ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 439 ยิ่งลงมือเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งล้มลงไปเร็วเท่านั้น!
บทที่ 439 ยิ่งลงมือเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งล้มลงไปเร็วเท่านั้น!
“ตัดการสื่อสาร ทำให้เจ้าไม่สามารถควบคุมมได้อีก” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา หลังจากนั้นหุ่นเชิดมารก็ดูราวกับสูญเสียการควบคุมไปในทันที เพียงไม่นานก็ล้มลงด้านข้าง
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองและจักจั่นอัสนีถอยกลับมา
คนของสำนักมารราตรีต่างตกตะลึง
ผู้อาวุโสม่อรู้สึกไม่พอใจ โดยเฉพาะตนที่ถูกศรของลู่เฉินยิง ดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม อีกไม่นานพวกเจ้าจะต้องตาย!”
พูดจบ ผู้อาวุโสม่อก็หายตัวไปจากตรงนั้นพร้อมกับไอมาร
คนของสำนักมารราตรีจึงถอนหายใจคลายกังวลออกมา
แต่ยังไม่ทันได้หายใจเต็มปอด บริเวณใกล้ ๆ ปรากฏคนของสำนักมารราตรีออกมามากมาย แต่คนเหล่านี้ฟังคำสั่งของผู้อาวุโสม่อ ดังนั้นเมื่อปรากฏตัวออกมา แต่ละคนจึงตะโกนขึ้นมาว่าต้องการสังหารลู่เฉินและคนอื่น ๆ
ผู้ที่เป็นคนเชิญลู่เฉินมานั้นเริ่มกังวลใจขึ้นมา จึงหันไปตะโกนว่า “ทุกท่าน เขาคือคนที่เจ้าสำนักเชิญมา”
“อาไท่ เจ้าคิดว่าพวกเราโง่อย่างนั้นหรือ?” มีบางคนไม่เชื่อ ทั้งยังเอ่ยถามด้วยความสงสัย
คนอื่น ๆ ก็โห่ร้องขึ้นมาเช่นกัน
ผู้ที่ถูกเรียกว่าอาไท่คือผู้ที่มอบจดหมายให้แก่ลู่เฉินก่อนหน้านี้ เห็นเพียงเขาร้อนใจขึ้นมา “ข้าไม่ได้หลอกพวกเจ้า!”
แต่ผู้อาวุโสที่อยู่ในมุมมืดนั้นพูดกับทุกคนว่า “สำนักมารราตรีจงฟังคำสั่งข้า”
ผู้คนรอบ ๆ ขานรับขึ้นมาทันที “ขอรับ!”
เสียงนี้ดังก้องกังวานเป็นอย่างมากและสะท้อนไปทั่วบริเวณ
อาไท่ร้อนใจขึ้นมา ก่อนจะหันไปมองลู่เฉิน “ท่านหมอลู่ ข้ารู้ว่าใกล้ ๆ นี้มีถนนสายเล็ก ๆ อยู่สายหนึ่ง ขอเพียงแค่พวกเราเข้าไปยังถนนเส้นเล็กน้อยก็จะปลอดภัย”
ใครจะรู้ว่าชายหนุ่มเพียงตอบกลับสั้น ๆ ว่า “ไม่ต้อง ให้พวกเขามาเถิด”
“ว่าอย่างไรนะ?” อาไท่ชะงักไปครู่หนึ่ง
ฟาเทียนก็รู้สึกตกใจเช่นกัน “ผู้อาวุโส นี่มากเกินไปแล้ว อีกทั้งทั่วทั้งภูเขายังเต็มไปด้วยผู้ฝึกวิถีมารอีก”
“คนเหล่านี้คงไม่เกินขั้นก่อกำเนิดไปมากนัก ทว่าจุดนี้ แม้แต่การป้องกันของข้าก็ไม่สามารถทำลายได้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก
ฟาเทียนรู้ว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นแปลงเซียน ลู่เฉินก็ไม่สนใจ ดังนั้นแทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย
ผู้อาวุโสม่อที่อยู่ในมุมมืดเผยรอยยิ้มประหลาด “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะสู้กับคนมากมายเช่นนี้เพียงผู้เดียวหรือ?”
