ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 452 หลอมเม็ดยาทั้งสองเม็ดในเวลาเดียวกัน!
บทที่ 452 หลอมเม็ดยาทั้งสองเม็ดในเวลาเดียวกัน!
กระบองเพชร?
ดูภายนอกแล้วนับว่าเหมือนมาก เพียงแต่ว่า ‘กระบองเพชร’ นี้ ไม่ใช่กระบองเพชรธรรมดาทั่วไป แต่สามารถกินคนได้ และมันยังมีการป้องกันที่แข็งแกร่ง ดังนั้นลู่เฉินจึงยิ้มพลางพูดออกมา “เจ้าเคยเห็นกระบองเพชรเช่นนี้หรือ?”
“ทั้งสีเข้ม และยังแผ่กระจายไอมาร และเมื่อครู่ ข้าได้ลองใช้กรงเล็บเงาบินโจมตีมัน แต่มันกลับไม่เป็นอันใดเลย!” แมวมารมายามีสีหน้าสลดไปเล็กน้อย
“แน่นอน นี่คือฝ่ามือมารกินคน มีการป้องกันที่แข็งแกร่ง และสามารถแก้เคล็ดวิชาได้มากมาย” ลู่เฉินตอบกลับ
แมวมารมายาพูดขึ้นมาด้วยความหดหู่ “เหตุใดจึงมีต้นพืชที่แปลกประหลาดเช่นนี้!”
“ยิ่งแปลกยิ่งดี”
“ยิ่งแปลกยิ่งดี?” แมวมารมายาไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร
เมื่อลู่เฉินจัดการกับอารมณ์ของตนแล้วก็เผยรอยยิ้มออกมา “ดีเลย สามารถเติมเต็มจุดสุดท้ายของข้าได้”
“เติมเต็มจุดสุดท้าย?” แมวมารมายาไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร
แต่เพียงไม่นาน แมวมารมายาจึงเข้าใจ
เห็นเพียงลู่เฉินออกเดินไปยังต้นพืชนั่น และหนามบนต้นพืชนี้จึงค่อย ๆ บินขึ้นมา คิดจะทิ่มแทงเขา
‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉินเปิดออก จากนั้นเมื่อหนามบินเหล่านั้นโจมตีเข้ามา กำแพงของชายหนุ่มก็ถูกทำลายไปถึงห้าร้อยชั้น
พลังของมันรุนแรงเกินไป แต่ยังดีที่ลู่เฉินได้มีกำแพงถึงหกร้อยชั้นแล้ว เมื่อรวมกับก้อนหินสีทองที่ถูกบดละเอียดแล้ว จึงปกคลุมต้นพืชเหล่านั้นไว้ทันที ทำให้พืชเหล่านั้นเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นสีทองในที่สุด จากนั้นมันจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีก
เมื่อแมวมารมายาเห็นดังนั้น จึงพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ “นี่มันการป้องกันอันใดของเจ้า ทำไมช่างน่ากลัวเช่นนี้?”
ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มออกมาแต่ไม่ได้พูดอันใด จากนั้นจึงนำมือข้างหนึ่งวางไว้ด้านบนรูปปั้นสีทอง และค่อย ๆ ดูดซับพลังของต้นพืชนี้ แต่เขาดูดซับได้เพียงครึ่งเดียว ก็มีเสียงดังออกมาจากภายในต้นพืชนั้น
น้ำเสียงนี้กล่าวออกมาด้วยความดุดัน “เจ้าคนสารเลว ถึงวาระของเจ้าแล้ว!”
ลู่เฉินคร้านจะเสียงเวลากับมันจึงดูดซับต่อไป
“อีกไม่นาน ข้าจะทำให้เจ้าต้องตาย!” พูดจบ ต้นพืชนี้ก็สูญเสียกลิ่นอายของชีวิตไป
“น่าสนใจ” เมื่อลู่เฉินพบว่าวิญญาณของมันได้หายไปนั้น ชายหนุ่มจึงเผยรอยยิ้มออกมาและดูดซับพลังในต้นพืชต้นนี้ต่อไป
จนกระทั่งดูดซับเสร็จแล้ว เม็ดยาสีขาวเม็ดที่ห้าและหกจึงสมบูรณ์
จากนั้นกลิ่นอายของลู่เฉินก็ดูทรงพลังขึ้นมา
เห็นเพียงเม็ดยาสีขาวเม็ดที่หกในร่างกายสว่างยิ่งขึ้น
ลู่เฉินกวาดสายตามองพลันเผยยิ้มออกมา “ภูต แมลง ปีศาจ มนุษย์ มาร วิญญาณต่างก็มีหมดแล้ว ขาดเพียงเม็ดยาสีขาวทั้งสาม ศาตราวุธ ซากศพ สัตว์ร้าย!”
