ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 437 ลูกไฟเพลิงสกัด!
บทที่ 437 ลูกไฟเพลิงสกัด!
ลู่เฉินไปยังอีกตำหนัก จนกระทั่งครู่หนึ่ง ทุกคนก็ได้ค้นพบห้องลับใต้ดินภายในตำหนักนี้ แต่เมื่อทุกคนเข้าไปยังห้องลับแล้วก็ถูกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้หวาดกลัวขึ้นมา
ที่นี่มีสมบัติวิญญาณเป็นจำนวนมาก
เพียงแต่สมบัติวิญญาณเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็น ‘สนิม’
สวีเตาเดินเข้าไป คิดจะหยิบขวานเล่มหนึ่งขึ้นมา แต่กลับพบว่าขวานค่อนข้างมีน้ำหนัก ทำให้เขาไม่สามารถขยับมันได้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ซูฮวาอวิ๋นกับฟาเทียนก็เดินเข้าไปดูด้วยความแปลกใจ
ผลลัพธ์ออกมาเช่นเดียวกัน ไม่ว่าคนเหล่าจะลองเช่นไรก็ไม่สามารถยกสมบัติวิญญาณเหล่านี้ขึ้นมาได้
สิ่งนี้ทำให้ฟาเทียนรู้สึกสงสัย “ผู้อาวุโส สมบัติวิญญาณเหล่านี้…?”
“ของเหล่านี้เป็นศาตราวุธเซียน เพียงแต่ไร้ซึ่งญาณศาตรา จึงกลายเป็นเพียงกองเศษเหล็กเท่านั้น” ลู่เฉินอธิบาย
ศาสตราวุธเซียน…ซากเหล็กที่ไร้ประโยชน์
ผู้คนในบริเวณนั้นจึงเบิกตากว้างขึ้นมา
ชายหนุ่มนำกระบี่และสมบัติวิญญาณอื่น ๆ ขึ้นมาอย่างง่ายดายพลางพูดขึ้นมาว่า “ถึงแม้สมบัติวิญญาณเหล่านี้จะไร้ซึ่งวิญญาณศาสตรา แต่วัสดุของมันนั้นไม่เลวเลยทีเดียว!”
วาจานี้ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกงุนงงขึ้นมา เพราะลู่เฉินนำสิ่งของเหล่านี้ขึ้นมา ได้ง่าย ๆ ราวกับว่ามันเป็นเพียงฝ้ายนุ่นที่บางเบา
ฟาเทียนตั้งใจเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านข้างลู่เฉิน และเดินวนรอบตัวเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา “ผู้อาวุโส เหตุใดจึงสามารถนำสมบัติวิญญาณเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย?”
“ไม่ว่าสมบัติวิญญาณใด ข้าก็สามารถเคลื่อนไหวมันได้อย่างง่ายดาย” ลู่เฉินอธิบายด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทำให้ทุกคนอดแสดงความนับถือไม่ได้
ทว่าชายหนุ่มเลือกสมบัติวิญญาณเหล่านี้ทีละชิ้น จากนั้นมือขวาก็ปรากฏลูกไฟเพลิงทั้งสี่ลูกออกมา
ลูกไฟเพลิงทั้งสี่ชนิดมีพลังสี่ประเภท
มนุษย์ ปีศาจ แมลง ภูต
เมื่อเห็นพลังทั้งสี่ประเภทกะพริบอยู่ ทุกคนก็พลันตกตะลึงขึ้นมา ต่างแปลกใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
ลู่เฉินจ้องมองไปยังลูกไฟเพลิงสลัวทั้งสี่นั้น พลางเอ่ยพึมพำว่า “ลูกไฟเพลิงทั้งสี่ น่าจะสามารถสกัดส่วนประกอบเหล่านี้ออกมาได้?”
