ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 422 คนมากเกินไป ก็เหมือนส่งไปตาย!
บทที่ 422 คนมากเกินไป ก็เหมือนส่งไปตาย!
เมื่อเห็นวิญญาณปีศาจของอีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้น ลู่เฉินก็หาได้สนใจมัน แต่กลับมองไปยังวิญญาณปีศาจพลางพูดออกมาว่า “แม้เจ้าจะไปถึงขั้นสูงสุดก็ไม่มีประโยชน์”
“เจ้าแค่ไม่รู้ว่าข้าแข็งแกร่งเพียงใด!” วิญญาณปีศาจดูถูก
“เช่นนั้นเจ้าจงทำต่อไป” ลู่เฉินมองวิญญาณปีศาจด้วยรอยยิ้ม
วิญญาณปีศาจยังคงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา วิญญาณปีศาจจึงหยุดลง แต่ภายใต้พลังอันแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ลู่เฉินกลับไม่เป็นอะไร สายตาของเขามองไปยังช่องว่างวิญญาณปีศาจภายในหัวใจปีศาจที่ก่อตัวขึ้น ก่อนจะยิ้มออกมา “ภายในช่องว่างนั้น วิญญาณของเจ้านับว่าแข็งแกร่งนัก แต่น่าเสียดายที่มาเจอข้า เจ้าคงไม่ได้ใช้มันเสียแล้ว”
“เจ้า…เหตุใดจึงไม่เป็นอันใดแม้แต่น้อย?” วิญญาณปีศาจเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ข้าบอกแล้ว เข้าทำอันใดข้าไม่ได้” ลู่เฉินเพียงยิ้มตอบ
วิญญาณปีศาจไม่เชื่อ และยังคงอยู่ในช่องว่างของจิตนี้ ก่อตัวเป็นลม และลมนี้ก็หมุนล้อมรอบลู่เฉิน ดูราวกับว่าต้องการทำให้จิตของชายหนุ่มพังทลายลง
“ลมปีศาจ เจ้าก็สามารถทำได้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นธาตุลมปีศาจ ใช่หรือไม่?!”
“ข้าคือมังกรลมที่เล่าลือกัน!”
“ข้าเคยพบมังกรวารี แต่นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ยินมังกรลม” ลู่เฉินกล่าว
“เคยพบมังกรวารี? เจ้าช่างโอ้อวดนัก!”
“ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ แต่ข้าก็เคยพบมาก่อน”
มังกรลมคิดว่าอีกฝ่ายเพียงแค่พูดเล่นเท่านั้น ดังนั้นจึงคร้านจะสนใจ หันมาเพิ่มพลังต่อไปเรื่อย ๆ ทว่าลู่เฉินกลับเอ่ยเย้ยหยัน “พลังของเจ้า หากโจมตีเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี!”
“อย่าอวดดีนัก อีกไม่นานเจ้าต้องร้องออกมาแน่” เมื่อมังกรลมพูดจบก็ทำการเพิ่มพลังต่อไป
ส่วนชายหนุ่มเพียงเคลื่อนไหวอยู่ภายในช่องว่างวิญญาณของอีกฝ่าย ราวกับว่าได้กลับมายัง ‘บ้าน’ ของตน
นี่ทำให้มังกรลมบันดาลโทสะขึ้นมา รู้สึกว่าลู่เฉินไม่สนใจในการมีตัวตนของเขา ดังนั้นจึงได้พุ่งเงาวิญญาณทั้งหมดไปยังลู่เฉิน คิดที่จะโจมตีชายหนุ่ม
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเมื่อเงาวิญญาณของมังกรลมโจมตีไปบนจิตของลู่เฉินนั้น จู่ ๆ สายฟ้ารอบกายลู่เฉินก็ฟาดออกมาทันที ทำให้มังกรลมกรีดร้องขึ้นมาเสียงดังและถอยออกไปทันที
“ลืมบอกเจ้าไปว่า ข้าสามารถทำให้จิตเกิดสายฟ้าฟาดได้ และสายฟ้าฟาดนี้มีผลในการช่วยยับยั้งวิญญาณบางอย่างได้เป็นอย่างดี”
“สายฟ้าฟาด…ว่ากันว่าต้องไปถึงขั้นแปลงเซียนขึ้นไป และยังต้องเป็นผู้ที่มีรากวิญญาณสายฟ้า จึงจะสามารถฝึกฝนวิญญาณสายฟ้าได้ แต่วิญญาณของเจ้าเป็นเพียงวิญญาณขั้นหลอมแก่นแท้ชัด ๆ เหตุใดจึงรวบรวมวิญญาณสายฟ้าออกมาได้?” มังกรลมถามขึ้นมาด้วยความร้อนใจ
“คำถามนี้ง่ายมาก”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“แค่วิญญาณของข้าแข็งแกร่งเพียงพอ และข้ายังซึมซับพลังวิญญาณสายฟ้าได้มากพอ ข้าก็จะสามารถรวบรวมวิญญาณสายฟ้าออกมาได้” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังมังกรลม
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ชัด ๆ!” มังกรลมไม่กล้าเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“สิ่งที่ควรพูด ข้าก็พูดไปหมดแล้ว ดูเหมือนว่าที่เหลือมีเพียงแค่ให้ข้าได้มอบบทเรียนให้เจ้า”
“บทเรียน?”
