ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 407 มีคนกำลังจัดฉาก
บทที่ 407 มีคนกำลังจัดฉาก
เมื่อลู่เฉินได้ยินคำถามเช่นนี้จึงได้แต่เผยรอยยิ้มออกมา “หากข้าคิดจะทำร้ายเจ้าตอนนี้ ข้าเพียงลงมือ เจ้าก็ตายแล้ว”
ฟางฉีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำออกมา “ก็จริง”
“มาเถิด” ชายหนุ่มก้าวขึ้นมาด้านหน้า ฟางฉีรู้แล้วว่าลำพังความสามารถของตนนั้นคงไม่สามารถต่อต้านได้ จึงทำได้เพียงยืนนิ่งเท่านั้น
ลู่เฉินนำมือข้างหนึ่งวางลงบนหัวไหล่ของอีกฝ่าย
ฟางฉีแปลกใจว่าแค่อีกฝ่ายทำเช่นนี้แล้วจะสามารถมองความแตกต่างภายในร่างกายของตนได้อย่างนั้นหรือ
เมื่อลู่เฉินสัมผัสแล้วก็ค่อย ๆ หลับตาลง จากนั้นแทรกจิตเข้าไปภายในร่างของฟางฉี เพียงไม่นานก็รู้ถึงสถานการณ์ภายในร่างกายของฟางฉีได้อย่างชัดเจน
แม้ร่างกายทุกจุดของฟางฉีผู้นี้จะดู ‘แก่ชรา’ ไปแล้ว แต่ก็ยังมีจุดที่มีโอกาสฟื้นฟูพลังขึ้นมาได้ตลอดแผ่ซ่านออกมาจากจุดหนึ่ง แต่พลังนี้ช่างอ่อนแอยิ่งนัก หากไม่ใช่เป็นเพราะวิญญาณที่แข็งแกร่งของตนก็ไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้
“เจ้าดูเสร็จหรือยัง?” ฟางฉีมองไปยังร่างของลู่เฉินที่ยังคงไม่ได้แทรกจิตออกมา เขาเริ่มอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
ลู่เฉินหาจุดที่ปล่อยพลังแปลกประหลาดนี้ออกมาจนพบ จึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า “ด้านหลังของเจ้าเป็นสถานที่ที่ถูกชิงรากวิญญาณไปหรือไม่? ”
“เรื่องนี้เจ้าก็รู้หรือ?” ฟางฉีตกตะลึงขึ้นมาเล็กน้อย
“แม้จะพูดว่าร่างกายของเจ้าดูไม่แตกต่างจากชายชราทั่วไป แต่สถานที่ที่เจ้าถูกชิงรากวิญญาณไปมีพลังประหลาดบางอย่างอยู่ และพลังนี้สามารถประคองชีวิตของเจ้าให้อยู่มาจนถึงบัดนี้ได้โดยไม่ตายตก”
“จริงหรือ?” ฟางฉีมีสีหน้าเปลี่ยนไป
ชายหนุ่มขานรับแล้วพูดต่อไปว่า “ใช่ ตรงนั้นมีกลุ่มพลังจาง ๆ สว่างอยู่”
ฟางฉีที่เป็นเจ้าของร่างกายของตนยังไม่สามารถสัมผัสได้ ดังนั้นสีหน้าจึงเต็มไปด้วยความสงสัย “เหตุใดข้าจึงไม่สามารถสัมผัสมันได้สักนิด?”
“พลังเช่นนี้อ่อนแอนัก คนธรรมดาไม่สามารถสัมผัสได้ ยิ่งเจ้านั้นคงไม่ต้องพูดถึง”
“เช่นนั้น เหตุใดเจ้าถึงรู้ได้?” ฟางฉีไม่เข้าใจ
ลู่เฉินจึงตอบกลับเพียงสั้น ๆ “พลังจิตสัมผัสข้าค่อนข้างแข็งแกร่ง”
ฟางฉียังคงคลางแคลงใจ แต่ชายหนุ่มไม่ได้อธิบายใด ๆ มากนัก เพียงแค่ถามขึ้นมาว่า “ลองอธิบายมา เจ้ากับคนที่ชิงรากวิญญาณของเจ้าไปนั้นมีเรื่องบาดหมางใดกัน!”
“เขาคือชายชุดดำคนหนึ่งที่ปิดบังใบหน้าและกลิ่นอายบนร่าง ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาคือผู้ใด” ฟางฉีส่ายศีรษะด้วยความหดหู่ใจ
“เช่นนั้นเจ้าโดนชิงไปจากที่ใด หรือบอกมาว่ารากวิญญาณของเจ้ามีสิ่งใดเป็นพิเศษ?”
