ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 425 เมื่อหั่วเหล่าจิ่วจริงจังขึ้นมา แม้แต่คนของตนก็ไม่ปล่อยไป!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 425 เมื่อหั่วเหล่าจิ่วจริงจังขึ้นมา แม้แต่คนของตนก็ไม่ปล่อยไป!
บทที่ 425 เมื่อหั่วเหล่าจิ่วจริงจังขึ้นมา แม้แต่คนของตนก็ไม่ปล่อยไป!
ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกเขาถูกปีศาจเหล่านั้นล้อมไว้แล้ว”
“ล้อม?” ทุกคนตกตะลึง
ลู่เฉินมองไปยังสิบกว่าคนนั้น “ไปเถิด”
ฮวากูเทียนกลับจริงจังขึ้นมา “พวกเราไม่กี่คน?”
“ทำไมหรือ? มีปัญหา?” ลู่เฉินย้อนถาม
ฮวากูเทียนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ตัวข้าคิดว่าเพียงแค่สามารถเข้ามายังค่ายกลปีศาจ ก็สามารถทำลายปีศาจเหล่านั้นได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าปีศาจเหล่านั้นจะน่ากลัวมาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ได้พบปีศาจเฒ่าประหลาดที่แท้จริงนั่นอีก”
จากคำพูดดังกล่าว คนของฮวาเทียนเฉิงต่างก็เห็นด้วย เพราะเรื่องนี้กะทันหันมากเกินไป ดังนั้นแต่ละคนจึงขมวดคิ้วมุ่น
ลู่เฉินจึงมองไปยังพวกเขา “ตามข้ามาก็พอ”
“พวกเราจะทำให้เจ้าล่าช้าหรือไม่?” ฮวากูเทียนเอ่ยถามด้วยความเกรงใจ เห็นได้ชัดว่าเขาคิดไม่ถึงว่าจะพบสถานการณ์เช่นนี้
“พวกเจ้ายังมีประโยชน์” ลู่เฉินพูดเพียงสั้น ๆ ทำให้ทุกคนสงสัยว่าชายหนุ่มหมายถึงมีประโยชน์อย่างไร
เขาไม่ได้อธิบายมากนัก แต่กลับนำทุกคนเริ่มเดินทางไปยังภูเขาเยาเหล่า
ทุกคนจึงทำได้เพียงเดินตามไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นเอง หลงฉีรวมทั้งหั่วเหล่าจิ่วและคนอื่น ๆ ถูกปีศาจกลุ่มหนึ่งล้อมไว้ แล้วคนบริเวณรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ หายไปต่อหน้าพวกเขาทีละคน
นี่ทำให้วิญญาณของหลงฉีตื่นตระหนกขึ้นมา “ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี!?”
หั่วเหล่าจิ่วครุ่นคิด “ทำได้เพียงสละเจ้าแล้ว!”
“สละข้า?” หลงฉียังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ หั่วเหล่าจิ่วจึงโบกพัด จากนั้นไฟเพลิงลูกหนึ่งจึงปกคลุมหลงฉีไว้
หลงฉีกังวลใจจนสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เจ้า เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน?”
หั่วเหล่าจิ่วไม่ได้พูดอันใด แต่กลับนำเม็ดยาออกมาแล้วเหวี่ยงไปรอบ ๆ จึงเกิดหมอกแผ่กระจายออกมา ปีศาจเหลานั้นจึงกระจายออกไปทันที
หั่วเหล่าจิ่วปรากฏตัวอีกครั้ง แต่กลับยืนอยู่ในสถานที่ที่ไร้ผู้คน และมองไปยังวิญญาณที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยลูกไฟเพลิง
“หั่วเหล่าจิ่ว! เจ้าหมายความว่าอย่างไร” หลงฉีบันดาลโทสะขึ้นมา
“เดิมที ข้ายังต้องการใช้คนจากสำนักอื่นจัดการเจ้าหนุ่มนั่น แต่พวกเจ้าช่างน่าผิดหวังนัก!” หั่วเหล่าจิ่วส่ายศีรษะอย่างเสียมิได้
เมื่อได้ยินดังนั้น หลงฉีจึงพูดด้วยความโมโห “เจ้า! เจ้าใช้พวกเรา!?”
“ใช่ มีปัญหาใดหรือ?” หั่วเหล่าจิ่วย้อนถาม
“ข้าจะสู้กับเจ้า!”
“หากไม่อยากตาย จงเชื่อฟังซะ” หั่วเหล่าจิ่วเผยรอยยิ้มประหลาด
“หมายความว่าอย่างไร?”
