ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 436 พลังแห่งมุมมองที่ดุร้าย!
บทที่ 436 พลังแห่งมุมมองที่ดุร้าย!
เมื่อเริ่มแรกนั้นไอปีศาจแผ่กระจายไปทั่ว ทำให้ที่นี่มีไอปีศาจหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“ไม่แปลกที่ปีศาจเหล่านั้นคิดจะดูดลมปีศาจ เพราะลมปีศาจคือผนึกที่ได้ผนึกไอปีศาจไว้” เมื่อเห็นดังนั้น ลู่เฉินจึงรู้สึกสนใจ
แต่ ‘เม็ดยาปีศาจ’ ของเขาได้หลอมรวมสมบูรณ์แล้ว ไอปีศาจเหล่านี้จึงไม่จำเป็นสำหรับเขาอีก ดังนั้นเพียงไม่นานก็สามารถหาทางออกของตำหนักนี้ และออกไปจากที่นี่ได้
ในสระโลหิต ของเหลวสีใสเหล่านั้นดูราวกับน้ำเดือดที่มีอุณหภูมิสูงที่พวยพุ่งขึ้นไปอยู่ตลอดเวลา
ฮวากูเทียนและคนอื่น ๆ ต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป
ซุนกู่รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา “นี่…เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?”
ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจนั้น ลู่เฉินก็เดินออกมา
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่เป็นอันใด ทุกคนจึงคลายกังวล
“ออกไปจากที่นี่เถิด อีกไม่นานไอปีศาจที่นี่จะมีความหนาแน่นขึ้นมา ถึงตอนนั้นมันอาจทำให้พวกเจ้าหายใจไม่ออกได้” พูดจบ เขาก็เดินนำออกไปด้านนอก แต่ทุกคนยังคงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ดังนั้นแต่ละคนจึงเดินตามออกไป
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนเดินก็ตามลู่เฉินไป
ซุนกู่อยากรู้เป็นอย่างมากว่าภายใต้สระโลหิตนั้นเกิดเรื่องใดขึ้น เพราะเมื่อก่อนนี้ เขาก็เป็นปีศาจเฒ่าอยู่ที่นี่ ทว่ากลับไม่เคยเห็นภาพที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ดังนั้นซุนกู่จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คือว่า นายท่าน…”
“ว่าอย่างไร?” ลู่เฉินมองไปยังซุนกู่
ซุนกู่เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “นายท่าน เมื่อครู่ ด้านล่างของสระนั่นเกิดเรื่องใดขึ้น? เหตุใดจึงมีไอปีศาจมากมายเช่นนั้น?”
เมื่อได้ยินว่ามีไอปีศาจ ชายหนุ่มจึงอธิบายออกมา “ด้านล่างมีผนึกอยู่ ผนึกถูกทำลาย ไอปีศาจจึงกระจายออกมา”
ซุนกู่ขานรับ แต่เจ้าเมืองฮวาเฉิงกลับแปลกใจ “ไข่มุกราตรีสมุทรของเจ้า?”
“ข้าพบแล้ว”
เมื่อทุกคนได้ยิน แต่ละคนจึงแสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมาทันที
ฮวากูเทียนค่อย ๆ มองไปยังลู่เฉินอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้น พวกเราสามารถไปยังภูเขาราตรีได้หรือไม่?”
“ออกจากหลุมปีศาจนี้จึงไปได้”
ทุกคนดีใจ รีบเดินตามลู่เฉินไปทันที
…
อีกด้านหนึ่ง เมื่อเหล่าหยางปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง วิญญาณเขาก็มีความอ่อนแอเป็นอย่างมาก แต่เขามองไปยังหั่วเหลาจิ่วที่รออยู่ “ไป พาข้าไปยังสถานที่หนึ่ง”
“นายท่าน ท่านหมายถึง?”
