ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 440 วิญญาณมารร่างคู่
บทที่ 440 วิญญาณมารร่างคู่
ทว่าเมื่อเงามารเพลิงได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสม่อก็พลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “เขาเป็นอุปสรรคก็จริง แต่ตอนนี้อีกฝ่ายมีไข่มุกราตรีสมุทร หากเจ้าคิดจะต่อต้านเขานั้น ช่างยากนัก!”
“ไข่มุกราตรีสมุทร แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกัน?” ผู้อาวุโสม่อเอ่ยถามด้วยความเข้าใจ
เงามารเพลิงจึงค่อย ๆ อธิบายเรื่องไข่มุกราตรีสมุทร
เมื่อได้ฟังแล้ว ผู้อาวุโสม่อก็เบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ? น่ากลัวเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ใช่ ดังนั้นตอนนี้พยายามอย่าเข้าใกล้เขาจะดีกว่า มิเช่นนั้นหากอยู่ในสายตาเขาแล้ว เจ้าจะหลบซ่อนอยู่ที่ใด เขาก็สามารถมองเห็นได้” เงามารเพลิงเอ่ยเตือน
“เช่นนั้น ควรทำอย่างไรดี?” ผู้อาวุโสม่อเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
เงามารเพลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงหันไปพูดกับผู้อาวุโสม่อ “หุ่นเชิดในป่านี้มีเท่าใดกัน?”
“ข้าเกรงว่า หุ่นเชิดเหล่านี้จะไม่เป็นผลใดกับเขา” ผู้อาวุโสพูดด้วยความกังวล
“เพราะเหตุใดกัน?”
ผู้อาวุโสม่อจึงเล่าเรื่องที่ลู่เฉินทำลายการควบคุมหุ่นเชิดมารออกมา
เมื่อได้ยินดังนั้น เงามารเพลิงก็กะพริบแสงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้เขาเข้าไปอยู่กับเจ้าสำนักมารราตรีนั่น”
“แต่ถ้าหากเขาเข้าไป เจ้าสำนักผู้นั้นจะไม่ร่วมมือกับเขาหรือ?”
“สถานที่นั้น รอบด้านกลับเต็มไปด้วยพืชประหลาด เมื่อเข้าไปแล้วก็ยากที่จะออกมาได้” เงามารเพลิงพูดด้วยความมั่นใจ
เมื่อผู้อาวุโสม่อเข้าใจ จึงมองไปยังเงามารเพลิง “ข้าจะไปจัดการ”
“อย่าเข้าใกล้เขามากเกินไป ตอนนี้ถือว่าเขานั้นน่ากลัวอยู่มาก” เงามารเพลิงเอ่ยเตือนขึ้นมา
“ได้” ผู้อาวุโสม่อจึงเดินออกไปจากตรงนั้น
เวลาผ่านไปไม่นาน ผู้อาวุโสม่อเดินออกมาด้านนอกด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก “ในเมื่อรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา น่าจะให้เถียนอวิ๋นเมิ่งล่อลวงเขาไว้ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง”
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้อาวุโสม่อจึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมาและเดินออกไปจากที่นี่
…
ขณะที่ลู่เฉินกำลังเดินนำอาไท่และฟาเทียนอยู่นั้น เพียงไม่นานเขาก็ได้เห็นผู้อาวุโสม่อเดินมาถึงกองต้นไม้ด้านนอก แต่ไม่นานต้นไม้เหล่านี้ก็กระจายออกไปทีละต้น ผู้อาวุโสม่อจึงรีบผละออกไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของต้นไม้เหล่านี้ “นี่คือต้องการเชิญข้าเข้าไปใช่หรือไม่?”
ผู้อาวุโสม่อไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังคิดสิ่งใด แต่เขากลับทำเพียงซ่อนตัวเองอยู่ไกล ๆ และใช้ลูกแก้วใสในการมองการเคลื่อนไหวของลู่เฉินและคนอื่น ๆ
เห็นเพียงลู่เฉินกับคนอื่น ๆ มาถึงเส้นทางเล็ก ๆ เส้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว และรอบ ๆ เส้นทางนี้เต็มไปด้วยต้นพืชที่ ‘ขึ้นอยู่ตามซอกหิน’
อาไท่รู้สึกสงสัยขึ้นมา “ก่อนหน้านี้ เส้นทางนี้ถูกพุ่มหนามหินสกัดขวางไว้ เหตุใดตอนนี้จึงหายไปหมดแล้ว”
“มีคนทำให้พวกมันออกไป” ลู่เฉินยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าพุ่มหนามเหล่านั้นได้ขึ้นไปอยู่ตามมุมกำแพงแล้ว
“ท่านหมายถึงผู้อาวุโสม่อ?” อาไท่ราวกำลังคิดถึงใครบางคน
“อืม”
“แต่ผู้อาวุโสม่อโกรธแค้นพวกเรามากมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้พวกเราเข้าไปได้?” อาไท่ยังคงไม่เข้าใจ
สำหรับคำถามนี้ ฟาเทียนก็ไม่เข้าใจเช่นกัน จึงมองไปยังลู่เฉิน “ผู้อาวุโส เพราะเหตุใดกัน?”
