ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 462 เซียนขลุ่ยลงมือ
บทที่ 462 เซียนขลุ่ยลงมือ
เถียนอวิ๋นเมิ่งคุ้มคลั่ง ผลักมือทั้งสองข้างออกไป ส่งหมอกหิมะให้พุ่งไปล้อมตัวลู่เฉิน ราวกับว่าจะกลืนกินชายหนุ่มเข้าไป
เม็ดยาเพลิงที่ควบแน่นเป็นเม็ดยาหยางทั้งหกนั้นถูกกระตุ้นในร่างกายของลู่เฉิน ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกร้อนฉ่าไปทั้งตัว และเมื่อหมอกหิมะมาถึง ลู่เฉินก็ไม่เป็นอันใด
เถียนอวิ๋นเมิ่งตกตะลึง “เจ้าอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้นไม่ใช่หรือ?!”
“แล้วไง?” ลู่เฉินยิ้มแปลก ๆ
เถียนอวิ๋นเมิ่งเริ่มกระวนกระวาย นางเริ่มโจมตีทุกรูปแบบ แต่ไม่สามารถทำอันใดลู่เฉินได้เลย
ชายหนุ่มล้อนางว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าทำอันใดข้าไม่ได้ แล้วตอนนี้จะทำอันใดได้?!”
“ตอนนี้ข้าอยู่ในขั้นแปลงเซียนระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว!” เถียนอวิ๋นเมิ่งตื่นตระหนก
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ดูเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “แล้วอย่างไร?”
เถียนอวิ๋นเมิ่งไม่ยินดีนัก ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ ไข่มุกสวรรค์ปลอมในร่างกายของนางทะลุผ่านร่างออกมาทันที มันเปล่งแสงสีเลือด ปกคลุมร่างของเถียนอวิ๋นเมิ่งเอาไว้
ครู่ต่อมาเถียนอวิ๋นเมิ่งก็คำรามลั่น ตามมาด้วยปีกสีแดงคู่หนึ่งที่ปรากฏขึ้น ร่างของนางลอยขึ้นกลางอากาศ
“เจ้าบังคับข้าให้ทำแบบนี้เอง!” เถียนอวิ๋นเมิ่งพูดด้วยเสียงแหบแห้ง
ลู่เฉินมองไปที่นางและพึมพำว่า “ไข่มุกสวรรค์ปลอมนั่นมีไอมาร!”
“ไม่สำคัญว่ามันจะเป็นไอมารหรือไม่ ขอแค่มันสามารถฆ่าเจ้าได้ก็พอ!” เถียนอวิ๋นเมิ่งไม่สนใจอีกต่อไป แม้แต่สติสัมปชัญญะก็ไม่ชัดเจน
ลู่เฉินเตือนว่า “ในไม่ช้า เจ้าจะถูกมารสิง สุดท้ายก็จะสูญเสียความเป็นตัวเอง! กลายเป็นมารเต็มตัว!”
“ข้าไม่รู้ว่ามารที่เจ้ากำลังพูดถึงคืออันใด รู้แค่ว่ายามนี้ ขอแค่ข้าลงมือ ข้าก็สามารถสังหารเจ้าได้อย่างง่ายดาย!” เถียนอวิ๋นเมิ่งกล่าวอย่างมั่นใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็รับประกันเลยว่าเจ้าจะต้องกลัวข้าแน่!”
“กลัวเจ้าหรือ?” เถียนอวิ๋นเมิ่งไม่เชื่อ ทันใดนั้นเงาก็ปรากฏตัวต่อหน้าลู่เฉิน
ลู่เฉินเปิดพลังมารหมายเลขหนึ่งเขตหวงห้ามหมื่นมาร
ปิศาจทั้งหมดต่างหวาดกลัวกลิ่นอายนี้
และก่อนที่ร่างของเถียนอวิ๋นเมิ่งจะไปถึงลู่เฉิน นางก็รู้สึกว่าร่างกายแข็งทื่อ ไม่ฟังนางด้วยซ้ำ
“นี่ เกิดอันใดขึ้น?” เถียนอวิ๋นเมิ่งกระวนกระวาย
ลู่เฉินมองไปที่เถียนอวิ๋นเมิ่ง พลางแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “เมื่อคนคนหนึ่งถูกมารเข้าแทรก จะเหลือสติสัมปชัญญะแค่ครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็จะไม่ได้สติ กลายเป็นมารที่แท้จริง และมารที่แท้จริงนั้นแตกต่างจากผู้ฝึกตนวิถีมารลิบลับ”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดถึงสิ่งใด!” เถียนอวิ๋นเมิ่งสับสน แต่นางรู้สึกว่าร่างกายของนางแข็งทื่อ จิตใจถูกไอมารบดบังไปแล้ว
ลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม “หากถูกมารเข้าแทรก เจ้าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังทำอันใดอยู่ สุดท้ายจะกลายเป็นมาร สูญเสียตัวเองไป แต่ผู้ฝึกฝนวิถีมารยังเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ต่างจากคนทั่วไป!”