“ใช่ ให้เจ้าได้ลิ้มลองความเก่งกาจของข้า” เมื่อลู่เฉินพูดจบ จึงใช้คำสาปภูตพันรัดวิญญาณปีศาจไว้ จากนั้นจึงฟาดสายฟ้าลงไป
มังกรลมกรีดร้องขึ้นมาติดต่อกันหลายครั้งจนอ่อนแอลงไปในที่สุด ราวกับว่าพร้อมที่จะถูกกำจัดได้ตลอดเวลา
ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังมังกรลม “ถ้าหากเจ้าไม่มีกายเนื้อและวิญญาณอ่อนแอเกินไป ข้าเกรงว่าจะจับเจ้าได้ยาก!”
“เจ้า…แท้จริงแล้วเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่?” เป็นครั้งแรกที่มังกรลมรู้สึกทำอะไรไม่ถูก เพราะความสามารถของอีกฝ่ายนั้นเข้าใจได้ยาก
“พูดมาเสียก่อน เจ้าคิดจะทำสิ่งใด”
“ข้า?”
“ใช่ เหตุใดจึงต้องซ่อนตัวอยู่ภายในร่างของคนผู้นี้” ลู่เฉินมองไปยังวิญญาณปีศาจ
“ข้าย่อมต้องอยากฟื้นคืนชีพอีกครั้ง แต่การฟื้นคืนชีพนั้น จำเป็นต้องใช้รากวิญญาณและหัวใจพิเศษ และเขามีทุกอย่าง ดังนั้นชายชราบางคนในภูเขาเยาเหล่า จึงนำหัวใจปีศาจของข้าวางไว้ในร่างกายของเขา เพื่อที่จะเตรียมชุบชีวิตให้ข้า” มังกรลมอธิบายออกมา
“โอ้? ชุบชีวิตเจ้า มีประโยชน์อย่างไรหรือ?” ลู่เฉินจ้องมองไปยังมังกรลมพลางเอ่ยถาม
“ข้ามีพลังลมปีศาจ พวกเขาต้องการยืมพลังของข้าเพื่อทำเรื่องบางอย่างในถ้ำปีศาจ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หมายความว่า เจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับถ้ำปีศาจในภูเขาเยาเหล่า?”
“เข้าใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มากนัก เพราะว่าหลังจากนั้นได้ถูกพวกเขาพาตัวไปที่นั่น” มังกรลมอธิบายออกมา
เมื่อได้ยินเรื่องดังกล่าว ลู่เฉินจึงมองไปยังมันพลางพูดออกมา “ข้าสามารถช่วยเจ้าหาเนื้อกายที่ดีได้ และเหมาะสมกับเจ้ามากกว่านี้”
“เจ้าคงไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่?”
“หลอกเจ้าเพื่อสิ่งใดกัน?”
“เช่นนั้น…ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร?” มังกรลมรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย
“เจ้ามีตัวเลือกมากแค่ไหนกันเชียว?”
มังกรลมไร้ซึ่งตัวเลือก และทำได้เพียงมองไปยังลู่เฉินด้วยความลำบากใจ ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “เช่นนั้น เจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใด?”