“ง่ายมากนักก็คืออยากให้พวกเราเข้าไป” ลู่เฉินมีชีวิตอยู่มานานแล้ว ดังนั้นเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ เขาจึงสามารถดูออกได้อย่างง่ายดาย
แต่อาไท่ยังคงรู้สึกกังวล “เหตุใดผู้อาวุโสม่อจึงต้องปล่อยให้พวกเราเข้าไป?”
“ไม่ว่าจะเพราะอันใด รีบจัดการต้นพืชพวกนี้เสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ลู่เฉินตอบกลับ
อาไท่กังวลใจขึ้นมา “อย่าสัมผัสต้นหนามพวกนี้อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากมันถูกกระตุ้น พวกมันจะโจมตีคนอย่างไร้เป้าหมาย เมื่อถึงเวลานั้นก็อาจจะหนีไม่รอด”
ฟาเทียนสงสัยขึ้นมา “ก็เป็นเพียงแค่ต้นหนาม? มีอันใดแตกต่างกันอย่างนั้นหรือ?”
อาไท่รีบอธิบายออกมาด้วยความตื่นตระหนก “ต้นหนามเหล่านี้ เดิมทีถูกแบ่งไว้รอบ ๆ แต่หากมันถูกโจมตี ก็จะโจมตีกลับไป”
“เก่งเพียงนั้นเชียวหรือ?” ฟาเทียนแปลกใจจึงปล่อยแสงทองออกไปตกลงสู่บยต้นหนามเหล่านี้
ต้นหนามเหล่านั้นดูราวกับค่อย ๆ ‘ฟื้นคืนชีพ’ ขึ้นมาทันที มันงอกขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งและพุ่งไปยังฟาเทียน
ฟาเทียนรวบรวมม่านแสงทองขึ้นมา ทว่าม่านแสงทองนั้นเมื่อถูกพุ่มหนามเหล่านั้นก็ฟาดลงมาทันทีก่อนจะแตกกระจายไปในบัดดล
เมื่อฟาเทียนเห็นว่ากำลังจะถูกต้นหนามเหล่านี้กลืนกินเข้าไปนั้น ลู่เฉินก็เดินมาด้านหน้าเขา และปลดปล่อยกลิ่นอายสองชนิดออกมาจากร่างกาย หนึ่งคือกลิ่นอายอันดับหนึ่งแห่งแดนภูเขาพันวิญญาณ สองคือมารอันดับหนึ่งแห่งแดนต้องห้ามหมื่นมาร
เมื่อกลิ่นอายสองชนิดนี้ปรากฏออกมานั้น พุ่มหนามมารเหล่านี้ก็หดถอยทันทีและไม่กล้าเข้าใกล้อีก
อาไท่ตกตะลึงขึ้นมา ส่วนฟาเทียนพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ผู้อาวุโสช่างเก่งยิ่งนัก สามารถทำให้พวกมันกลัวจนถอยไปได้ทันที!”