ไม่เพียงเท่านั้น ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉินยังเพิ่มขึ้นไปถึงแปดร้อยชั้น และนี่เป็นเพราะเมื่อได้เพิ่มเม็ดยาสีขาวทั้งสองแล้ว จึงทำให้จำนวนชั้นเพิ่มขึ้นมาถึงสองร้อยชั้น
ขณะเดียวกัน พลังปราณภายในร่างกายของลู่เฉินก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก
นี่จึงทำให้ลู่เฉินรู้สึกพึงพอใจเป็นที่สุด
แต่แมวมารมายากลับหวาดกลัวขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของลู่เฉินที่เกิดการเปลี่ยนแปลง มันจึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “กลิ่นอายของเจ้า เหตุใดจึงแข็งแกร่งเพียงนี้?”
“ทำลายแล้ว ย่อมแข็งแกร่ง” ลู่เฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“แต่ข้าดูไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเจ้าเป็นจิตวิญญาณสีทองขั้นใด!” แมวมารมายาไม่เข้าใจ
“หากเจ้าดูออกก็จะได้เห็นภูตผีแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มประหลาด
แมวมารมายาไม่รู้ว่าตนควรพูดอันใดต่อ
ลู่เฉินจึงพูดกับมัน “รีบดูดซับไอมารเร็วเข้า!”
“อืม!”
แมวมารมายาฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นจึงเริ่มดูดซับอย่างบ้าคลั่ง
จนกระทั่งเมื่อลมมารที่นี่ค่อย ๆ เหลือน้อยลง ลู่เฉินจึงเดินเข้าไปด้านใน จากนั้นเมื่อเห็นว่าภายในนั้นก็มีรอยแตกอยู่
“มหาทวีปจิ่วโหยวนี้ ยังมีรอยแตกประหลาดเช่นนี้ไม่น้อยเลยจริง ๆ” เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายหนุ่มก็พึมพำออกมา
“ข้าดูดซับเสร็จแล้ว” แมวมารมายาตะโกนไปยังลู่เฉิน
เมื่อลู่เฉินได้สติ เขาจึงเก็บแมวมารมายาและออกไปจากที่นี่
…
เมื่อมู่หรงหยิงและคนอื่น ๆ ที่ดูด้านนอกของซากปรักหักพังเห็นว่ารอบ ๆ ไม่เกิดแผ่นดินไหวแล้ว ต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินจะเป็นเช่นไรบ้าง
ฟาเทียนจึงรีบวิ่งไปยังบนกองซากปรักหักพัง และเริ่มตามหาร่องรอยของลู่เฉิน
มู่หรงหยิงจึงหันไปตะโกนกับทุกคน “รีบช่วยกันหา”
ทุกคนจึงช่วยกันเข้าไปหาทันที
มู่หรงหยิงยังรู้สึกสับสนอยู่เล็กน้อย จึงทำได้เพียงเดินอย่างช้า ๆ แต่นางก็อดไม่ได้จึงเอ่ยถามถัวหลัวเยว่ “อาจารย์ ท่านสัมผัสกลิ่นอายเขาได้หรือไม่?”
“ไม่สามารถสัมผัสได้” ถัวหลัวเยว่ส่ายศีรษะ
“หรือว่าเขาจะตายแล้ว?” มู่หรงหยิงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ถัวหลัวเยว่จริงจังขึ้นมา “ช่องลมมารนั่น ว่ากันว่าน่ากลัวเป็นอย่างมาก”
เมื่อมู่หรงหยิงได้ยินอาจารย์ของตนพูดเช่นนั้น ในใจก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น
ฟาเทียนค่อย ๆ นำก้อนหินขนาดใหญ่เหล่านั้นออกมาทีละก้อน จากนั้นจึงตะโกนผ่านรอยแตกพวกนั้นเข้าไป “ผู้อาวุโส ท่านอยู่ที่ใด?”
“ข้าอยู่นี่ ตะโกนอันใดกัน?” เสียงของลู่เฉินดังขึ้นไม่ไกลจากทุกคน
ทุกคนต่างรีบหันไปมอง
ลู่เฉินที่ยังสบายดีไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ยืนอยู่ตรงนั้น
ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ ฟาเทียนจึงรีบเข้าไปพลางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ผู้อาวุโส ท่านไม่เป็นอันใดจริงหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรกัน?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังหลวงจีน
ฟาเทียนจึงพูดด้วยความเก้อเขินขึ้นมา “ข้าคิดว่าท่านจะเป็นอันใดไปเสียแล้ว”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มและมองไปยังมู่หรงหยิง “ใกล้จะได้บอกลากันเสียแล้ว!”