“อย่าพูดถึงขั้นก่อกำเนิดพวกนี้ แม้จะเป็นขั้นแปลงเซียนหลายคนก็ไม่ใช่ปัญหา”
“เจ้าอวดดีให้น้อยลงหน่อยเถิด” เมื่อผู้อาวุโสม่อพูดจบก็ถ่ายทอดคำสั่งออกมาอีกครั้ง หลังจากนั้นผู้คนขั้นก่อกำเนิดมากมายก็ออกมา คิดจะโจมตีลู่เฉินจากบนท้องฟ้า
ทว่าชายหนุ่มเปิดกำแพงพันชั้นทั้งหกร้อยชั้น และยืนอยู่บนก้อนหิน พลางมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม “มาเถิด”
คนเหล่านี้เริ่มโจมตีอย่างบ้าคลั่งและเป้าหมายก็คือลู่เฉิน
แต่เมื่อโจมตีออกไปแล้ว พวกเขาถึงรู้สึกเสียใจขึ้นมา
เห็นเพียงเมื่อการโจมตีมากมายเหล่านั้นตกลงสู่ร่างกายลู่เฉิน กำแพงเหล่านั้นก็แตกกระจายเป็นผงสีทองทีละชิ้น และดูดซับไปยังร่างคนเหล่านั้น ทำให้คนเหล่านั้นค่อย ๆ กลายเป็นรูปปั้นสีทองทีละคน
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
รูปปั้นสีทองเหล่านี้ค่อย ๆ ร่วงลงมาทีละตัว
คนอื่น ๆ ของสำนักมารราตรีรู้สึกสับสนขึ้นมา และฟาเทียนก็พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า “ผู้อาวุโสนับวันยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ”
อาไท่ผู้นั้นตกตะลึงจนแทบพูดไม่ออก “ไม่แปลกที่ต่อให้เป็นตายร้ายดีเช่นไร เจ้าสำนักจึงต้องตามหาท่านหมอลู่ให้ได้”
ผู้อาวุโสกลับรู้สึกไม่พอใจ ยังคงออกคำสั่งที่น่าพรั่นพรึงกับคนของภูเขามารราตรี “ตกใจอันใดกัน? ขึ้นไปกับข้า!”
ขึ้น? ทุกคนไม่ใช่คนโง่ โดยเฉพาะผู้คนที่ถูกเลือกให้ออกไปลงมือนั้น พวกเขาไม่คิดที่จะออกไปตาย ดังนั้นคนเหล่านี้จึงเพียงแค่กระซิบกระซาบ แต่กลับไม่ลงมือ
ลู่เฉินที่ยืนอยู่บนก้อนหินนั้นกวาดสายตามมองไปผู้คนรอบ ๆ “เป็นอย่างไร? ยังจะต่ออยู่หรือไม่?”
ต่อ? ใครจะกล้าไปต่อกัน? นอกเสียจากว่าคนผู้นั้นไม่กลัวตาย
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดขึ้นมา อาไท่ก็รีบก้าวออกมาด้านหน้าและกล่าวกับลู่เฉินด้วยความเคารพทันที “ท่านหมอลู่ โปรดมากับข้า”
พูดจบ อาไท่ก็รีบนำลู่เฉินและฟาเทียนออกไปจากที่นี่ คนบนเส้นทางเหล่านั้นไม่กล้าลงมือ ทำเพียงแค่จ้องมองอาไท่ที่นำทางชายหนุ่มจากไป
ผู้อาวุโสม่อโมโหจนด่ากราดออกมา เขายังคงก่นด่าคนเหล่านั้นอยู่ในมุมมืด แต่เมื่อก่นด่าไปได้เพียงครู่หนึ่ง เขาก็หายตัวไป เกรงว่าจะถูกลู่เฉินจับไปได้
ส่วนอาไท่ที่นำทางลู่เฉินนั้น ได้มาถึงถนนสายเล็กในภูเขามารราตรี และด้านข้างของถนนนี้มีแผ่นป้ายแขวนไว้ ‘พื้นที่ต้องห้าม’
ฟาเทียนแปลกใจ “พื้นที่ต้องห้าม?”
“ใช่ พื้นที่ต้องห้ามนี้ โดยปกติมีเพียงผู้อาวุโสและเจ้าสำนักเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ หรือไม่ก็ศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนัก” อาไท่อธิบาย
เมื่อฟาเทียนได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้น เจ้าคือศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักหรือ?”
“ใช่” อาไท่ขานรับ
ลู่เฉินจึงพูดขึ้นมาว่า “เข้าไปเถิด”
อาไท่รีบเชิญลู่เฉินเข้าไปทันที แต่เมื่อเข้ามาด้านในแล้วกลับเป็นป่าหนาทึบ ขณะเดียวกันยังมีไอมารเคลื่อนไหวอยู่มากมาย
“ไอมารของพวกเจ้า แตกต่างจากทั่วไป” ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดออกมา
อาไท่จึงอธิบายว่า “สำนักมารราตรีของเราเป็นสำนักโบราณสำนักหนึ่ง และสถานที่นี้ว่ากันว่ามีเส้นเลือดมารอยู่ เหมือนกับเส้นเลือดวิญญาณของผู้ฝึกฝนทางธรรม”
ลู่เฉินพยักหน้าก่อนจะเอ่ยถาม “ภูเขามารราตรีของพวกเจ้ามีประวัติยาวนานแค่ไหนกัน?”
