ้มด้วยลูกบอลเพลิง เขากำลังคิดจะหลบหนี แต่ลู่เฉินตาไวจึงเรียกกู่ฉินเพลิงโบราณออกมาแล้วดึงเขาเข้าไป
เมื่อเห็นฉากนี้แล้ว สวีเตาก็ตกตะลึงจนตาค้าง
ส่วนลู่เฉินนั้นกำลังมองผู้เฒ่าเจียงที่ติดอยู่ภายในกู่ฉินเพลิงโบราณ เห็นเพียงว่าสติของชายชรายังชัดเจนอยู่แล้ว แต่หลังจากที่พบว่าตัวเองติดอยู่ในที่มืดก็เริ่มตื่นตระหนกทันที
ลู่เฉินพูดกับอีกฝ่ายว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากถูกกำจัด ก็ตอบคำถามของข้าดี ๆ!”
“เจ้า เจ้าอยากให้ข้าตอบอันใด?” ชายชราถามกลับอย่างโกรธเคือง
“เสียงขลุ่ยเมื่อครู่เป็นของผู้ใด?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร?” ชายชราดูเหมือนจะไม่รู้
“ไม่รู้?”
ชายชราพูดด้วยความโกรธว่า “เป็นเพราะเสียงนี้ ทำให้ข้าเสียสติไป!”
“โอ้? ไม่ใช่ของเจ้า?”
“ย่อมไม่ใช่!” ชายชรายืนยัน
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าได้ยินอันใดอีกนอกจากเสียงขลุ่ย?” ชายหนุ่มต้องการทราบว่าเสียงขลุ่ยนั้นมีพลังใดอีกบ้าง
แต่ชายชราต้องการเจรจาข้อตกลงกับลู่เฉิน เขาจึงเอ่ยว่า “หากข้าบอกเจ้า เจ้าจะปล่อยข้าไปใช่หรือไม่?”
“ไม่มีทาง”
“แล้วเหตุใดข้าต้องบอกเจ้า” ชายชราพูดอย่างโกรธเคือง
“เจ้าเลือกที่จะไม่บอกข้าได้ แต่อีกเดี๋ยวข้าจะทำลายจิตวิญญาณของเจ้า”
คำพูดนี้ทำให้ผู้เฒ่าเจียงโกรธ “เจ้าคิดว่าเจ้าจะขู่ข้าได้งั้นหรือ”
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า?” คำพูดของลู่เฉินทำให้ผู้เฒ่าเจียงไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอย่างไร
“สิบลมหายใจ หลังจากสิบลมหายใจ หากเจ้ายังไม่ตอบ ข้าจะไม่เกรงใจเจ้าแล้ว!”
คำเตือนของลู่เฉินทำให้ผู้เฒ่าเจียงกลัว “เอาล่ะ ก็ได้ มาคุยกัน!”
“พูดมา!”
“เสียงขลุ่ยนั่นมีเสียงผู้หญิง นางบอกข้าว่าตราบใดที่ข้าฟังนาง ข้าจะได้รับพลังอันยิ่งใหญ่ แล้วข้าจะฆ่าเจ้าได้ ส่วนจะเกิดอันใดขึ้นต่อไปนั้น ข้าไม่รู้ เพราะข้ายอมรับด้วยพลังที่นางมอบให้ข้า แล้วข้าก็ค่อย ๆ สูญเสียความเป็นตัวเองไป!”
“โอ้ ผู้หญิง เสียงขลุ่ย?” ลู่เฉินตกอยู่ในห้วงความคิด
“ใช่!”
ลู่เฉินนึกถึงคนคนหนึ่งและพึมพำในใจ ‘นางไม่น่าจะมีชีวิตอยู่!’
บุคคลที่เขากำลังนึกถึงคือสตรีผู้มีความสามารถในกลุ่มที่เรียกว่า พันธมิตรวิถีแห่งเต๋าเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน และสตรีผู้นี้ก็มีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คนผ่านทางเสียง ซึ่งเสียงที่ใช้มากที่สุดคือ เสียงขลุ่ย
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงตั้งฉายาให้นางว่า เซียนขลุ่ย
เซียนขลุ่ยผู้นี้ทำงานให้กับสำนักเหมันต์สงัดและพันธมิตรวิถีเต๋า ดังนั้นลู่เฉินจึงต่อสู้กับนางไปหลายยก ในที่สุดก็ฆ่านางได้สำเร็จ ทว่าตอนนี้นางปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง นั่นทำให้ลู่เฉินต้องขมวดคิ้ว “หรือว่าจะเป็นลูกหลานสำนักเดียวกันกับนาง?”
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่รู้ ดังนั้นมีเพียงต้องจับเจ้าของเสียงให้ได้ จึงจะรู้ความเป็นมาของอีกฝ่าย
ชายหนุ่มหันไปมองผู้เฒ่าเจียงแล้วถามว่า “ถ้าเจ้าได้ยินเสียงของนางอีกครั้ง เจ้าแยกแยะมันได้หรือไม่?”