“อย่าพูดไร้สาระ พาข้าไป”
“ขอรับ นายท่าน!” หั่วเหลาจิ่วขานรับทันที
จากนั้นเหล่าหยางจึงพูดถึงสถานที่หนึ่ง หั่วเหลาจิ่วจึงนำทางเหล่าหยางออกไปจากที่นี่
…
เมื่อลู่เฉินและคนอื่น ๆ เดินออกจากหลุมปีศาจ เวลาก็ล่วงเลยไปครึ่งวัน จึงมาถึงยังด้านล่างของภูเขา
ต้นไม้บนภูเขานี้ล้วนเป็นสีดำทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน แสงสีดำที่กระจายออกมาก็ยิ่งเข้มมากขึ้น ทำให้จิตของทุกคนไม่สามารถไปถึงยอดเขาได้ จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าบนภูเขานั้นเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้น
ฮวากูเทียนแนะนำลู่เฉินว่า “บนภูเขาเต็มไปด้วยแสงเช่นนี้ และยังมีค่ายกลทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าใกล้ได้ ดังนั้นถ้าหากมีไข่มุกราตรีสมุทร เช่นนั้นก็คงจะง่ายขึ้น”
คนถูกแนะนำกลับไม่กลัวว่าบนภูเขานี้จะมีอันตรายอันใด เพราะเขาเพียงแค่อยากเห็นพลังของไข่มุกราตรีสมุทรเท่านั้น
ดังนั้น ชายหนุ่มจึงนำไข่มุกราตรีสมุทรออกมา ก่อนจะเห็นแสงสว่างจาง ๆ กะพริบอยู่
เยี่ยไห่โหรวที่อยู่ภายในไข่มุกนั้นสื่อสารกับลู่เฉินว่า “คุณชาย ในที่สุดก็จะปล่อยให้ข้าออกไปได้แล้วใช่หรือไม่?”
ทว่าลู่เฉินกลับตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากอยากให้ข้าจัดการเจ้า ก็จงพูดกับข้าต่อไป”
เยี่ยไห่โหรวดูหดหู่ขึ้นมาทันที
เมื่อลู่เฉินเห็นว่านางไม่พูดอันใด จึงลงมือใช้สมบัติวิญญาณนี้ จากนั้นราวกับว่าดวงตาทั้งสองข้างได้มองเห็นอันใดบางอย่าง เพียงไม่นานก็มองเห็นหมอกบนภูเขา ทั้งยังมองเห็นบนยอดเขาที่มีตำหนักร้างแห่งหนึ่ง
ภายในตำหนักนั้นมีซากปรักหักพังอยู่จำนวนไม่น้อย และมีกล่องอยู่มากมาย ภายในกล่องเหล่านี้มีไข่มุกวิญญาณทมิฬอยู่จำนวนมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ภายในตำหนักยังมีเม็ดยารวมถึงเคล็ดวิชาบางส่วนอยู่
เคล็ดวิชาเหล่านี้ ส่วนมากเป็นเคล็ดวิชาเซียน
“ดูเหมือนว่าจะมาจากแดนเซียนสามสิบหกชั้น” ชายหนุ่มพึมพำคนเดียว
แต่ลู่เฉินไม่ได้สนใจในเคล็ดวิชาเซียนเหล่านี้ เพราะมันเป็นขยะเสียส่วนมาก และแม้ว่าจะมอบให้คนเหล่านี้ พวกเขาก็มองไม่เห็น กระทั่งไม่มีความสามารถมากพอในการเรียนรู้ ทว่าเคล็ดวิชาเซียนจำเป็นต้องใช้พลังเซียนจึงจะสามารถฝึกฝนได้ ดังนั้นเขาจึงเพียงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่ได้สนใจอันใดเป็นพิเศษ
ก่อนที่เขาจะหันมองไปยังทุกคน “ด้านบนมีตำหนักแห่งหนึ่ง และภายในตำหนักนั้นมีกองไข่มุกวิญญาณทมิฬ รวมทั้งเคล็ดวิชาที่พวกเจ้าไม่เข้าใจอยู่”
“เคล็ดวิชาที่ไม่เข้าใจ?” ฮวากูเทียนแปลกใจ ส่วนคนอื่นก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าหมายความว่าอย่างไร
ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใดมากนัก แต่มองไปยังทุกคน “ขึ้นไปก็รู้แล้ว”
ทุกคนรู้ว่าอีกฝ่ายมีไข่มุกราตรีสมุทร ดังนั้นทุกคนจึงตามลู่เฉินขึ้นมาด้วยกัน
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนจึงมาถึงบนยอดเขา
ที่นี่มีตำหนักแห่งหนึ่งอยู่จริง
ฮวากูเทียนและคนอื่น ๆ มองเห็นตำหนักนี้ แต่ละคนจึงสนใจขึ้นมา จากนั้นก็พุ่งตัวเข้าไปยังภายในตำหนัก บางคนยังหัวเราะออกมาเสียงดัง “ไข่มุกวิญญาณทมิฬมากมายนัก…”
แต่คนเหล่านี้ยังไม่มีผู้ใดพบกล่องเหล่านั้น แต่ละคนกลับหวาดกลัวขึ้นมาเป็นอย่างมาก
เพราะตำหนักนี้มีกลิ่นอายที่น่ากลัว รุกรานเข้ามาภายในร่างกายของคนเหล่านี้
ผู้คนในนั้นจำนวนไม่น้อย กายเนื้อกลายเป็นเสียสติไป และวิญญาณยังหายออกไป
บางคนมีการตอบสนองที่ค่อนข้างเร็ว จึงรีบออกไปจากตำหนักทันที
แต่เมื่อครู่มีเพียงไม่กี่คนที่กลายเป็นเม็ดทรายไป บรรยากาศน่าขนลุกจนทุกคนเริ่มหวาดกลัวขึ้นมา ส่วนฮวากูเทียนก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “นี่เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?”
