ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 423 ผลของการไม่ฟังคำแนะนำ!
บทที่ 423 ผลของการไม่ฟังคำแนะนำ!
หลงฉีพูดขึ้นมาว่า “เจ้าหนุ่ม คนจำนวนมากเข้าไปตายหรือ? เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?”
หั่วเหล่าจิ่วยิ้มพลางมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เจ้าพูดมาเถิด เหตุใดคนมากเกินไปจึงไม่ได้?”
“ถ้าหากไม่เชื่อ พวกเจ้าเข้าไปทั้งหมด แต่ถ้าตายขึ้นมา อย่ามาหาว่าข้าไม่เตือน” เมื่อลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา และเดินไปยังค่ายกลปีศาจ
ผู้คนจำนวนมากจากหลายสำนักไม่เชื่อ ยังคงนำยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนกลุ่มใหญ่ไป
ฮวากูเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเลือกออกมาสิบคนให้ติดตามมาด้วย
ขณะที่กำลังเดินทาง คนมากมายต่างถกเถียงกันขึ้นมา
“เจ้าหนุ่มผู้นี้สามารถทำลายค่ายกลปีศาจได้จริงหรือ?”
“จะสนใจเขาทำไม พวกเราก็แค่ตามเข้าไปก็พอ!”
“ใช่ ตามมา”
…
หั่วเหล่าจิ่วและคนอื่น ๆ หันมองหน้ากัน จากนั้นจึงเดินตามลู่เฉินอยู่ด้านหลังโดยไม่พูดอันใด ทว่าเมื่อฟาเทียนเห็นคนเหล่านั้นตามมาติด ๆ กลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา “ผู้อาวุโส ดูนั่น”
ลู่เฉินย่อมเห็นแล้ว แต่เขากลับหันไปยิ้มให้ฟาเทียนก่อนจะพูดว่า “ไม่ต้องสนใจพวกเขา ในเมื่อพวกเขาคิดจะไปตาย!”
“ไปตาย?” ฟาเทียนสงสัย
ลู่เฉินกลับมองไปยังสวีเตาแล้วเอ่ยว่า “อีกสักครู่ คอยดูแลซุนกู่ให้ดี”
“ขอรับ” สวีเตาขานรับ
จากนั้นลู่เฉินจึงเดินตามทางของตนต่อไป
เพียงไม่นาน ลู่เฉินก็นำทุกคนเข้ามาภายในค่ายกล
ภายในค่ายกลนี้มีไอปีศาจอยู่มากมาย
บางคนจึงนำเม็ดยาหรือสมบัติวิญญาณบางอย่างออกมา เพื่อทำให้ตนไม่ได้รับผลกระทบจากไอปีศาจเหล่านี้ได้ชั่วคราว แต่บางสถานที่มีไอปีศาจหนาแน่นมากเกินไป พวกเขาจึงทำได้เพียงเลี่ยงออกไป
แต่ขณะที่ทุกคนกำลังเดินอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“อ๊าก!”
ทุกคนหมุนตัวกลับไป เป็นจังหวะที่ได้เห็นคนด้านหลังที่อยู่ไม่ไกลถูกลมพัด จากนั้นร่างกายก็ถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ และเมื่อวิญญาณหรือวิญญาณก่อกำเนิดหนีออกมาได้ก็ถูกปีศาจบางส่วนกลืนกินลงไป แล้วปีศาจเหล่านั้นก็หายตัวไปทันที
ทุกคนหวาดกลัวขึ้นมา ทั้งยังแปลกใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
หลงฉีเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ “เจ้าหนุ่ม เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”
“ค่ายกลนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นคนที่อยู่ห่างจากข้าออกไปสามารถถูกฆ่าตายด้วยค่ายกลที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันได้” ลู่เฉินตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนด้านหลังต่างหวาดกลัวขึ้นมา จึงพุ่งตัวขึ้นมาด้านหน้า แต่มีคนจำนวนมากเกินไป ทำให้ทุกคนไม่สามารถเข้ามาเบียดเสียดอยู่ด้วยกันได้
แล้วทุกคนก็เริ่มทะเลาะ ทั้งยังถึงขั้นลงมือทำร้ายกัน
ฮวากูเทียนขมวดคิ้วมุ่น “มิน่าเล่า เจ้าถึงบอกว่าอย่าพาคนเข้ามามากเกินไป!”