“มีคนอยากพบเจ้า” หั่วเหล่าจิ่วพูดจบก็เดินไปยังป่าแห่งหนึ่ง จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็มาถึงใต้ก้อนหินก้อนหนึ่ง จากนั้นจึงพูดกับก้อนหินด้วยความเคารพ “นายท่าน พาตัวมาแล้ว”
“เจ้าสำนักอสูรราตรีหรือ?”
“ใช่!”
ขณะนั้นเอง พลันมีคนเดินออกมาจากด้านหลังก้อนหินก้อนนั้น
คนผู้นี้สวมชุดคลุมยาวสีดำ และยังมีหน้ากากสีดำ บนร่างกายแผ่ไอปีศาจออกมา ขณะเดียวกันในไอปีศาจยังแฝงไปด้วยปราณโอสถ
ไม่เพียงเท่านั้น บริเวณของคนผู้นี้ยังมีเหรียญสัญลักษณ์สีแดงแขวนอยู่
“เหลือเขาคนเดียว?” ชายชุดดำจ้องมองไปยังหั่วเหล่าจิ่วพลางเอ่ยถาม
“คนอื่น ๆ ถูกปีศาจเหล่านั้นฆ่าแล้ว ส่วนเขา เป็นเพราะข้าพาเขาหนีออกมาได้”
ชายชุดดำพยักหน้า แล้วจึงมองไปยังหลงฉี “เจ้าอยากมีชีวิตรอดหรือไม่?”
“เจ้าคือใคร?”
“ข้าคือใครนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ข้าสามารถทำให้เจ้าแข็งแกร่งได้ และยังทำให้เจ้าเป็นเหมือนปีศาจเหล่านั้น วิ่งรอบ ๆ ภายในนี้ได้” ชายชุดดำยิ้มพลางมองไปยังหลงฉี
หลงฉีไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร ดังนั้นเขาจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายของข้านั้นง่ายนัก ข้าสามารถมอบพลังให้เจ้า ทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น เช่นนี้เมื่อเจ้าอยากฆ่าใครก็สามารถฆ่าได้” ชายชุดดำยิ้มพลางมองไปยังหลงฉี
หลงฉียังคงแคลงใจ
หั่วเหล่าจิ่วจึงหันไปพูดกับเขา “วางใจเถิด นายท่านผู้นี้ไม่กลับคำแน่”
“แท้จริงแล้วพวกเจ้าเป็นใคร?” หลงฉีอยากรู้ตัวตนยิ่งนัก
หั่วเหล่าจิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “คำถามนี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ เจ้ารู้เพียงแค่พวกเราสามารถทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นได้ และนี่เป็นเพียงตัวเลือกเดียวของเจ้า!”
หลงฉีมีสีหน้าไม่ดีนัก แต่เขาไม่มีทางเลือก จึงทำได้เพียงตอบกลับว่า “ได้!”
ชายชุดดำจึงนำผลน้ำเต้าสีดำลูกหนึ่งออกมา “มาเถิด เข้าไป!”
หั่วเหล่าจิ่วนำวิญญาณนั้นวางไว้บนผลน้ำเต้าสีดำลูกนั้น และผลน้ำเต้าสีดำได้ดูดหลงฉีเข้าไปทันที
เริ่มแรกหลงฉีคิดว่าเป็นเพียงพลังทั่วไปเท่านั้น แต่เมื่อเข้ามาภายใน จึงได้เห็นว่ารอบ ๆ เต็มไปด้วยไอปีศาจ และเริ่มโจมตีตนอย่างบ้าคลั่ง เขาจึงร้อนใจขึ้นมา “พวกเจ้าหลอกข้า!”
หั่วเหล่าจิ่วพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ไม่ใช่หลอกเจ้า แต่นายท่าน อยากจะเปลี่ยนเจ้าให้กลายเป็นวิญญาณปีศาจ!”
“วิญญาณปีศาจ?” หลงฉีไม่รู้ว่าหมายความเช่นไร
“ก็คือทำให้วิญญาณของเจ้าหลอมรวมกับไอปีศาจและกลายเป็นวิญญาณปีศาจ จากนั้นนายท่านจึงจะหากายเนื้อของปีศาจดี ๆ ให้เจ้ากลืนกิน จนสุดท้ายจะให้เจ้าเลือกศพปีศาจโบราณ เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าก็จะมีพลังปีศาจ และในที่นี้ ไอปีศาจก็จะเป็นพลังของเจ้า” หั่วเหล่าจิ่วอธิบาย
เมื่อหลงฉีได้ฟังจึงรู้สึกตื่นเต้น แต่กลับมีความคิดสงสัยบางอย่างขึ้นมา “เหตุใดเจ้าจึงไม่ลองดู?”
