ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 453 ก้าวเข้าสู่เมืองเหมันต์สงัด
บทที่ 453 ก้าวเข้าสู่เมืองเหมันต์สงัด
ผู้อาวุโสกระดูกจึงรายงานว่า “ตำหนักวิญญาณมารได้ส่งราชาอินทรีเพลิงออกไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยดีนัก”
“โอ้? สิบราชาสวรรค์ลงมือแล้ว? ทว่าก็ยังไม่สามารถทำให้เจ้าหนุ่มนั่นบาดเจ็บได้หรือ?” นักบุญหญิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
“ตามที่สายสืบรายงานมา ราชาอินทรีเพลิงได้พ่ายแพ้จนต้องล่าถอยออกไป แต่เจ้าหนุ่มนั่นไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ยิ่งไปกว่านั้น…”
“อันใดกัน?”
“เขายังนำผนึกราชาเห็ดวิญญาณแห่งภูเขามารราตรีไปด้วย” ผู้อาวุโสกระดูกรายงาน
“หนึ่งแสนปีก่อน ลู่เฉินผู้นั้นก็ทำข้าให้ปวดหัว แต่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งแสนปีแล้วก็มีเจ้าหนุ่มชอบขัดขวางผู้นี้ปรากฏตัวออกมาอีก ทั้งยังมีนามว่าลู่เฉินเช่นกัน!” นักบุญหญิงพูดด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
ผู้อาวุโสกระดูกจึงกล่าวปลอบ “นักบุญหญิง ท่านไม่ต้องกังวลใจไป เจ้าหนุ่มผู้นี้ไม่สามารถเทียบได้กับจอมมารลู่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนแน่!”
“แน่นอนว่าไม่ได้ เพราะจอมมารลู่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อน เพียงแค่ดีดนิ้วก็สามารถทำให้ยอดฝีมือทั่วทั้งมหาทวีปจิ่วโหยวได้รับความเสียหายแล้ว!” เมื่อนักบุญหญิงหวนคิดไปถึงภาพเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
เมื่อผู้อาวุโสกระดูกได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า “พวกเราควรทำต่อไปเช่นไรดี?”
“ไปยังตำหนักวิญญาณมาร แล้วบอกว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นจะมาสำนักเหมันต์สงัดในไม่ช้า”
ผู้อาวุโสกระดูกขานรับแล้วจึงหมุนตัวออกไปจากที่นี่
ภายในรูปปั้นนั้น นักบุญหญิงพึมพำขึ้นมาว่า “ไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้กับจอมมารลู่ แท้จริงแล้วมีความสัมพันธ์กันเช่นไร!”
ขณะที่นักบุญหญิงกำลังแปลกใจอยู่นั้น โหย่วหลงจึงเดินออกมา
“นักบุญหญิง”
“มีเรื่องใดหรือ?” นักบุญหญิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ช่วงนี้มีบางคนมายังวังเหมันต์สงัด และผู้อาวุโสกระดูกบอกว่าคนเหล่านี้ค่อนข้างพิเศษ ต้องการให้ข้าจัดการที่พักให้พวกเขา”
“เจ้าเพียงแค่ทำตามก็พอ”
“เช่นนั้น คนเหล่านี้คือ?” โหย่วลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“รอถึงเวลานั้นก็จะได้รู้” นักบุญหญิงคร้านจะอธิบาย
โหย่วหลงจึงทำได้เพียงถอยหลังออกไป แต่โหย่วหลงมักจะรู้สึกแปลก ๆ จึงหาสถานที่ที่ไร้ผู้คน จากนั้นก็สื่อสารกับลู่เฉินผ่านยันต์หุ่นเชิด
ขณะนั้น ชายหนุ่มยืนอยู่ด้านข้างฟาเทียน เฝ้ามองดูเขากำลังค่อย ๆ เพิ่มพลังปราณภายในค่ายกลที่ชายหนุ่มเตรียมพร้อมไว้
แต่เมื่อถูกโหย่วหลงเรียกเข้าก็จำต้องรีบนั่งลงทันที จากนั้นเขาก็หลับตาทั้งสองข้างลง
ขณะนั้นเอง ร่างของโหย่วหลงปรากฏอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน พลางเอ่ยด้วยความเคารพ “นายท่าน”
“ว่ามา เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“เมื่อไม่นานมานี้ ผู้อาวุโสกระดูกพาคนแปลก ๆ กลับมา”
“โอ้? ผู้ใดกัน?”
“มีหญิงกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีขาว มีผ้าปิดหน้าสีขาว และหญิงที่เป็นผู้นำยังสวมชุดสีแดง ด้านหลังมีขลุ่ยผิวสีแดงเสียบไว้หนึ่งเลา” โหย่วหลงอธิบายอย่างละเอียด
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “ขลุ่ยแดงของเซียนขลุ่ย?”
“เซียนขลุ่ย?” โหย่วหลงไม่รู้ว่าสิ่งที่นายท่านพูดนั้นคือผู้ใด
ชายหนุ่มไม่ได้อธิบาย แต่ตั้งสติก่อนจะเอ่ยถาม “นอกจากพวกเขาแล้วยังมีใดผู้อีก?”
“มู่ตู๋ซาแห่งเจ็ดมืดสังหารแห่งแดนทักษิณา และยังมีถูอิ่นซา” โหย่วหลงตอบกลับ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็เผยรอยยิ้มออกมา “ว่าอย่างไรนะ? เจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณาก็ไปยังวังเหมันต์สงัดหรือ?”
“มีเพียงสองคน”
“ยังมีอีกหรือไม่?”
“มีคนแปลก ๆ บางคน แต่เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่นั้นแปลกประหลาดมากนัก และยังสามารถเปลี่ยนสีได้ หากยืนอยู่บนกองต้นพืชหรือบนก้อนหินก็สามารถพรางกายได้” โหย่วหลงนำสิ่งที่ตนได้เห็นมาเล่าให้ลู่เฉินฟังทั้งหมด
ชายหนุ่มพูดขึ้นมาว่า “เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว”
“นายท่าน ครั้งนี้นักบุญหญิงได้เตรียมคนไว้จำนวนมากเพื่อรับมือกับการมาเยือนของท่าน”
“แล้วอย่างไร?”
“ข้าคิดว่านายท่านสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะครั้งนี้ได้ รอให้พวกเขาออกไปเสียก่อน แล้วท่านค่อยมา”
ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มเย็นชา “ไม่ต้อง ข้าอยากจะไปพบพวกเขาด้วยตนเองสักครั้ง!”
“แต่ว่า…”
“เอาเถิด เจ้าเพียงแค่ต้องคอยจับตามองการเคลื่อนไหวของพวกเขาให้ข้า ส่วนเรื่องอื่นเจ้าไม่ต้องสนใจ” เมื่อลู่เฉินพูดจบจึงตั้งสติกลับมา ส่วนโหย่วหลงก็กลับไปจัดการเรื่องของตนในวังเหมันต์สงัดต่อไป
เมื่อชายหนุ่มลืมตาขึ้นก็พึมพำออกมา “เป็นเซียนขลุ่ย? หรือว่าผู้สืบทอดของนาง?”
ลู่เฉินอยากไปดูจนแทบทนไม่ไหว แต่สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ก็คือยังต้องเพิ่มพลังปราณให้ฟาเทียน
ส่วนฟาเทียนนั้นเริ่มที่จะโจมตีพลังปราณอย่างบ้าคลั่งภายในค่ายกลที่เต็มไปด้วยไข่มุกวิญญาณทมิฬ
แต่ยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ การเพิ่มขึ้นของพลังปราณก็จะยิ่งช้าลงเท่านั้น
แต่ภายในร่างกายของฟาเทียนมีเพียงยุงเกราะโลหิตหนึ่งตัว มีมันค่อยช่วยเหลือฟาเทียน ทำให้ทุกครั้งที่ฟาเทียนเจอกับอุปสรรค์นั้นมักจะมีมันค่อยช่วยเหลือ ดังนั้นเพียงไม่กี่วัน ฟาเทียนที่อยู่ขั้นแปลงเซียนระดับต้นก็ไปถึงยังขั้นปรมาจารย์แปลงเซียน
อย่างไรก็ตามเมื่อไข่มุกวิญญาณทมิฬหมดไป ค่ายกลก็จะหายไปเช่นกัน
ฟาเทียนรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย “ผู้อาวุโส มีเพียงขั้นปรมาจารย์แปลงเซียน”
ลู่เฉินกลับยิ้ม “เจ้าเป็นปรมาจารย์ขั้นแปลงเซียน น่าจะไม่มีขั้นแปลงเซียนผู้ใดสามารถจับเจ้าได้แล้ว!”
“จริงหรือ?”
“เจ้าลองใช้เงาพระพุทธผู้พิทักษ์!”
ฟาเทียนจึงลองดูเสียหน่อย เมื่อหลอมรวมสองชั้นแล้ว และยังสามารถทำให้ทั้งสองชั้นแยกจากกันได้ กลายเป็นเงาพระพุทธเจ้าผู้พิทักษ์สองเงา
ไม่เพียงเท่านั้น ผิวหนังของฟาเทียนยังเป็นสีทอง ทั้งยังมีสีเลือดบางส่วน
เขาตกตะลึง “ผู้อาวุโส นี่คือ…?”