“พิษ กล่องเหล่านี้มีพิษ” ลู่เฉินอธิบาย
ฮวากูเทียนมีสีหน้าเปลี่ยนไป “พิษ? พิษใดกัน?”
ทุกคนหวาดกลัว ต่างพากันถามเกี่ยวกับพิษนั้นว่าเหตุใดจึงอันตรายเช่นนี้
เมื่อชายหนุ่มมองไปยังทุกคน เพียงความคิดเดียวเท่านั้น กล่องเหล่านั้นก็ลอยไปอยู่ตรงหน้าทุกคน แต่ทุกคนไม่กล้าเข้าใกล้ ทั้งยังหวาดกลัวจนต้องหาที่หลบซ่อน
ลู่เฉินนำศิลาวิญญาณบางส่วนออกมา และโยนไปยังกล่องเหล่านั้น จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว
ศิลาวิญญาณเหล่านั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำและกลายเป็นผงในที่สุด
“พิษที่แม้แต่ศิลาวิญญาณก็เป็นพิษได้?” นี่นับเป็นการทำลายความเข้าใจของทุกคนโดยสิ้นเชิง
ฮวากูเทียนมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง ลู่เฉินจึงอธิบายออกมา “พิษเหล่านี้ เดิมทีมีไว้ใช้จัดการกับเซียน แต่พวกเจ้ามีร่างกายเป็นมนุษย์ ย่อมไม่สามารถต้านทานได้”
เซียน?
ทุกคนมองหน้ากัน แต่ลู่เฉินไม่ได้อธิบายมากนัก เขาเริ่มทุบทำลายฝากล่องทีละใบ จากนั้นไข่มุกวิญญาณทมิฬก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน
ทุกคนเพียงแค่มองแต่ไม่กล้าเข้าใกล้
ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมา “ไข่มุกวิญญาณทมิฬเหล่านี้ปลอดภัย”
“จริงหรือ?” ยังคงมีบางคนไม่กล้าเชื่อ
ฮวากูเทียนยังรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ ดังนั้นจึงมองไปที่ลู่เฉิน “สัมผัสได้จริงหรือ?”
“ข้าเหมือนคนโกหกหรือ?”
คนถูกถามเช่นนั้นพลันยิ้มเจื่อน
จากนั้นก็มีคนลองสัมผัสดู ปรากฏว่าไม่เกิดอันตรายใด ๆ
ทุกคนจึงเข้าไปนำมันออกมาด้วยความตื่นเต้น
ฮวากูเทียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทุกนำออกมาแค่บางส่วนก็พอ อย่านำออกมามากเกินไป”
ทุกคนรู้ว่าหมายความว่าอย่างไร ดังนั้นเมื่อนำออกมาเพียงบางส่วนก็มอบให้ลู่เฉินด้วย แต่เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าทุกคนสนใจขนาดนั้นก็เผยยิ้มออกมา “ทางเดินด้านขวาของตำหนักนี้มีห้องขนาดเล็กอยู่ ที่นั่นมีพลังปราณค่อนข้างหนาแน่น หากพวกเจ้าผู้ใดอยากฝึกฝนก็สามารถไปที่นั่นได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็ดีใจขึ้นมา ต่างพากันเฮโลวิ่งไปทันที
จนในที่สุด ที่นี่จึงเหลือเพียงซุนกู่ สวีเตา รวมทั้งฟาเทียน และซูฮวาอวิ๋น
ลู่เฉินมองไปยังซูฮวาอวิ๋น “เจ้าไม่ไปหรือ?”
“ข้ายังไม่อยากสร้างปัญหาใด” ซูฮวาอวิ๋นตอบด้วยความลำบากใจ
ชายหนุ่มอดที่จะยิ้มไม่ได้ จากนั้นเขาก็นำกล่องภายในตำหนักที่ยังไม่ได้จัดการมาเปิดออกทั้งหมด และเมื่อนำไข่มุกวิญญาณทมิฬออกมาแล้วก็เดินไปอีกสถานที่หนึ่ง ส่วนสวีเตากับคนอื่น ๆ ได้แต่แปลกใจว่าลู่เฉินต้องการไปยังที่ใด