“ไม่ว่าจะเป็นมารที่แท้จริงหรือผู้ฝึกตนวิถีมาร อย่างไรก็ตามวันนี้ข้าต้องฆ่าเจ้าให้ได้!” หลังจากเถียนอวิ๋นเมิ่งพูดจบ นางก็เริ่มลากร่างที่ใหญ่โตของตนเองไปโจมตีลู่เฉิน
ลู่เฉินส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ “เมื่อเจ้ากลายเป็นมารที่แท้จริง เช่นนั้นก็ไม่ใช่เจ้าแล้ว!”
ดวงตาของเถียนอวิ๋นเมิ่งค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ กลิ่นอายบนเรือนร่างรุนแรงขึ้น ไอมารแทรกซึมไปทั่วร่างกายแล้ว
ทว่ากลับมีเสียงขลุ่ยดังขึ้น
เสียงขลุ่ยดูเหมือนจะควบคุมเถียนอวิ๋นเมิ่งได้ ทำให้นางไม่กลัวอีกต่อไป และท่ามกลางเสียงขลุ่ยนั้น เถียนอวิ๋นเมิ่งก็สามารถตบหน้าลู่เฉินได้
ลู่เฉินเริ่มเปิดใช้ ‘กำแพงพันชั้น’ และหลังจากเถียนอวิ๋นเมิ่งทุบทำลายได้ห้าร้อยชั้น ชายหนุ่มก็ใช้ผงสีทองปกคลุมร่างของเถียนอวิ๋นเมิ่งไว้ ทำให้เถียนอวิ๋นเมิ่งกลายเป็นรูปปั้นทองคำในทันใด
จากนั้นชายหนุ่มก็ดึงกระบี่สยบเก้าทิศออกมา เมื่อเขากำลังจะกำจัดเถียนอวิ๋นเมิ่ง วิญญาณหลักก็บินออกจากร่างของเถียนอวิ๋นเมิ่งพร้อมด้วยไอมารที่ทะลักทลายออกมา
ลู่เฉินพูดกับแมวมารมายาทันที “หยุดนางไว้!”
แมวมารมายาไล่ตามไป แต่ทันใดนั้นเสียงขลุ่ยอันทรงพลังก็กระทบกับแมวมารมายา มันกลิ้งไปในอากาศ พูดด้วยความโกรธเคืองว่า “ใคร!”
ลู่เฉินจึงพูดกับแมวมารมายาที่มองไปรอบ ๆ ว่า “กลับมา!”
ทว่าแมวมารมายาไม่เต็มใจนัก ดังนั้นสุดท้ายลู่เฉินจึงต้องพูดว่า “ที่เหลือให้ข้าจัดการเอง!”
มันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอยไปที่แขนของลู่เฉิน
ว่าแล้วชายหนุ่มก็ใช้ ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ มองเข้าไปในความมืด จนได้เห็นกลุ่มสตรียืนอยู่ โดยหัวหน้าของสตรีกลุ่มนั้นสวมอาภรณ์สีแดง และกำลังเป่าขลุ่ยสีแดง
นางสวมผ้าคลุมหน้าสีแดง แม้แต่ไข่มุกราตรีสมุทรก็มองไม่เห็นใบหน้า
“ไข่มุกราตรีสมุทรก็ไม่ได้หรือ?” ลู่เฉินประหลาดใจ เขาคลายน้ำแข็งบนร่างของฟาเทียนออก แล้วลากเจ้าตัวกับหานลั่วสุ่ยเดินไปทางเดียวกัน
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ร้อยก้าว ลู่เฉินและพวกทั้งสามคนก็เห็นสตรีกลุ่มนั้นอีกครั้ง
พวกนางหยิบขลุ่ยออกมา คราวนี้ขลุ่ยเป็นสีมรกตทั้งหมด พลานุภาพไม่น้อยแต่อย่างใด
เสียงขลุ่ยทรงพลังทำให้หานลั่วสุ่ยและฟาเทียนเจ็บปวดรวดร้าวจนไม่อยากมีชีวิตต่อ
ลู่เฉินจึงหยิบกู่ฉินเพลิงโบราณออกมาทันที ซึ่งคลื่นเสียงของมันก็ทำให้เสียงขลุ่ยจางไป ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยจึงรู้สึกดีขึ้น
แต่พวกเขากลับก็มีเหงื่อแตกพลั่กออกมา ดูอ่อนกำลังยิ่งกว่าเดิม
ส่วนสตรีเหล่านั้น หลังจากที่เห็นลู่เฉินต่อต้านเสียงขลุ่ยด้วยกำลังของตน พวกนางก็ต่างตกใจ
ลู่เฉินมองไปที่สตรีคนหนึ่งและถามขึ้นว่า “เซียนขลุ่ย นั่นคือผู้ใด?”
อีกฝ่ายไม่พูด ก่อนที่ไม่นานรอบตัวลู่เฉินจะมีเปลวไฟล้อมรอบ และเปลวไฟเหล่านี้ก็แผดเผาร่างกายของลู่เฉินทันที
ลู่เฉินจึงแค่นเสียง “คาถาเสียงเพลิงเป็นของดี แต่เมื่อไฟเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของข้า มันจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของเจ้า!”
สตรีคนนั้นไม่เชื่อ นางเร่งเปลวไฟให้ลุกท่วม แต่เปลวไฟนี้กลับสลายหายไปต่อหน้าต่อตา!
สายตาของสตรีผู้นั้นเปลี่ยนไป แต่นางไม่รีรอ เค้นพลังใส่ลู่เฉินต่อ
ลู่เฉินคิดอยากจะดึงผ้าคลุมหน้าของอีกฝ่ายออก แต่ใครจะรู้ว่าผ้าคลุมนั้น ‘เหนียว’ ยิ่ง มันติดกับใบหน้าของอีกฝ่าย และต่อให้ต้องการจะฉีกออก เขาก็ฉีกไม่ได้!
ลู่เฉินจึงหัวเราะ “หน้าเจ้าเสียโฉมสินะ?”
อีกฝ่ายไม่พูด ทว่าจังหวะนั้นขลุ่ยก็สาดแสงสีแดง ปล่อยเปลวไฟพวยพุ่งออกมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้เปลวไฟกลายเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่แล้วโจมตีลู่เฉินอย่างแรง
เพราะลู่เฉินมี ‘กำแพงพันชั้น’ เมื่อฝ่ามือโดนลู่เฉิน ผงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกไป
ก้อนผงสีทองพุ่งเข้าหาสตรีคนนั้นทันที
นางหายไปจากตำแหน่งเดิมประหนึ่งว่าเป็นเพียงเงา
ฟาเทียนพลันตกใจ “ผู้อาวุโส นางหายไปแล้ว!”
หานลั่วสุ่ยมองไปรอบ ๆ พบว่าในเวลานี้สตรีเหล่านั้นหายไปทีละคน
“ผู้อาวุโส พวกนางเป็นใบ้กันรึถึงไม่พูดอันใดสักคำ!” ฟาเทียนสงสัย
หานลั่วสุ่ยก็สงสัยเช่นกัน “ใช่ อีกฝ่ายไม่พูดสักคำเดียว!”
ลู่เฉินแปลกใจ “ไม่เพียงแต่เขาไม่พูดเท่านั้น แต่ยังหลอมรวมใบหน้าและผ้าคลุมหน้าไว้ด้วยกัน”
“หลอมรวม?” ฟาเทียนสับสน
หานลั่วสุ่ยจึงถามว่า “ที่ท่านบอกว่านางเสียโฉม จริงหรือเปล่าขอรับ?”
ฟาเทียนที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมองไปที่ลู่เฉินเพื่อรอคำตอบอย่างใจจดจ่อ