ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 463 เมื่อบรรเลงคาถาทำลายเสียง ความเงียบสงบก็บังเกิดทันที!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 463 เมื่อบรรเลงคาถาทำลายเสียง ความเงียบสงบก็บังเกิดทันที!
บทที่ 463 เมื่อบรรเลงคาถาทำลายเสียง ความเงียบสงบก็บังเกิดทันที!
ลู่เฉินคลี่ยิ้มออกมา “ผ้าคลุมหน้านั่นไม่ใช่ผ้าคลุมหน้าธรรมดา!”
ฟาเทียนไม่รู้ว่าผ้าคลุมหน้านั้นพิเศษตรงไหน
ลู่เฉินมีความสามารถในการควบคุมทุกอย่าง แต่ผ้าคลุมหน้านั้นต้องหลอมรวมเข้ากับนางแน่ เขาถึงฉีกมันออกไม่ได้
และไม่ว่าอย่างไร ลู่เฉินก็ต้องเคยพบนางมาก่อนเป็นแน่!
ชายหนุ่มใช้ ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ มองไปรอบ ๆ จนกระทั่งพบร่องรอยของกลุ่มคน แล้วจึงเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ”
ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยรีบตามไป
…
ในห้องลับวิญญาณของเถียนอวิ๋นเมิ่ง หญิงสาวกำลังถูกคลื่นไอมารหลอกหลอนจนเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!” เถียนอวิ๋นเมิ่งมองไปที่ผู้อาวุโสกระดูกและผู้บรรเลงขลุ่ยรอบตัวนางด้วยสีหน้าเจ็บปวด
แต่คนเหล่านี้ไม่แยแส
เถียนอวิ๋นเมิ่งจึงเอ่ยขอร้อง “ผู้อาวุโสกระดูก ได้โปรด ข้ายังไม่อยากถูกมารเข้าสิง!”
“เจ้าถูกกำหนดให้มีจุดจบแบบนี้ตั้งแต่ใช้ไข่มุกนั่นแล้ว” ผู้อาวุโสกระดูกเอ่ยเสียงเย็น
“ข้าไม่ต้องการมัน!” เถียนอวิ๋นเมิ่งพลันร้อนใจ
ทว่าพูดไปก็ไม่มีใครสนใจ นางได้แต่ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่สติจะพร่ามัวไปมากกว่านี้ นางก็ตะโกนด้วยความเจ็บปวดใจว่า “ท่านนักบุญ ข้า ข้าไม่อยากกลายเป็นมาร!”
“เจ้าเป็นผู้ฝึกตนวิถีมารอยู่แล้ว เหตุใดจะกลายเป็นมารตอนนี้ไม่ได้ล่ะ” นักบุญหญิงพูดอย่างเย็นชาในความมืด
“ข้า ข้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนวิถีมาร แต่ข้าไม่อยากเป็นมารที่สูญเสียตัวเองไป!” เถียนอวิ๋นเมิ่งเถียงด้วยน้ำเสียงที่ไม่เต็มใจเป็นครั้งสุดท้าย
นักบุญหญิงพูดอย่างเย็นชา “ข้าพูดไปแล้ว ถ้าล้มเหลวก็จ่ายค่าตอบแทนเอง!”
“อย่า อย่าทำเช่นนี้กับข้า!” เถียนอวิ๋นเมิ่งตะโกนอย่างร้อนใจ
แต่ไม่ว่าเถียนอวิ๋นเมิ่งจะตะโกนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ผู้คนรอบข้างเฝ้าดูอย่างเฉยเมย ไม่นานวิญญาณของเถียนอวิ๋นเมิ่งก็ถูกมารครอบงำจนกลายเป็นมารที่แท้จริง สูญเสียตัวเองไปจนหมดสิ้น
เถียนอวิ๋นเมิ่งยืนอยู่ตรงนั้นด้วยดวงตาที่พร่ามัว ไอมารพันรัดร่างกายจนไม่เหลือที่ว่าง
นักบุญหญิงกล่าวว่า “ส่งนางไปที่ถ้ำกระดูกหิมะ!”
“ขอรับ!” ผู้อาวุโสกระดูกส่งเสียตอบรับแล้วพาเถียนอวิ๋นเมิ่งออกไป
นักบุญหญิงที่อยู่ในความมืดพูดกับผู้บรรเลงขลุ่ยว่า “แล้วพวกเจ้าล่ะ? เจ้าคิดวิธีจัดการกับเจ้าหนุ่มนั่นได้แล้วหรือ?”
สตรีชุดแดงเปล่งเสียงออกมาในที่สุด
“ค่ายกลเสียง!”
เมื่อได้ยินดังนั้น นักบุญหญิงก็พูดว่า “ตอนนี้ยังทันหรือ?”
“ทัน!”