เห็นเพียงเขานำลูกไฟเพลิงทั้งสี่หลอมรวมเข้าด้วยกัน และใช้ ‘คาถาหลอมไฟเพลิง’
คาถาหลอมไฟเพลิงนั้น เมื่อผ่านการหลอมแก่นแท้แล้ว และผ่านจุดตันเถียนกลายเป็นลูกไฟเพลิงชนิดหนึ่งแล้ว ลูกไฟเพลิงนี้จะสามารถสกัดแก่นแท้ศาสตราวิญญาณออกมาจากสมบัติวิญญาณได้ หรือที่เรียกว่า ผนึกแก้วศาตราวิญญาณ
เมื่อผนึกแก้วศาสตราวิญญาณรวมกับสมบัติวิญญาณใด สามารถทำให้สมบัติวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันได้ และยิ่งมีผนึกแก้วศาสตราวิญญาณจำนวนมาก ก็สามารถทำให้สมบัติวิญญาณยิ่งการเกิดเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันออกไป
ดังนั้น ลู่เฉินจึงนำซากเหล็กเหล่านี้ มา ‘สกัด’ ทีละชิ้น
ทว่าศาสตราวุธเซียนเหล่านี้สูญเสียศาสตราวิญญาณไปแล้ว ทำให้ค่าของพวกมันอ่อนแอเป็นอย่างมาก จึงทำให้ ‘สกัด’ ผนึกศาสตราวิญญาณออกมาได้ไม่มากเท่าไหร่นัก
แต่ชายหนุ่มยังคงนำผนึกศาสตราวิญญาณเหล่านี้หลอมรวมไปยังบนธนูเงามาร ทำให้คันธนูนี้เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นสมบัติวิญญาณศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดาว
“ระดับศักดิ์สิทธิ์แล้ว หากยังเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไปก็ยิ่งจะแตกต่างออกไป” ลู่เฉินมองคันธนูในมือพลางพึมพำขึ้นมา
แต่ผู้คนอีกด้านหนึ่ง ต่างหวาดกลัวกับมวลพลังของคันธนูนี้มาก
ลู่เฉินไม่สนใจสายตาของพวกเขา แต่กลับมองหาซากเหล็กรอบ ๆ เพื่อนำมาสกัดต่อไป
จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ธนูเงามารเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปเป็นสมบัติวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ห้าดาว
ไม่เพียงเท่านั้น คันธนูนี้ได้กลายเป็นสีดำ และด้านบนยังมีไอมารสว่างอยู่
“ตอนนี้ หากคิดจะยิงยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนให้บาดเจ็บด้วยศรเพียงดอกเดียวก็ไม่ใช่ปัญหาแล้วสินะ?” ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
ขณะนั้นเอง เจ้าเมืองฮวาเทียนและคนอื่น ๆ ก็รีบรุดเข้ามาใกล้ทันที
เพราะคนเหล่านี้พบว่าที่นี่มีการเคลื่อนไหวของกลิ่นอายที่น่ากลัวอยู่ แต่เมื่อพบว่ามันคือคันธนูนั่นแล้ว แต่ละคนจึงมีสีหน้าแปลกใจ
ลู่เฉินเก็บคันธนูเข้ามาก่อนจะมองไปยังทุกคน “เอาล่ะ การสำรวจภูเขาราตรีนี้จบลงแล้ว ข้าต้องไปแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายต้องไปแล้ว เจ้าเมืองฮวาเทียนก็รีบเอ่ยถามขึ้นมาทันที
“ไม่อยู่อีกสักหน่อยหรือ?”
“ไม่” ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องจัดการ ดังนั้นหลังจากที่ส่ายศีรษะปฏิเสธแล้ว ก็ให้สวีเตากลับไปยังสำนักแมลงวิญญาณ ส่วนซุนกู่นั้นต้องการที่จะอยู่ในหลุมปีศาจต่อไป
ลู่เฉินไม่บังคับให้อยู่ต่อ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายถูกตนจับมาแล้ว ดังนั้นชายหนุ่มจึงให้เข้าไปยังหลุมปีศาจ คอยสังเกตการณ์อยู่ที่หลุมปีศาจต่อไป
ลู่เฉินจึงนำฟาเทียนออกไปจากที่นี่ ส่วนซูฮวาอวิ๋นและเจ้าเมืองฮวาเทียน ทั้งสองจึงได้แต่มองอีกฝ่ายเดินจากไป
เมื่อทั้งสองเดินออกไปได้ไกลระยะหนึ่ง ผู้เฒ่ามู่ก็ปรากฏตัว เจ้าเมืองฮวาเทียนและคนอื่น ๆ เอ่ยขึ้นมาด้วยความเคารพ “ผู้เฒ่ามู่”
ผู้เฒ่ามู่พึมพำออกมา “สำนักเก้าสุขสงบนั้น ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นสำนักหนึ่งที่แกร่งแข็งในมหาทวีปจิ่วโหยวนี้อีกครั้งเสียแล้ว”
“ผู้เฒ่ามู่ ท่านบอกว่า สำนักเก้าสุขสงบ?” เจ้าเมืองฮวาเทียนแปลกใจ
“เขาคือสำนักเก้าสุขสงบ และเขาแข็งแกร่งเช่นนั้น ข้าคิดว่าสำนักเก้าสุขสงบจะต้องน่ากลัวขึ้นมากแน่” ผู้เฒ่ามู่วิเคราะห์
เจ้าเมืองฮวาเทียนและคนอื่น ๆ ต่างก็เห็นด้วย
ผู้เฒ่ามู่มองไปยังภูเขาราตรีอีกครั้งก่อนจะพูดออกมา “พวกเราไปกันเถอะ!”
ทุกคนขานรับแล้วจึงถอยออกไป
…
ขณะที่กำลังเดินทางกลับนั้น ฟาเทียนมองไปยังลู่เฉินด้วยความแปลกใจ “ผู้อาวุโส เช่นนั้นต่อไปพวกเรา…?”