“รากวิญญาณของข้าก็เป็นเพียงรากวิญญาณธรรมดา ในสำนักของพวกเรานั้นไม่ว่าผู้ใดก็มี ไม่มีอันใดเป็นพิเศษ ส่วนสถานที่ที่ถูกชิงไปนั้น ก็คือสำนักแมลงวิญญาณของเรา” ฟางฉีก็คงยังไม่เข้าใจผู้ที่ชิงรากวิญญาณของตนไปว่าเหตุใดจึงเพ่งเล็งตน
ลู่เฉินเพียงจ้องมองไปยังฟางฉีครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินมายังด้านหลังของอีกฝ่าย แล้วนำมือข้างหนึ่งวางไว้บนแผ่นหลัง คิดจะตรวจสอบยังจุดที่ถูกชิงรากวิญญาณไป
เห็นเพียงแผ่นหลังนั้นมีบางจุดที่จมลงไป เห็นได้ชัดว่าเคยมีอันใดบางอย่างอยู่ที่จุดนั้น แต่ตอนนี้มีเพียงเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูก
“คนของพันธมิตรชิงรากวิญญาณเหล่านี้ทำไปเพื่อสิ่งใดกัน?” ลู่เฉินสงสัย จึงได้ตรวจสอบดูอย่างละเอียด ก่อนจะพบพลังประหลาดบางอย่างอยู่ตรงนั้น และตนยังสามารถบีบให้มันออกมาได้ จนกลายเป็นกลุ่มแสงสีเขียวขนาดเล็ก
แสงสีเขียวนี้เขาไม่อาจทราบได้ว่ามันคือสิ่งใด เขาจึงทำได้เพียงปล่อยให้มันอยู่ในร่างกายของฟางฉี
จากนั้นชายหนุ่มก็ดึงมือกลับมา “พวกเจ้าที่นี่ยังมีอีกคนที่ถูกชิงรากวิญญาณไปใช่หรือไม่?”
“มีซุนใบ้” ฟางฉีพูดขึ้นมา
“ซุนใบ้?”
“เขาไม่ค่อยพูด ดังนั้นทุกคนจึงชอบเรียกเขาว่าใบ้ แต่เขาชอบเล่นแมลง ดังนั้นถึงแม้เขาจะไม่มีรากวิญญาณ เขาก็สามารถเล่นแมลงอยู่ในห้องส่วนตัวภายในโรงหมอแห่งนี้ได้” ฟางฉีอธิบาย
“อยู่ที่ใดกัน?”
“กระท่อมตรงหัวมุมของโรงหมอนี้” ฟางฉีตอบกลับ
ลู่เฉินพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”
ครั้นพูดจบ เขาก็พาฟางฉีออกมาจาก ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’
แต่เมื่อลู่เฉินเตรียมตัวจะไปยังกระท่อมที่ฟางฉีพูดถึงนั้น จู่ ๆ ฟางฉีก็เกิดอาการหอบขึ้นมา จากนั้นจึงกระอักเลือดออกมาจากริมฝีปาก
ภาพดังกล่าวทำให้สวีเตาและคนอื่น ๆ ต่างตกตะลึงขึ้นมา แต่ลู่เฉินกลับมองไปยังไกล ๆ เพราะเมื่อครู่มีเสียงเบา ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นมา และเสียงนี้ค่อนข้างเบาจนคนทั่วไปไม่สามารถได้ยินได้
แต่ลู่เฉินยืนอยู่ด้านข้างของฟางฉี จึงสัมผัสได้ว่าเสียงนั้นพุ่งมายังฟางฉี และโจมตีร่างกายของฟางฉีโดยตรง จึงทำให้ฟางฉีได้รับบาดเจ็บ จนกระอักเลือดออกมาในที่สุด
ทว่าคนของสำนักแมลงวิญญาณไม่ได้รู้เรื่องนี้ด้วย ทั้งยังคิดว่าลู่เฉินทำอันใดบางอย่างกับอีกฝ่าย ดังนั้นผู้คนมากมายจึงวิ่งเข้ามาก่นด่าเขา
“เจ้าหนุ่ม! เจ้ายังมีจิตสำนึกอยู่หรือไม่ แม่แต่คนชรายังคิดลงมือ!?”
“เจ้าหนุ่ม ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนดี!”
คนเหล่านี้ต่างสบถด่าออกมาไม่รู้จบ
ลู่เฉินไม่ชอบการถูกผู้อื่นเข้าใจผิด จึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นมา “หากไม่อยากตาย ก็ออกไปให้ห่างข้า!”
คนหล่านั้นอยากพูดอันใดบางอย่าง แต่สวีเตากลับพูดขึ้นมาว่า “ถอยออกไป!”