เมื่อมู่หรงหยิงได้ยินว่าลู่เฉินจะจากไป จึงรีบพูดขึ้นมา “ต่อไปหากมีเรื่องใดสามารถมาหาพวกข้าได้ ภูเขามารราตรีของเราจะยืนเคียงข้างท่าน”
ลู่เฉินรับรู้ถึงความตั้งใจของอีกฝ่าย จึงพยักหน้าพลางยิ้มออกมา “ข้ารู้”
หลังจากนั้น มู่หรงหยิงและชายหนุ่มเหล่านั้นจึงร่วมกันส่งลู่เฉินออกไปจากพื้นที่ต้องห้ามนี้ และยังคอยเฝ้ามองจนลู่เฉินเดินออกไปจากภูเขามารราตรีจนลับตา
เมื่อรอพวกเขาเดินจากออกไป ถัวหลัวเยว่จึงมองไปยังมู่หรงหยิง “ประกาศออกไป เราจะปิดภูเขามารราตรี!”
“ปิดภูเขา?” มู่หรงหยิงขมวดคิ้ว
“พื้นที่ต้องห้ามไร้ซึ่งไอมารแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นหากมีคนจากสำนักวิถีแห่งเต๋ามาก่อความวุ่นวาย เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่สามารถรับมือได้ ดังนั้นตอนนี้จึงควรปิดภูเขาเสียก่อน การหลบซ่อนตัวอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด”
เมื่อมู่หรงหยิงเข้าใจเหตุผลดังกล่าวจึงตอบกลับมาว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
หลังจากนั้น มู่หรงหยิงจึงออกไปประกาศปิดภูเขา ส่วนถัวหลัวเยว่ก็ได้นำกลุ่มชายชราไปหลบซ่อนตัว
…
ลู่เฉินจึงนำฟาเทียนเริ่มออกเดินทางไปยังสำนักเหมันต์สงัด
ขณะที่กำลังเดินทาง ฟาเทียนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “ผู้อาวุโส ข้าได้ยินว่า พวกท่านได้พบกับตำหนักวิญญาณมารหรือ?”
“ใช่ ก็คือผู้อาวุโสม่อ”
“ตำหนักวิญญาณมารนี้เป็นตำหนักอันดับหนึ่งแห่งแดนทักษิณา ท่านทำให้พวกเขาขุ่นเคืองใจเช่นนี้ ท่านจะไม่ถูกไล่ล่าสังหารหรือ?” ฟาเทียนพูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด “พวกเขา? ยังอ่อนแอนัก!”
“เช่นนี้เรียกยังอ่อนแอหรือ?” ฟาเทียนไม่รู้จริง ๆ ว่าลู่เฉินนั้นน่ากลัวเพียงใด
ชายหนุ่มจึงหยุดเดินและมองไปยังฟาเทียน “ข้ายังต้องช่วยเจ้าเพิ่มพลังปราณอีกเสียหน่อย”
“ข้า?”
“เมื่อไปยังวังเหมันต์สงัด ยากที่จะหลีกเลี่ยงที่จะต้องพบผู้คนที่น่ากลัวมากกว่านี้ ดังนั้นข้าจำเป็นต้องเพิ่มพลังให้เจ้า เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่เจ้าอาจจะถูกผู้อื่นทำร้ายได้”
คำพูดของลู่เฉินทำให้ฟาเทียนพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “หรือข้ายังมีพื้นที่ที่ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้?”
“ครั้งที่แล้วได้นำไข่มุกวิญญาณทมิฬจำนวนไม่น้อยมาจากป่าอาทิตย์อัสดง ถึงเวลาได้ใช้ประโยชน์จากมันเสียที” ลู่เฉินยิ้ม
ฟาเทียนรู้สึกเกรงใจแต่ยังคงพยักหน้า “ขอบคุณผู้อาวุโสมากนัก”
ลู่เฉินจึงหาภูเขาดี ๆ สักแห่งหนึ่ง จากนั้นเมื่อสร้างค่ายกลเรียบร้อย จึงเริ่มการเพิ่มพลังปราณให้ฟาเทียน
…
ขณะนั้นเอง ภายในตำหนักเหมันต์แห่งสำนักเหมันต์สงัด ผู้อาวุโสกระดูกได้ยืนอยู่ด้านหน้ารูปปั้นพลางเอ่ยขึ้นมาด้วยความเคารพ “นักบุญหญิง”
“ที่ภูเขามารราตรีเป็นอย่างไรบ้าง?” เสียงของนักบุญหญิงดังขึ้นมาจากตรงนั้น