ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 408 โยนเหยื่อออกไป รอให้เจ้ามาติดเบ็ด!
บทที่ 408 โยนเหยื่อออกไป รอให้เจ้ามาติดเบ็ด!
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อลู่เฉินและคนอื่น ๆ มาถึงด้านนอกกระท่อมก็ค่อย ๆ ดันประตูเปิดออก
หลังจากประตูเปิดออกก็ได้เห็นชายชราผมเผ้ายุ่งเหยิงกำลังถูกฝูงแมลงโจมตีอยู่พอดี
ลู่เฉินพูดกับตั๊กแตนตำข้าวแขนทองบนไหล่ว่า “ไป”
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองพลันบินออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าไปแล้วก็โจมตีแมลงเหล่านั้นทีละตัว และยังกลืนกินวิญญาณของพวกมัน
ลู่เฉินไม่ได้หยุดเช่นกัน เขาจับแมลงตัวหนึ่งที่กำลังคิดจะหนีขึ้นมาและเริ่มตรวจสอบมันทันที
ส่วนคนที่ถูกกัดนั้นตะโกนกรีดร้องราวกับเป็นบ้าไปแล้ว
สวีเตารีบเข้าไปและจับเขาไว้ทันที “ซุนกู่!”
แต่คนที่ถูกเรียกว่าซุนกู่ยังคงกรีดร้องราวกับคนบ้าอยู่ตรงนั้น เมื่อลู่เฉินได้สติจึงพูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องตะโกนแล้ว เขาเสียสติไปแล้ว”
“เสียสติ? เป็นไปได้อย่างไร!” สวีเตาร้อนใจขึ้นมา
“เมื่อครู่ข้าเพิ่งเข้าใจอันใดบางอย่างจากแมลงเหล่านั้น” ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เรื่องใดกัน?”
“เมื่อครู่มีเสียงบางอย่างที่ส่งผลต่อแมลงเหล่านี้ ทำให้แมลงเหล่านี้ไปโจมตีเขา ส่วนเขาก็ได้รับผลกระทบจากเสียงนั้นทำให้เป็นบ้าขึ้นมา” สิ้นคำนั้น เขาก็ก้าวขึ้นไปด้านหน้าเพื่อตรวจสอบซุนกู่ผู้นี้
จึงพบว่าจุดที่ซุนกู่ถูกชิงรากวิญญาณไปนั้นคือบริเวณลำคอ และจุดนั้นก็ได้ถูกแมลงกัดจนแหลก ส่งผลให้รากวิญญาณของซุนกู่ได้รับผลกระทบจนเสียสติ ดังนั้นหากต้องการรู้เรื่องใดจากร่างกายเขานั้นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังพบรอยแผลเป็นอื่น ๆ บนร่างกายของอีกฝ่าย มันไม่ใช่บาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนเป็นรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นนานแล้ว ทำให้ชายหนุ่มนึกคิดขึ้นมาในใจ ‘ดูเหมือนว่าโรงหมอแห่งนี้ จะยังมีความลับอยู่อีกไม่น้อย!’
เมื่อเขารักษาบาดแผลให้อีกฝ่ายเบื้องต้นแล้วก็หันมองไปยังสวีเตา “จัดคนมาดูแลเขาเสียหน่อย”
สวีเตาทำตามคำสั่งนั้น
ในขณะที่ลู่เฉินยืนครุ่นคิดอยู่ในสถานที่หนึ่งของโรงหมอ
“ผู้อาวุโส ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?” ฟาเทียนอดถามขึ้นมาไม่ได้ แต่ซูฮวาอวิ๋นรู้แล้วว่าหลังจากนี้ลู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด
ชายหนุ่มจัดการกับอารมณ์ของตนก่อนจะพูดออกมา “ข้าจะอยู่ที่นี่ อยู่เป็นเพื่อชายชราทั้งสองเสียหน่อย”
“อยู่เป็นเพื่อน?” ฟาเทียนและซูฮวาอวิ๋นสงสัย
สวีเตายิ่งแปลกใจ ขณะที่ลู่เฉินมองไปยังสวีเตา “ข้ามีเม็ดยาอยู่สองเม็ด เจ้าจงให้ชายชราทั้งสองกินมันลงไปเสีย จากนั้นให้คนในโรงหมอดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี”
“เม็ดยานี้?”