“ได้” ผู้เฒ่าเจียงตอบ
“แล้วหม้อปรุงยาเพลิงใบเล็กนั้นอยู่ที่ไหน?” ลู่เฉินยังคงถามต่อไป
ผู้เฒ่าเจียงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบออกไป
หลังจากรู้แล้ว เขาก็ขอให้ผู้เฒ่าเจียงอยู่ในกู่ฉินเพลิงโบราณต่อ ส่วนลู่เฉินดึงจิตสัมผัสกลับมา ก่อนจะมองไปยังสวีเตาที่ยังไม่ได้สติแล้วเอ่ยว่า “ไป”
“ไปไหน?” สวีเตาไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน
ลู่เฉินเดินไปรอบ ๆ กับสวีเตาจนกระทั่งเขามาถึงห้องลับ หลังจากเปิดห้องลับแล้ว เขาก็เห็นว่าที่นี่มีศาสตราวุธมากมาย
เมื่อชายหนุ่มไปหาสิ่งที่เรียกว่า หม้อปรุงยาเพลิงใบเล็กตามคำพูดของผู้เฒ่าเจียง เขากลับพบว่าไม่มีอันใดอยู่ที่นั่น
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นและถามผู้เฒ่าเจียงว่า “เจ้าไม่ได้บอกว่าหม้อปรุงยาอยู่บนชั้นนี้หรือ?”
“ใช่ ข้าเพิ่งเห็นเมื่อไม่กี่วันก่อน” ผู้เฒ่าเจียงร้อนใจแล้ว
“เจ้าแน่ใจนะว่าเห็น?”
“ใช่!” ผู้เฒ่าเจียงยืนยัน
“ถ้าอย่างนั้น ที่นี่มีอันใดอีกหรือไม่?”
“ไม่มี!” ผู้เฒ่าเจียงส่ายหัว
ความจริงจังของลู่เฉินเพิ่มมากขึ้น เขาควานหาเตาเก็บยาบนชั้นวางของ หลังจากใช้จิตสัมผัสแล้ว เขาก็พบว่าก่อนหน้านั้นมีศาสตราวุธอยู่จริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นประเภทเปลวไฟอีกด้วย
แต่เหตุใดสิ่งนี้ถึงหายไป ลู่เฉินพลันถามขึ้นว่า “ปกติแล้วใครมีคุณสมบัติที่จะมาที่นี่บ้าง?”
“มีแค่ข้า” ผู้เฒ่าเจียงตอบ
“เช่นนั้น นอกจากเจ้าก็ไม่มีใครมีคุณสมบัติที่จะมาที่นี่?”
“ใช่!”
ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งขึ้น อีกทั้งเมื่อเริ่มค้นหารอบ ๆ แล้วก็ยังไม่พบร่องรอยใด ๆ
จนกระทั่งเขากำลังจะออกไปค้นหาก็เห็นอักขระตัวใหญ่สองสามตัวอยู่หลังประตูหิน “เอาหม้อปรุงยาไปแล้ว หากเจ้าต้องการหม้อปรุงยา มาเจอกันที่สำนักเหมันต์สงัด!”
“คนจากสำนักเหมันต์สงัด…” ลู่เฉินขมวดคิ้ว
สวีเตางงงวย “ใต้เท้า คนของสำนักเหมันต์สงัดขโมยของไปหรือ?”
“ขโมยของไปเป็นเรื่องเล็ก แต่แท้จริงแล้วพวกเขารู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน และรู้ว่าข้ากำลังทำอันใด” เขารู้สึกว่าสำนักเหมันต์สงัดไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด
สวีเตาตกใจ “ผู้อาวุโส…หรือว่าพวกเขากำลังจับจ้องท่าน?”
“เอาล่ะ ไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ไปกันเถอะ” ลู่เฉินสงบสติอารมณ์ของตนเองและเตรียมที่จะจากไป
ทว่าก่อนออกเดินทาง เขาค้นคลังสมบัติที่นี่อีกครั้ง เมื่อจัดการจนเกลี้ยงแล้วก็ออกไปข้างนอก
ฟาเทียนและพวกทั้งสองที่อยู่ข้างนอกรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นลู่เฉินกลับมา
ในที่สุดความตึงเครียดของสวีเตาก็คลายลง
ลู่เฉินมองไปที่สวีเตาแล้วกล่าวว่า “ยังมีอีกเรื่อง”
“เรื่องอันใดขอรับ?”
เดิมทีลู่เฉินต้องการพูดตรง ๆ แต่เขากังวลว่ากำแพงมีหูประตูมีช่อง ดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เมื่อไม่กี่ปีก่อน คนของพวกเจ้าถูกชิงรากวิญญาณไปใช่หรือไม่?”
สวีเตาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดลู่เฉินถึงต้องถ่ายทอดเสียงหาเขา แต่เขาก็ตอบกลับผ่านการถ่ายทอดเสียงว่า “ใช่”
“พวกเขาอยู่ที่ไหน?”