“เจ้าผ่านพลังปราณมาได้เพราะได้รับความช่วยเหลือจากยุงเกราะโลหิต แต่เป็นเช่นนี้ก็ดี มันแทบจะหลอมเป็นร่างเดียวกับเจ้า ทำให้ผิวหนังของเจ้าดูราวกับสมบัติวิญญาณสวรรค์เก้าดาว ยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนธรรมดาจึงไม่สามารถจับเจ้าได้”
เมื่อได้ยินลู่เฉินอธิบาเช่นนั้น ฟาเทียนจึงเบิกตากว้าง “จริงหรือ?”
“ไม่เชื่อ?”
ฟาเทียนเชื่ออย่างแน่นอน แต่ไม่ได้เห็นกับตาตนเอง ดังนั้นจึงพูดขึ้นมาด้วยความเก้อเขิน “ข้ายังอยากลองดู”
“เช่นนั้น เจ้าลองหาดาบแหลมคมหรือกระบี่โจมตีตนเองดู”
ฟาเทียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงนำกริชออกมาและแทงไปที่แขนของตน ทว่ากลับเห็นเพียงแสงสีเลือดสว่างขึ้นมาด้านนอก แต่ไม่เกิดอันใดขึ้น แม้กระทั่งรอยแผลเป็นก็ไม่มี
“นี่จะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว” ฟาเทียนคิดไม่ถึงว่าเนื้อกายของตนจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
ลู่เฉินยิ้ม “ตอนนี้เพียงแค่เริ่มต้น หลังจากนี้จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น”
เมื่อฟาเทียนได้ยินจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้อาวุโสช่วยตนจึงเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงมองไปยังลู่เฉินพลางพูดออกมาด้วยความนับถือ “ขอบคุณผู้อาวุโสเป็นอย่างมาก!”
“ไปเถิด” ลู่เฉินว่า
เมื่อฟาเทียนขานรับก็ก้าวตามลู่เฉินไปทันที
…
สามวันหลังจากนั้น ลู่เฉินมาถึงยังเมืองแห่งหนึ่งไม่ไกลจากสำนักเหมันต์สงัดมากนัก มันคือเมืองเหมันต์สงัด
ขณะนี้ที่นี่มีผู้คนมารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก และคนเหล่านี้ต่างก็มารอดูการแสดง
ทว่าท่ามกลางคนเหล่านี้กลับมีคนจำนวนมากที่ลู่เฉินได้คัดเลือกมาจากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด
คนเหล่านี้เมื่อเห็นว่าลู่เฉินปรากฏตัวขึ้นต่างก็พูดขึ้นมาด้วยความเคารพ “นายท่าน”
ทันใดนั้นเอง ผู้คนมากมายของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดที่แฝงตัวอยู่ภายในเมืองเหมันต์สงัดก็วิ่งเข้ามาหาลู่เฉินและแสดงความเคารพ
คนจากสำนักอื่นและผู้ที่แยกตัวมาฝึกฝนบางส่วนต่างก็สงสัย “นี่คือหมอเทวดาที่เอาชนะแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดได้หรือ?”
“ใช่ คือเขา!”
“เขาเก่งเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ว่ากันว่าเขายังสามารถเอาเอาชนะห้ามือสังหารจากเจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณาได้ด้วย!” บางคนเล่าเรื่องราวของลู่เฉินออกมา
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็กลายเป็นผู้ที่หลาย ๆ คนต่างก็แสดงความนับถือขึ้นมา
แต่ยังมีบางคนที่ไม่คิดว่าลู่เฉินจะมีความสามารถเช่นนั้นได้ ดังนั้นจึงยังคงพูดติฉินนินทาลับหลังอยู่
ลู่เฉินไม่สนใจแต่มองไปยังคนคนหนึ่ง
คนผู้นั้นคือหานลั่วสุ่ย
“เจ้านำทุกคนไปรวมตัวกันที่ประตูทางเข้าเมือง วันรุ่งขึ้น ข้าจะพาพวกเจ้าไปยังสำนักเหมันต์สงัด”
หานลั่วสุ่ยขานรับ “ขอรับ!”
หลังจากนั้น หานลั่วสุ่ยก็นำทุกคนออกเดินทาง ฟาเทียนมองไปรอบ ๆ พลางกระซฺิบเบา ๆ ว่า “ผู้อาวุโส ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าบริเวณรอบ ๆ นี้มีบางคนกำลังคิดเรื่องชั่วร้ายกับพวกเราอยู่?”