ลู่เฉินไม่ตอบอันใด เพียงมองคนเหล่านั้นที่ฆ่ากันเองต่อไป หลงฉีจึงบันดาลโทสะขึ้นมา “เพราะเจ้า ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า!”
“ข้าทำไมกัน?”
“เจ้ารู้อยู่แล้วว่าค่ายกลนี้มีการเปลี่ยนแปลง แต่กลับไม่บอกพวกข้า!” หลงฉีวางแผนให้ทุกคนนำความโกรธแค้นมาลงที่ลู่เฉินแทน เพื่อแก้แค้นให้ตนเอง
แต่ลู่เฉินกลับแสยะยิ้มออกมา “ตอนที่ข้าเข้ามาก็เตือนพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้ามีผู้ใดฟังบ้างหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนจากหลาย ๆ สำนักพลันมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
หั่วเหล่าจิ่วกระแอมขึ้นมาก่อนจะพูดบางอย่าง “เจ้าหนุ่ม ในเมื่อเจ้าเข้าใจค่ายกล เช่นนั้นจงนำทุกคนไปยังที่ที่ปลอดภัยก็ได้มิใช่หรือ?”
คนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จิงคิดให้ลู่เฉินนำทุกคนไปยังที่ที่ปลอดภัย
แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาว่า “ค่ายกลนี้…จะเดินไปที่ใดก็เหมือนกัน!”
หั่วเหล่าจิ่วเผยรอยยิ้มประหลาด “ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องการให้ทุกคนถูกฝัง!”
“ข้าได้เคยเตือนพวกเจ้าแล้ว ดังนั้นหากจะโทษก็ต้องโทษพวกเจ้าเอง!” สิ้นคำนั้น เขาก็ไม่สนใจคนพวกนี้อีก และเดินไปตามทางของตน
หลงฉีอดไม่ได้จึงมองไปยังหั่วเหล่าจิ่ว “หรือว่าจะลงมือเลย?”
หั่วเหล่าจิ่วตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ได้!”
หลงฉีจึงหันไปตะโกนกับทุกคน “ทุกท่าน จับเขาไว้ ให้เขาพาพวกเราออกไป!”
เมื่อได้ยินดังนั้น สำหรับบางคนที่ยังอยากมีชีวิตอยู่รอดออกไป นี่จึงเป็นสิ่งล่อลวงใจที่ดีที่สุด ดังนั้นผู้คนจำนวนมากจึงล้อมลู่เฉินไว้
ฮวากูเทียนรู้สึกโมโหขึ้นมา “คิดจะทำสิ่งใดกัน?”
หลงฉีตะคอกขึ้นมา “ฮวาเทียนเฉิง เจ้าก็เห็นแล้ว เขาฆ่าพวกเราไปไม่น้อย ดังนั้นพวกเราจึงต้องการให้เขาพาพวกเราออกไป!”
“อยากออกไปก็ออกไป เหตุใดจึงต้องก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้”
“พวกเราไม่ได้ต้องการแค่ให้เขาพาพวกเราออกไป พวกเรายังต้องการของดีเหล่านั้นบนตัวเขา” หลงฉีตอบอย่างตรงไปตรงมา
จากนั้นสายตาของผู้คนจากหลาย ๆ สำนักก็ฉายแววออกมา โดยเฉพาะผู้นำของแต่ละสำนักนั้นถึงกับโห่ร้องให้ลู่เฉินส่งมอบของดีออกมา
เมื่อฮวากูเทียนได้ยินจึงบันดาลโทสะทันที “วันนี้หากมีข้าอยู่ ผู้ใดก็อย่าคิดจะทำร้ายเขา!”
สิ้นคำนั้น ฮวากูเทียนก็ให้คนของตนบางส่วนล้อมลู่เฉินไว้ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้เขา
ฟาเทียนถึงกับสบถด่าพวกเขาออกมา “พวกโจร!”
ซูฮวาอวิ๋นได้รับการช่วยเหลือจากลู่เฉิน ดังนั้นจึงยืนอยู่ข้างลู่เฉิน “เหตุใดพวกเจ้าจึงเลวทรามเช่นนี้!”
“คนไม่ลงมือ ฟ้าดินก็จะลงโทษ!” หั่วเหล่าจิ่วพูดพลางเผยรอยยิ้มประหลาด
หลงฉีเอ่ยสำทับ “ใช่!”
ฮวากูเทียนพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “พวกเจ้าไม่กลัวผู้อาวุโสสูงสุดของเราอย่างนั้นหรือ?”