“ข้อแรก ปีศาจก็เหมือนกับอสูร จำเป็นต้องเลี้ยงดู และเจ้าเป็นสำนักอสูรราตรี เคยฝึกฝนวิถีสัตว์อสูร เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าใช้วิถีสัตว์อสูรของเจ้า สามารถสื่อสารกับปีศาจเหล่านั้นได้ ข้อสอง เจ้าไร้ซึ่งเนื้อกาย และข้อสาม ขั้นตอนนี้เจ็บปวดมากนัก ข้าไม่สามารถรับได้ แต่เจ้าไม่มีทางเลือก” หั่วเหล่าจิ่วค่อย ๆ อธิบายถึงสาเหตุ
หลงฉีสับสนขึ้นมา แต่ขณะนั้นเขาเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ราวกับวิญญาณถูกอะไรบางอย่างกัดอยู่
ชายชุดดำจึงพูดขึ้นมา “ข้าสามารถช่วยเจ้าได้ แต่เจ้าอย่าคิดต่อต้าน จงยอมให้ไอปีศาจทั้งหมดเข้าไปยังภายในวิญญาณของเจ้า”
ขณะนั้นหลงฉีไร้ซึ่งตัวเลือกเพียงต้องทำตาม
เวลาผ่านไปนึ่งก้านธูป วิญญาณของหลงฉีจึงเต็มไปด้วยไอปีศาจ และพูดด้วยพลังอันเต็มเปี่ยมออกมา “เก่งกาจนัก”
ชายชุดดำปล่อยหลงฉีออกมา จากนั้นจึงดูดปีศาจบางส่วนเข้ามา ทำให้หลงฉียอมจำนนต่อปีศาจเหล่านั้น และกลืนกินพลังของพวกมัน
“วิถีสัตว์อสูรมีประโยชน์จริหรือ?” หลงฉีแปลกใจ
“เดิมทีนั้นไม่มีประโยชน์ แต่ตอนนี้เจ้าใช้ไอปีศาจ ย่อมต้องมีประโยชน์” คำพูดของชายชุดดำทำให้หลงฉียังคงคลางแคลงใจ
แต่หลงฉียังคงทำตาม
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ปีศาจเหล่านั้นจึงเข้าไปราวกับว่าเชื่อฟังคำพูดของหลงฉี
หลงฉีดีใจ “ได้จริงหรือ?”
“ทำตามที่ข้าบอก ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน!” ชายชุดดำเผยรอยยิ้มออกมา
หลงฉีพูดด้วยความตื่นเต้น “ขอบคุณยิ่งนัก”
“ตอนนี้ดูดซึมซับพลังของพวกมัน จากนั้นจึงจะหาร่างกายให้เจ้า!” ชายชุดดำพูดด้วยความพึงพอใจ
เมื่อหลงฉีขานรับ ชายชุดดำจึงนำหลงฉีเดินออกไป
หั่วเหล่าจิ่วจึงเดินตามไป
…
ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ที่อยู่อีกด้านหนึ่งได้มาถึงยังด้านหน้าของหุบเขา
บนหุบเขานี้มีสะพานแขวนอยู่ และสะพานแขวนนี้เป็นโซ่ตรวนทั้งสิ้น ขณะเดียวกันก็มีค้างคาวสีเลือดจำนวนมากบินวนไปวนมาอยู่
“มีค้างคาวเลือดมากมายเช่นนี้เชียว?” เจ้าเมืองฮวาเทียนตกตะลึง
คนอื่น ๆ ต่างก็เบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าต่างก็คิดไม่ถึงว่าจะมีค้างคาวเลือดมากมายเช่นนี้
“ไม่ต้องสนใจพวกมัน” ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ พลางเดินไปยังด้านข้างของโซ่ตรวน
เจ้าเมืองฮวาเฉิงกังวลใจ “พวกมันคงไม่โจมตีพวกเราใช่หรือไม่?”
“ตลอดเส้นทางนั้น เจ้าเห็นปีศาจโจมตีพวกเจ้าหรือไม่?” ลู่เฉินย้อนถาม
เมื่อเจ้าเมืองฮวาเฉิงคิดแล้วจึงส่ายศีรษะ “ไม่มี!”
“เช่นนั้นก็ถูกต้อง” เมื่อลู่เฉินพูดจบ เขาก็เดินหน้าต่อไป
ใช่? ทุกคนมองหน้ากัน แต่ลู่เฉินได้เดินออกไปแล้ว
แต่เมื่อลู่เฉินไปถึงกลางสะพานนั้น ค้างคาวสีเลือดเหล่านั้นก็กระจายตัวออกไป ทว่ากลับมีเสียงดังอย่างรุนแรงมาจากด้านล่างของหุบเขา