พวกเขาจึงทำได้เพียงถอยออกมาอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่ฟางฉีได้รับนั้น พวกเขาก็ก่นด่าลู่เฉินออกมามากมาย แต่ลู่เฉินเพียงนำมือข้างหนึ่งจับฟางฉีไว้ และเมื่อสงบสติลงได้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้นมา “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ดี ดีขึ้นมากแล้ว!” เมื่อฟางฉีอาการดีขึ้น จึงตอบกลับด้วยใบหน้าซีดเซียว
“เมื่อครู่เกิดเรื่องใดขึ้น?” ชายหนุ่มอยากรู้ว่าเสียงนั้นเอ่ยสิ่งใด
ฟางฉีพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ “เมื่อครู่มีเสียงเสียดแทงเข้ามาและโจมตีวิญญาณของข้าทันที ทำให้ข้าอึดอัดและเจ็บปวดมาก รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก”
นี่จึงทำให้เขาครุ่นคิดขึ้นมา สวีเตารู้ว่าไม่ใช่ลู่เฉินที่ลงมืออย่างแน่นอน เพราะหากอีกฝ่ายคิดจะฆ่าเขานั้นง่ายมากนัก เช่นนี้แล้วจะทำให้เรื่องยุ่งยากไปทำไมกัน ดังนั้นสวีเตาจึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “นายท่าน เป็นอย่างไร?”
“เมื่อครู่มีเสียงหนึ่งทำให้เขาบาดเจ็บ” ลู่เฉินหันไปอธิบายให้สวีเตารับรู้
สวีเตาตกตะลึงขึ้นมา “เสียง?”
“อืม”
“หรือว่าจะเหมือนกับคนที่จัดการกับผู้อาวุโสเจียง?”
เมื่อลู่เฉินได้ยินดังนั้นก็คิดอันใดบางอย่างออก “อาจจะเป็นคนของสำนักเหมันต์สงัดที่สร้างเรื่องวุ่นวายนี่ก็ได้!”
“พวกเขาจะเก่งเกินไปหรือไม่ เพียงแค่เสียงหนึ่งก็สามารถทำให้คนบาดเจ็บได้?” สวีเตาไม่เข้าใจ
“ร่างกายและวิญญาณของเขานั้นอ่อนแอมากนัก เพียงแค่เสียงเบา ๆ บางอย่างเข้ามากระตุ้นก็สามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้”
สวีเตาจึงเข้าใจขึ้นมาทันที
ลู่เฉินนำยาสมุนไพรบางอย่างออกมา จากนั้นจึงรวบรวมพลังบางอย่าง แล้วใส่มันเข้าไปในร่างกายของฟางฉี ทำให้อาการบาดเจ็บของฟางฉีดีขึ้นมาเล็กน้อย
“ขอบคุณ!” ฟางฉีกล่าว
ลู่เฉินวาดอักขระยันต์แปลก ๆ บางอย่างบนแขนทั้งสองข้างของฟางฉี คนอื่น ๆ ต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด
จนกระทั่งวาดเสร็จ เขาก็พูดกับฟางฉีว่า “มีอักขระยันต์เหล่านี้ เสียงเล็ก ๆ เหล่านั้นจะไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้อีก”
ฟางฉีรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก
ส่วนลู่เฉินก็หันไปมองสวีเตา “จัดคนมาดูแลเขาให้ดี”
สวีเตาไม่กล้าประมาท จึงรีบจัดคนดูแลฟางฉีเป็นอย่างดี จากนั้นลู่เฉินก็ให้สวีเตานำทางตนไปยังกระท่อมนั้น
ฟาเทียนและซูฮวาอวิ๋นเดินตามไปด้านหลัง เมื่อคนในโรงหมอเห็นว่าลู่เฉินเดินไปทางนั้นก็ราวกับจะเข้าใจบางอย่างขึ้นมา แต่ละคนจึงเริ่มสนทนากัน
“ดูเหมือนว่า เขาอยากจะมาดูชายชราทั้งสองของพวกเรา”
“ใช่ ชายชราทั้งสองที่ถูกชิงรากวิญญาณไป”
…
สวีเตาที่อยู่ข้าง ๆ ลู่เฉินนั้นเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย “นายท่าน อีกคนหนึ่งมีนิสัยค่อนข้างแปลกประหลาด เมื่อถึงเวลานั้น เกรงว่า…”
“ไปดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
สิ้นคำนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ได้พูดอันใดต่อ แต่เมื่อทุกคนใกล้จะถึงกระท่อมที่อยู่ห่างออกมาจากโรงหมอนี้ ภายในห้องก็มีเสียงร้องดังออกมา
สวีเตาและคนอื่น ๆ มีสีหน้าเปลี่ยนไป ขณะที่ลู่เฉินรีบพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง
สวีเตาและคนอื่น ๆ จึงรีบไปตามทันที