ชายหนุ่มกลับพูดขึ้นว่า “พุ่มหนามมารเช่นนี้มีพลังมารอยู่ ขณะเดียวกันก็มีพลังวิญญาณพืชอยู่ ดังนั้นพวกมันจึงเรียกได้อีกอย่างว่าวิญญาณมารร่างคู่”
“ร่างคู่?” อาไท่รู้สึกงุนงน
ฟาเทียนก็ไม่เข้าใจเช่นกัน “ผู้อาวุโส ร่างมารคู่คือสิ่งใดกัน”
“คนส่วนมากมักจะชอบแบ่งร่างตามพลังที่แตกต่างกัน เช่น ผู้ฝึกวิถีมาร เรียกว่าร่างมาร ผู้ฝึกเซียน เรียกว่าร่างมนุษย์ ถ้าไปถึงขั้นเซียนก็เรียกว่าร่างเซียน ส่วนวิญญาณพืช หรือไม้วิญญาณ เรียกว่าว่าร่างวิญญาณ นอกจากเหล่านี้ยังมี แมลง ภูต ปีศาจ สัตว์ร้าย และอื่น ๆ อีก”
เมื่อได้ยินดังนั้น อาไท่และฟาเทียนจึงได้เข้าใจ แต่หลังจากนั้นทั้งสองก็ตกตะลึงกับการกระทำของลู่เฉิน
เห็นเพียงเมื่อเขาเดินไปยังต้นพืชเหล่านั้น พวกมันก็หวาดกลัวขึ้นมาทันยที ราวกับว่าถูกคนทำให้หวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
ลู่เฉินจับเถาวัลย์เส้นหนึ่งขึ้นมา จากนั้นครู่หนึ่งเถาวัลย์เส้นนี้ก็เหี่ยวเฉาลงไป
“เกิดอันใดขึ้น?” ผู้อาวุโสม่อที่มองผ่านลูกแก้วใสพูดขึ้นมา เพราะแทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ไม่เพียงแต่ผู้อาวุโสม่อเท่านั้น ฟาเทียนก็พูดด้วยความตกตะลึงขึ้นมาเช่นกัน “ช่างเก่งกาจนัก”
อาไท่รู้สึกสงสัยอยู่ภายในใจ ‘เจ้าสำนักเลือกได้ถูกคนเสียจริง’
ส่วนลู่เฉินรู้สึกพึงพอใจอยู่ลึก ๆ เพราะต้นพืชร่างวิญญาณมารชนิดนี้ สามารถทำให้เขาหลอมรวมเม็ดยาสีขาวเม็ดที่ห้าและเม็ดที่หกได้ และยังเป็น ‘มาร’ ‘วิญญาณ’
ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่เก็บหนามมารเหล่านี้ไว้ ทั้งยังค่อย ๆ ดูดซับพวกมัน ทำให้พลังของพวกมันแห้งเฉาไป
เม็ดยา ‘มาร’ ‘วิญญาณ’ ทั้งสองภายในร่างกายของลู่เฉินพลันเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
แต่จำนวนของหนามมารนี้มีจำกัด
เขาใช้เวลาดูดซับไปประมาณหนึ่งก้านธูป เม็ดยาทั้งสองก็เกิดการหลอมรวมพลังขึ้นมาเล็กน้อย แต่ลู่เฉินยังคงไม่ละความพยาม เพราะเขารู้ว่าสถานที่ที่กักขังเจ้าสำนักมารราตรีนี้มีต้นพืชเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้นลู่เฉินจึงมองไปยังอาไท่และฟาเทียน “ไปเถิด”
ทั้งสองเดินตามไปทันที
ผู้อาวุโสม่อที่มองดูอยู่ด้านข้างของลูกแก้วใสรู้สึกสับสนขึ้นมา “นี่เขายังใช่คนอยู่อีกหรือ?”
ขณะนั้นเอง เงามารเพลิงปรากฏตัวออกมาจากด้านหลังกำแพง พลันจ้องมองมายังผู้อาวุโสม่อและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดูเหมือนว่าต้นพืชเหล่านั้นจะไม่ทำอันตรายใด ๆ ต่อเขา”
“นายท่าน ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี?” ผู้อาวุโสม่อกังวลใจ
เงามารเพลิงกะพริบแสงอยู่พลางเอ่ยขึ้นมา “ลองใช้ไอพิษ”
“ไอพิษ?”
“ต้นพืชบางส่วนมีพิษอยู่ เจ้าควบคุมมัน ก่อนที่เจ้าหนุ่มผู้นี้จะเข้าใกล้ จงนำพิษไหลกระจายไปรอบด้าน ทำให้หลังจากที่เขาสัมผัสมันจะได้รับพิษโดยตรง” เงามารเพลิงคิดแล้วจึงพูดออกมา
“ช่วยได้หรือ?”
“ต้นพืชพิษเหล่านี้สามารถจัดการขั้นแปลงเซียนได้ ข้าคิดว่า เขาเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ น่าจะไม่สามารถขจัดพิษเหล่านี้ได้”
“ขอรับ นายท่าน” ผู้อาวุโสม่อพูดจบก็ออกไปทันที
ฝั่งลู่เฉินนั้น เพียงไม่นานก็เดินออกจากเส้นทางเล็กนี้และได้เห็นกองต้นพืชสีดำด้านหน้า ทว่าบนต้นพืชนั้นยังมีกลีบดอกสีขาวซึ่งดูสวยงามอยู่
ลู่เฉินหันกลับไปมอง “พวกเจ้ารักษาระยะห่างกับข้าสิบก้าว”
“สิบก้าว?” ทั้งสองมองหน้ากัน ต่างก็อยากรู้ว่าเพราะเหตุใด