“สามารถช่วยให้เขาดีขึ้นได้ ขณะเดียวกันมันสามารถช่วยให้ซุนกู่ที่เสียสติมีอาการดีขึ้นจนกลับมาเป็นปกติได้” ลู่เฉินอธิบาย
สวีเตาคิดไม่ถึงว่าจะมีเม็ดยามหัศจรรย์เช่นนี้อยู่ จึงพูดออกมาด้วยความตกตะลึง “นี่…จะไม่สิ้นเปลืองเกินไปหรือ”
“นำไปเถิด”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น สวีเตาก็รีบไปจัดการตามคำกล่าวนั้นทันที
ลู่เฉินเดินอยู่ภายในโรงหมอ และหยุดเพื่อทำบางอย่างเป็นครั้งคราว
“ผู้อาวุโสท่านนี้กำลังทำสิ่งใดกัน?” เมื่อเห็นการกระทำของลู่เฉินที่ลงมือวาดบางอย่างหรือทำบางสิ่ง ซูฮวาอวิ๋นก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
ฟาเทียนเองก็อยากรู้เช่นกัน เพราะเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าผู้อาวุโสกำลังทำสิ่งใดอยู่
จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วยาม ลู่เฉินจึงนั่งพักที่ศาลาแห่งหนึ่ง ส่วนสวีเตาและคนที่เหลือยืนอยู่บริเวณนั้น
อย่างไรก็ตาม คนของโรงหมอต่างแปลกใจว่าลู่เฉินและคนอื่น ๆ จะอยู่ที่นี่นานเพียงใด แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายให้ทุกคนได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนของโรงหมอต่างก็ทำเรื่องของตนไปตามปกติ มีเพียงฟางฉีและซุนกู่ที่อยู่ภายในกระท่อมและได้รับการดูแลจากคนอื่น
สถานการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้จนเวลาล่วงเข้าสู่กลางดึก ลู่เฉินพลันหันไปพูดกับสวีเตา “ไปเถิด นำทั้งสองคนนั้นมา ข้าจะทำการรักษาครั้งสุดท้ายให้พวกเขาอีกครั้ง ทำให้คนที่ควรจะตื่นได้ตื่นขึ้นมา”
สวีเตาขานรับแล้วจึงเดินออกไป
หลังจากสวีเตาออกไปแล้ว ลู่เฉินก็หันไปพูดกับฟาเทียนและซูฮวาอวิ๋น “ไปกันเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปดูคนที่สร้างเรื่องวุ่นวายนี่ขึ้นมา”
“คนสร้างเรื่องวุ่นวาย?” ทั้งสองไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร
ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใดมากนัก แต่กลับพาทุกคนตรงไปยังสถานที่ที่ชายชราทั้งสองพักรักษาอยู่
ชายชราทั้งสองในขณะนี้ คนหนึ่งกำลังรักษาบาดแผล อีกคนหนึ่งอยู่ในอาการเสียสติ ทั้งยังหัวเราะขึ้นมาเป็นครั้งคราว
จนกระทั่งสวีเตามาถึง จึงพูดกับศิษย์บางคนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู “ให้พวกเขาออกมา”
“ผู้อาวุโสใหญ่ พวกเขาจำเป็นต้องพักผ่อน!” ขณะนั้นเอง ที่ทางเดินนอกกระท่อมมีใครบางคนเดินออกมา และคนผู้นี้ก็คือเจ้าของโรงหมอ ทั้งยังเป็นชายวัยกลางคนที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม
ศิษย์ที่คอยเฝ้าอยู่เหล่านั้น เมื่อเห็นเขาก็ต่างพูดด้วยความเคารพทันทีว่า “ท่านหลิว!”
สวีเตาขมวดคิ้ว “หลิวซาน พวกเขาไม่ได้มีอาการร้ายแรงอันใด”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าหลิวซานนั้น บนร่างมีปราณโอสถแผ่กำจายออกมา และบริเวณเอวยังมีถุงผ้าที่สลักคำว่า ‘โอสถ’ ไว้
เมื่อเขาได้ยินคำพูดของสวีเตา เขาจึงหยุดเดินและมองไปยังสถานการณ์ภายในกระท่อมพลันขมวดคิ้วขึ้นมา “ทั้งสองคนนี้ เดิมทีก็อยู่ในโรงหมอของข้าอย่างปกติ แต่เมื่อพวกเจ้ามา คนหนึ่งกลับได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนอีกคนหนึ่งกลายเป็นว่าเสียสติ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” สวีเตาสงสัยขึ้นมา
“ผู้อาวุโสสวี ถึงแม้เจ้าจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักแมลงวิญญาณ แต่ข้าก็เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งเช่นกัน และข้ายังเป็นคนที่คอยดูแลผู้คนในโรงหมอแห่งนี้ด้วย” หลิวซานพูดอย่างตรงไปตรงมา
สวีเตาขมวดคิ้ว “ข้าก็ไม่อยากเห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ แต่นายท่านผู้นั้นพูดแล้วว่าต้องทำการรักษาให้พวกเขาครั้งสุดท้าย”