“ข้าคิดว่าสำนักเหมันต์สงัดน่าจะรอให้ข้าไปจัดการพวกเขา”
คำพูดของลู่เฉินทำให้ฟาเทียนรู้สึกประหลาดใจ “หมายความว่าผู้อาวุโสจะไปสำนักเหมันต์สงัด”
“ก็ควรไป” ชายหนุ่มพูดกับฟาเทียน
ควรไป?
ฟาเทียนไม่รู้ว่าผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไร แต่ลู่เฉินพิจารณาตนเองแล้ว ว่าลำพังอาศัยพลังในตอนนี้น่าจะสามารถก่อกวนสำนักเหมันต์สงัดได้ประมาณหนึ่ง
ดังนั้น ลู่เฉินจึงจัดการอารมณ์ของตน และออกไปจากที่นี่โดยไม่พูดอันใดมากนัก
…
หนึ่งวันผ่านไป ชายหนุ่มออกมาจากป่าราตรีสมุทรได้เพียงไม่นาน ก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวออกมา
คนเหล่านี้มีไอมารสว่างวาบออกมา
ผู้ที่เดินนำมาคนแรกกล่าวออกมาด้วยความเคารพ “ท่านหมอเทวดาลู่ เจ้าสำนักเราขอเชิญท่าน”
“พวกเจ้าคือ?” ลู่เฉินกวาดสายตามองคนแปลกหน้าเหล่านี้
“ภูเขามารราตรี”
เมื่อลู่เฉินขานรับแล้วจึงเผยรอยยิ้มออกมา “ว่าอย่างไร? เจ้าสำนักของพวกเจ้าจัดการเรื่องภายในสำนักเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“เจ้าสำนักบอกว่า จำเป็นต้องให้ท่านไปเยือนสักครั้ง” ศิษย์ผู้นั้นร้องขอออกมา
“ก่อนหน้านี้ ข้าเคยพูดกับเจ้าสำนักพวกเจ้าแล้ว รอให้นางจัดการคนเหล่านั้นในสำนักให้เรียบร้อย ข้าจึงจะสามารถกลับไปรักษาอาการป่วยให้นางได้” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
ศิษย์ผู้นั้นลังเลก่อนจะพูดออกมา “ท่านลองดูจดหมายฉบับนี้ก่อนเถิด”
เมื่อพูดจบ คนคนนั้นก็ส่งมอบจดหมายที่ถูกปิดผนึกเป็นอย่างดีให้ชายหนุ่ม
ลู่เฉินมองอยู่ครู่หนึ่ง จดหมายฉบับนี้มีเพียงเขาที่สามารถเปิดได้ มิเช่นนั้นหากพยายามที่จะเปิดมัน เนื้อหาด้านในก็จะถูกทำลาย
เขาแปลกใจ เหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องทำเรื่องที่ดูลึกลับเช่นนี้
ชายหนุ่มนำจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาดู
เมื่อจดหมายฉบับนี้ถูกเปิดออก รูปภาพก็ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าเขา
“คุณชายลู่” นั่นคือเสียงของเจ้าสำนักหญิงแห่งภูเขามารราตรี ทว่ารูปภาพนั้นดูเลือนรางเพราะรอบกายนางเต็มไปด้วยไอมาร
ลู่เฉินพึมพำ “เหตุใดจึงมีไอมารมากมายเช่นนี้?”
“เมื่อท่านเห็นสิ่งนี้ นั่นหมายความว่า ข้าและผู้คนระดับสูงบางคนในภูเขามารราตรีถูกกักขังอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง และสถานที่นั้นรอบด้านเต็มไปด้วยผู้ฝึกวิถีมารที่หมกมุ่น และยิ่งพวกเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของอาจารย์เถียนอวิ๋นเมิ่ง ดังนั้นตอนนี้พวกเราจึงทำได้เพียงหลบเลี่ยงพวกเขา”
ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าเจ้าสำนักผู้นี้จะถูกผู้ใต้บังคับบัญชาของตนกักขังเอาได้
แต่เหตุการณ์ด้านหลังนั้นทำให้เขารู้สึกสนใจมันขึ้นมา
เพราะเจ้าสำนักผู้นี้บอกเขาว่ารอบกายนางมีสิ่งของประหลาดปรากฏออกมามากมาย ทั้งมีไอมารหนาแน่นมาก
ยิ่งผู้ฝึกวิถีมารเหล่านั้นตามหาพวกเขาอยู่ ทำให้นางไม่สามารถหนีออกมาได้ ดังนั้นจึงใช้เคล็ดวิชาลับพิเศษนี้ ส่งคนในนั้นออกมาหนึ่งคนเพื่อตามหาลู่เฉิน
“น่าสนใจนัก!” เมื่อลู่เฉินนึกถึงเม็ดยาสีขาว ‘เม็ดยามาร’ เม็ดที่ห้าของตน ชายหนุ่มพลันเผยรอยยิ้มพิกล
ผู้ที่อยู่ด้านหน้านั้นร้องขอขึ้นมาอีกครั้ง “ท่านได้โปรดเดินทางไปช่วยเจ้าสำนักของเราเถิด!”