หั่วเหล่าจิ่วมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า “ดูเหมือนทุกสำนักจะมีข้อตกลงกันว่าผู้อาวุโสสูงสุดไม่สามารถเข้ามายุ่งเรื่องของคนรุ่นหลังได้ หากเข้ามาแทรกแซง เช่นนั้นผู้อาวุโสสูงสุดของทุกสำนักก็สามารถเข้ามาได้!”
คำพูดเหล่านี้มีเจตนาจะเอ่ยเตือนผู้เฒ่ามู่ที่อยู่ในมุมมืดว่าสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ มิเช่นนั้นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักอื่น ๆ ก็จะเข้ามาเช่นกัน
ส่วนผู้เฒ่ามู่นั้นไม่ได้คิดที่จะลงมือในตอนนี้ เพราะเขารู้ว่าทักษะของลู่เฉินมากพอที่จะจัดการคนเหล่านี้ได้
ดังนั้นผู้เฒ่ามู่จึงอยู่ในมุมมืดต่อไป ไม่ปรากฏตัวออกมา
เมื่อหั่วเหล่าจิ่วและคนอื่น ๆ เห็นว่าผู้เฒ่ามู่ไม่ปรากฏตัวออกมาจึงคลายกังวล จากนั้นพวกเขาก็หันมามองลู่เฉินและคนอื่น ๆ
ฮวากูเทียนรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก แต่หลงฉีกลับพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเมืองฮวาเทียน ลำพังพวกเจ้าสิบกว่าคน อย่างไรก็ไม่สามารถต้านทานพวกเรานับร้อยคนที่นี่ได้ ดังนั้นเจ้าถอยไปอีกด้านเถิด ถือเสียว่าประหยัดทั้งแรงและพลัง!”
“หากมีข้าอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำร้ายเขา” ฮวากูเทียนพูดด้วยความโกรธแค้น
หลงฉีจึงพูดออกมา “เจ้าเมืองฮวาเฉิง ท่านปกป้องเขาเช่นนี้ หรือว่าคิดอยากจะได้ของจากเขาเช่นกัน!”
“อย่ามากล่าวหาข้า!” ฮวากูเทียนตะโกนออกมา
“จะกล่าวหาหรือไม่นั้น ทุกคนย่อมรู้ดี!” หลงฉีเผยรอยยิ้มประหลาด
ฮวากูเทียนโมโหจนพูดไม่ออก ขณะที่หั่วเหล่าจิ่วมองฮวากูเทียนพลางเอ่ยว่า “เจ้าเมืองฮวาเฉิง พวกเราไม่อยากทำร้ายและมีเรื่องผิดใจกับพวกเจ้า ทางดีนำคนของเจ้าออกไปจะดีกว่า มิเช่นนั้น…”
“มิเช่นนั้นอย่างไร?” ฮวากูเทียนเอ่ยถามราวกับไร้ซึ่งความหวาดกลัว
หั่วเหล่าจิ่วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มิเช่นนั้นพวกเราจะไม่เกรงใจแล้ว!”
ฮวากูเทียนกำลังจะพูดอันใดบางอย่าง แต่ลู่เฉินกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อนว่า “หากพวกเจ้าอยากมีชีวิตรอด ทางที่ดีคือรีบไหนไปเสีย มิเช่นนั้นอีกสักครู่อาจจะไม่มีโอกาสแล้ว!”
เมื่อหลงฉีได้ยินลู่เฉินพูดจาอวดดีเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มเย็นออกมา “หนี? เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าข่มขู่ข้าพวกเราเช่นนี้ พวกเราจะกลัวอย่างนั้นหรือ?”
หั่วเหล่าจิ่วมองลู่เฉินพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าหนุ่ม พวกเราแนะนำให้เจ้ารีบยอมแพ้เสียเถิด เพื่อเป็นการไว้ชีวิตผู้บริสุทธิ์!”
เมื่อลู่เฉินเห็นว่าพวกเขายังคงหมกมุ่นโดยไม่สนคำพูดใด ๆ ก็อดส่ายศีรษะไม่ได้ “ทำให้ตัวเองเดือดร้อนแท้ ๆ!”
“เจ้าหนุ่มอัปลักษณ์ เลิกพูดจาไร้สาระเสียที! รีบส่งของออกมา มิเช่นนั้น…!” หลงฉีอดไม่ได้ที่จะด่ากราดออกมา