“รักษาครั้งสุดท้าย?” หลิวซานย้อนถามด้วยความสงสัย
“ใช่ นายท่านพูดแล้ว เพียงแค่รักษาพวกเขา สติของซุนกู่จะดีขึ้นมาได้” สวีเตาอธิบาย
หลิวซานเผยรอยยิ้มพิกลออกมา “ข้าว่านะ ผู้อาวุโสสวี ไม่ใช่ว่าข้าคิดจะโจมตีเจ้า แต่สถานการณ์ของพวกเขานั้น หากคิดจะดีขึ้นโดยเร็วนั้นนับว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงคิดว่า ให้พวกเขาพักผ่อนแล้วค่อย ๆ พักฟื้นน่าจะดีเสียกว่า”
“ข้าไม่สามารถรับปากเจ้าได้” เมื่อสวีเตาพูดจบก็คิดที่จะเข้าไปยังภายในกระท่อม
หลิวซานกลับขวางสวีเตาไว้ “ผู้อาวุโสสวี หากข้ายังอยู่ เจ้าอย่าคิดจะไปรบกวนพวกเขาอีก”
“ว่าอย่างไรนะ? เจ้าคิดจะสู้กับข้าหรือ?” สวีเตารู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย
“ผู้อาวุโสสวี ข้ารู้ว่าเจ้านั้นเก่งกาจนัก แต่เจ้าได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังไร้ซึ่งแมลงวิญญาณแล้ว ดังนั้นหากเจ้าคิดจะต่อสู้กับข้าจริง ๆ คนที่พ่ายแพ้มีเพียงเจ้าเท่านั้น!” เมื่อหลิวซานพูดจบ มวลอากาศสีทองขนาดใหญ่ก็ทำให้สวีเตาสั่นสะเทือนจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว
สวีเตาตกตะลึงขึ้นมา
ส่วนคนของโรงหมอบางคนถึงกับตกตะลึงขึ้นมา โดยเฉพาะคนที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็พากันเข้ามามุงดู
เมื่อเห็นว่าหลิวซานกำลังจะพูดบางอย่าง ลู่เฉินจึงเดินออกมาจากกลุ่มคนพลางกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “สำนักแมลงวิญญาณแอบซ่อนยอดฝีมือไว้ไม่น้อยจริง ๆ”
เมื่อทุกคนเห็นลู่เฉินปรากฏตัวออกมา ต่างก็พากันถอยหลังออกมา
สวีเตารีบเดินมาเอ่ยขอโทษอยู่ข้างกายลู่เฉินทันที “นายท่าน ผู้นี้คือเจ้าของโรงหมอ แต่เขาไม่ให้ข้านำสองคนนั้นออกมา”
ลู่เฉินขานรับราวกับว่ารู้มาก่อนหน้านั้นแล้ว “ข้ารู้อยู่แล้ว”
“ท่านรู้?” สวีเตาไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มไม่ได้อธิบายใด ๆ แต่มองไปยังหลิวซาน “ไม่ให้นำตัวมา เช่นนั้น หากข้าจะเข้าไปทำการรักษาให้พวกเขาได้หรือไม่?”
“พวกเขาเป็นเช่นนี้ก็เพราะเจ้า ข้าย่อมไม่ยอมให้เจ้านำตัวไป และไม่ให้เจ้าทำการรักษาด้วย!” หลิวซานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“โอ้? หากข้าต้องการเข้าไปเล่า?” ลู่เฉินยิ้ม
หลิวซานเบิกตากว้างพลางเอ่ยว่า “วันนี้มีข้าอยู่ ผู้ใดก็ห้ามเข้าใกล้เขาทั้งสอง!”
“ไม่อยากให้ข้าเข้าใกล้? หรือว่าเจ้ามีความลับใดที่ไม่สามารถบอกได้?”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ต่างพากันแปลกใจว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร
หลิวซานจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“วันนี้ ขณะที่ข้าตรวจดูบาดแผลของซุนกู่ นอกจากพบบาดแผลภายนอกก็ยังเห็นบาดแผลส่วนอื่นของเขาด้วย แต่บาดแผลนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นบาดแผลมานาน แต่มีคนรักษาให้เขามาโดยตลอด”
“คนที่นี่มีบาดแผล แน่นอนว่าต้องเป็นข้าที่รักษาพวกเขา เรื่องนี้ถือเป็นความลับเช่นไร?” หลิวซานพูดอย่างไม่พอใจ
“ไม่มีอันใดก็จริง แต่หากต้องการให้คนคนหนึ่งกลายเป็นคนเสียสติขึ้นมาทันที อาจไม่สามารถทำได้ในทันที”
หลิวซานพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าคงไม่ได้จะพูดว่า ขณะที่ข้ารักษาบาดแผลให้เขาแล้วข้าจะทำร้ายเขาหรอกนะ?”
“บนร่างกายของเขามีร่องรอยของโอสถเป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนใช้มาเป็นเวลานาน และโอสถเหล่านี้ก็ส่งผลให้สติของเขาเลอะเลือน จากนั้นเมื่ออาศัยเสียงอีกเล็กน้อยก็สามารถทำให้เขาบ้าคลั่งขึ้นมา และกลายเป็นคนเสียสติในที่สุด!” ลู่เฉินกล่าวขณะจ้องมองหลิวซาน
“เจ้าใส่ร้ายข้า!” หลิวซานพูดด้วยความโมโห