“ง่ายนัก ข้าต้องการนำหัวใจปีศาจนี้ออกมา ปิดผนึกเสียก่อน เพื่อรอให้ร่างปีศาจที่เหมาะสมให้แก่เจ้า จากนั้นจึงค่อยนำหัวใจเจ้าใส่เข้าไป”
มังกรลมพูดด้วยความหดหู่ใจ “ดูเหมือนว่า ข้าจะไม่มีทางเลือกจริง ๆ”
“เช่นนั้นก็จงอยู่ที่นี่” พูดจบ เขาก็ถอยออกมาจากช่องว่างนี้ และออกมายังด้านนอกของหัวใจปีศาจ
เพียงไม่นาน หลังจากที่ลู่เฉินได้สติกลับมา เขาก็เริ่มดูดซึมซับไอปีศาจที่อยู่รอบ ๆ และเข้าไปยังภายในร่างของซูฮวาอวิ๋น พลันไอปีศาจที่ชายหนุ่มกำลังควบคุมอยู่นั้นพันรัดหัวใจปีศาจนี้ไว้
จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา หัวใจปีศาจนี้ถูกนำออกมา และถูกห่อหุ่มไว้ด้วยไอปีศาจอย่างหนาแน่น ดังนั้นมันจึงดูเหมือนวัตถุสีดำบางอย่างที่มีแสงสีดำสว่างออกมา
เขาไม่ลังเลที่จะวาดอักขระยันต์บางอย่างไว้ด้านบนเสียก่อน จากนั้นจึงทำให้มันกลายเป็นก้อนหินสีดำก้อนหนึ่ง
แล้วชายหนุ่มก็ดูดซึมซับไอปีศาจรอบ ๆ ทำให้ก้อนหินสีดำนี้เปลี่ยนเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ จากนั้นจึงนำมันไปวางไว้ภายใน ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’
“เรียบร้อย ลืมตาได้แล้ว” ลู่เฉินมองไปยังซูฮวาอวิ๋น
ซูฮวาอวิ๋นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เมื่อพบว่าไอปีศาจภายในร่างกายของตนนั้นหายไป ก็พลันมีสีหน้าดีใจขึ้นมา “ไม่มีแล้วจริง ๆ หรือ?”
“ถูกข้ากำจัดไป ย่อมไม่หลงเหลืออยู่แล้ว” ลู่เฉินตอบกลับ
ซูฮวาอวิ๋นพูดออกมาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ “ผู้อาวุโส เช่นนั้นหัวใจปีศาจนี้ล่ะ?”
“ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล” พูดจบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ซูฮวาอวิ๋นทำได้เพียงขานรับและไม่ได้พูดต่อ แต่ตามลู่เฉินออกมาด้านนอกค่ายกลด้วยกัน
เมื่อทั้งสองออกมา รอบ ๆ ค่ายกลเล็กนี้ ยังคงมีไอปีศาจบางส่วนที่ยังไม่สลายไป
ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถมองเห็นไอปีศาจภายในค่ายกลที่ภูเขาเยาเหล่าบางส่วนยังทะลักออกมา และยังเห็นปีศาจจำนวนมากวิ่งไปมาอยู่ด้านหน้าผืนป่า
ดังนั้นผู้คนจากหลาย ๆ สำนักในขณะนั้นจึงรวมตัวกันอยู่ด้านนอกค่ายกลปีศาจนี้ คอยมองดูสถานการณ์ภายในค่ายกล บางคนยังมีความสงสัยว่า “เกิดเรื่องใดขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
“หรือพวกเขาจะรู้ว่าพวกเราจะเข้าไป? ดังนั้นจึงเตรียมต่อสู้?” มีคนแปลกใจ
แต่ก็ไม่มีผู้ใดรู้ จึงได้ได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา แม้แต่ฟาเทียนและพวกเขาต่างก็สงสัยจนต้องเอ่ยถามลู่เฉินถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มบอกเพียงแค่น่าสนใจเท่านั้น
เป็นเช่นนี้จนกระทั่งท้องฟ้ามืดลง ฮวาเทียนเฉิงกับคนอื่น ๆ เข้ามาหาลู่เฉินอีกครั้ง ถึงแม้หลงฉีและคนอื่น ๆ จะไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาของแต่ละคนนั้นแฝงไปด้วย ‘ความดูแคลนเย้ยหยัน’ ราวกับว่ารอเวลาให้ลู่เฉินตายตกอย่างไรอย่างนั้น
ส่วนฮวาเทียนเฉิงยิ้มพลางมองไปยังลู่เฉิน “ไม่ทราบว่า พวกเราสามารถออกเดินทางได้หรือยัง?”
“มีกี่คนที่ต้องการเข้าไป?” ลู่เฉินมองไปยังคนเหล่านั้นพลางเอ่ยถาม
ฮวาเทียนเฉิงจึงตอบกลับ “ผู้ที่อยู่ขั้นแปลงเซียนทุกคนต้องการเข้าไป!”
“หากเข้าไปมากเกินไปก็เท่ากับว่าส่งไปตาย” เขาพูดเพียงสั้น ๆ แต่นี่กลับทำให้คนจากหลาย ๆ สำนักไม่พอใจขึ้นมา