“อย่างน้อยก็ห้าหมื่นปีแล้ว” อาไท่ตอบกลับ
เมื่อลู่เฉินเข้าใจจึงเปิด ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ ดวงตาทั้งสองราวกับมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งขึ้นมาทันที มองพื้นที่ต้องห้ามนี้จนทะลุปรุโปร่ง แม้แต่เจ้าสำนัก รวมทั้งพื้นเหล่านั้นอยู่ที่ใดก็เห็นได้ชัดเจนทั้งหมด
“ไข่มุกนี้ใช้ดีเสียจริง” ลู่เฉินพึมพออกมา
ฟาเทียนและคนอื่น ๆ ไม่รู้ถึงสถานการณ์ แต่เมื่ออาไท่เห็นว่าลู่เฉินเดินตรงไปทางใด เขาก็พลันมีสีหน้าตกตะลึง “ท่านหมอลู่ ท่าน…ท่านรู้ว่าเจ้าสำนักเราอยู่ที่ใด?”
“อืม”
อาไท่เบิกตากว้าง “แต่เจ้าสำนักเราไม่ได้บอกท่าน”
“ไม่ได้บอกข้า แล้วข้าหาเองไม่ได้หรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“แต่สถานที่นี้ แม้แต่เจ้าสำนักของเราก็ยังไม่รู้จักอีกหลายสถานที่ แต่ท่านเป็นเพียงคนนอก เหตุใดจึงคุ้นเคยกับเส้นทางของที่นี่นัก” อาไท่ไม่เข้าใจ
ลู่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ข้ามีสายตาคู่หนึ่งที่สามารถมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งได้”
อาไท่รู้สึกว่าดูเป็นเรื่องลึกลับมากเกินไป แต่ฟาเทียนกลับมองเขาด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสเก่งมากนัก”
อาไท่ก็คิดเช่นนั้น ดังนั้นจึงไม่ได้ถามอันใดมากนัก เพียงตามลู่เฉินไปอย่างเงียบ ๆ
ทว่าผู้อาวุโสม่อที่อยู่ในมุมมืดนั้นเห็นลู่เฉินเดินอยู่ภายในป่าผ่านไป สีหน้าของเขาพลันเต็มไปด้วยความแปลกใจ “แปลกนัก เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงเดินอยู่ภายในป่าได้อย่างอิสระเช่นนั้น?”
“เขาได้รับไข่มุกราตรีสมุทร ย่อมทำได้” เสียงหนึ่งดังขึ้น ผู้อาวุโสม่อรีบหันหลังกลับไปทันที
ผู้อาวุโสม่อหวาดกลัวขึ้นมา แล้วเขาก็เห็นเงาไอมารกลุ่มหนึ่งอยู่บนกำแพง เงานั้นมีแสงสีแดงเพลิงสว่างขึ้นมา
เมื่อผู้อาวุโสม่อเห็นสิ่งนี้ จึงอุทานออกมาด้วยความหวาดกลัวทันที “นายท่านหั่ว”
“เจ้าบอกว่าครั้งที่แล้ว คนที่ทำลายศิษย์ของเจ้าก็คือเขา?” เงามารเพลิงกะพริบขึ้นมาพลางเอ่ยถาม
“ใช่ คือเขา ทำลายถึงสองครั้ง ทำให้ข้าไม่ได้รับศาสตราวุธมารสองชิ้นนั่น” ผู้อาวุโสม่อโมโหขึ้นมา
“เจ้าหนุ่มผู้นี้…ชอบสร้างปัญหาเสียจริง” เงามารเพลิงกะพริบจากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นายท่าน เมื่อครู่ท่านพูดว่าเขามีไข่มุกราตรีสมุทร เกิดเรื่องใดขึ้น? แล้วท่านรู้จักเขาหรือ?” ผู้อาวุโสม่อแปลกใจ
“สายลับของข้ากระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ส่วนเขา ช่วงนี้ไปสร้างความเคลื่อนไหวภายในป่าราตรีสมุทร ข้าย่อมต้องรู้ และยิ่งในแดนวิญญาณ ผู้ที่ทำลายตำหนักวิญญาณสวรรค์ก็คือเขา” เงามารเพลิงค่อย ๆ อธิบายออกมา
“ว่าอย่างไรนะ?” ผู้อาวุโสม่อรู้สึกคาดไม่ถึง
“เบื้องบนให้ข้าตามหาร่องรอยของเขามาตลอด ดังนั้นช่วงนี้ข้าจึงตรวจสอบเรื่องของเขา แต่เพียงแค่คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาที่สำนักมารราตรี”
ผู้อาวุโสม่อพลันพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “นายท่าน ในเมื่อท่านมาแล้วก็ช่วยข้าจัดการเขาเถิด”
“จัดการเขา?”
“ใช่ จำเป็นต้องจัดการเขา มิเช่นนั้นเขาจะช่วยเจ้าสำนักภูเขามารราตรีและคนอื่น ๆ ออกมาได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่สามารถสำรวจผืนป่านี้ต่อไปได้ และไม่สามารถควบคุมภูเขามารราตรี ยิ่งไม่สามารถช่วยท่านจัดการบางเรื่องได้ด้วย!” ผู้อาวุโสม่อรีบอธิบายออกมาทันที