หลังจากพูดจบ สตรีชุดแดงก็มองไปที่ผู้หญิงเหล่านั้นแล้วพยักหน้า จากนั้นผู้หญิงเหล่านี้ก็แยกย้ายกันไปทีละคน แต่ละคนหยิบกระดิ่งเล็ก ๆ ออกมา หลังจากที่เขย่าไปสักพัก เสียงกรุ๊งกริ๊งก็ดังขึ้น
เสียงนั้นดังไปพักหนึ่ง ก่อนที่ทุกคนจะหายตัวไป
“น่าสนใจ!” ลู่เฉินเห็นฉากนี้ในระยะไกลก็พลันหัวเราะ
ฟาเทียนถามด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโส เกิดอะไรขึ้น?”
“สตรีเป่าขลุ่ยพวกนั้นใช้ค่ายกลซ่อนตนเองไว้ กำลังรอให้พวกเราไป” ลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม
ฟาเทียนตกใจทันที “เช่นนั้นเราจะไปกันต่อหรือไม่?”
“ไป เหตุใดจะไม่ไปล่ะ” ลู่เฉินยิ้ม
ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยต่างหวาดกลัว อย่างไรเสียงนั้นก็ฟังดูน่ากลัวเกินไป
ลู่เฉินมองทั้งสองแล้วหัวเราะ “ตามข้ามา แล้วพวกเจ้าจะไม่เป็นไร”
ทั้งสองพยักหน้า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามลู่เฉินไปอย่างเงียบ ๆ
ลู่เฉินเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสามคนก็มาถึงห้องลับ
ในห้องแห่งความลับนี้ เมื่อมองเข้าไปพวกเขาก็พบว่ามันว่างเปล่า มองไม่เห็นอะไรสักอย่าง
ฟาเทียนงงงวย “ผู้อาวุโส เหตุใดถึงไม่มีใครเลย?”
หานลั่วสุ่ยก็อยากรู้เช่นกัน
ทว่าลู่เฉินกลับมองไปที่เถียนอวิ๋นเมิ่งและเหล่าสตรีชุดแดง เขาตอบว่า “พวกนางอยู่ในนั้น แต่พวกเจ้าหาไม่เจอเอง”
ทั้งสองพลันตกใจ
ลู่เฉินมองเข้าไปในห้องลับแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าจะออกมาเอง หรือต้องการให้ข้าบังคับให้พวกเจ้าออกมา?”
เสียงสตรีแหบแห้งดังขึ้น
“รนหาที่ตาย!”
ครู่ต่อมาเสียงอันหนักแน่นก็ดังขึ้น
ทว่าลู่เฉินเคลื่อนไหวเร็วกว่า เขาบรรเลงกู่ฉิน ทำให้เสียงทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ
“ตูม!” ประกายไฟขนาดใหญ่ระเบิดขึ้นหลังจากชนกันกลางอากาศ
ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยพลันตกตะลึง เหล่าสตรีในความมืดก็เช่นกัน
ลู่เฉินมองพวกเขาด้วยสีหน้าสบายใจเฉิบ “เจ้ายังคิดที่จะต่อสู้อยู่อีกหรือ?”
หลังเสียงแหบพร่าดังขึ้น เปลวไฟก็ปรากฏขึ้นในห้องแห่งความลับ หลังจากเปลวไฟกระจายออกไป มันก็ขยับไปตามเสียงขลุ่ย
เมื่อเห็นเปลวไฟเหล่านี้ ‘เต้นระบำ’ ฟาเทียนก็อ้าปากค้าง “ผู้อาวุโส เปลวไฟเต้นได้ด้วยหรือ?”
หานลั่วสุ่ยถือได้ว่าได้เปิดโลกทัศน์แล้ว
“มันไม่ได้เต้น มันกำลังสะสมพลังงาน!” ลู่เฉินตอบ
ฟาเทียนงุนงง “สะสมพลัง?”
“มันเป็นเปลวไฟที่สามารถดูดซับเสียงได้ชนิดหนึ่ง”
“เปลวเพลิงที่ดูดซับเสียงได้?” ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยมองหน้ากัน
ลู่เฉินพยักหน้าและพูดต่อว่า “ถูกต้อง เมื่อเปลวเพลิงดูดซับได้ในระดับหนึ่ง มันก็จะระเบิดออก อุณหภูมิของการระเบิดจะสูงขึ้นเป็นร้อยเท่า หรือไม่ก็จะสูงกว่านั้นขึ้นไปอีก!”
ฟาเทียนและพวกทั้งสองต่างถลึงตาเบิกกว้าง
สตรีในชุดแดงเอ่ยเสียงแหบพร่าในความมืด “รู้มากจริง ๆ!”
“ข้ารู้มาก แต่ข้าไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเจ้ากับเซียนขลุ่ยเป็นอย่างไร!” ลู่เฉินเผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกมา
“คนกำลังจะตายไม่จำเป็นต้องรู้!” อีกฝ่ายพูดอย่างเย่อหยิ่ง
ลู่เฉินยิ้ม “เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถจัดการข้าได้ด้วยค่ายกลเล็ก ๆ และเสียงของเจ้าหรือ?”
“แน่นอน!” สตรีชุดแดงพูดอย่างมั่นใจ
ชายหนุ่มตอบกลับอย่างขบขัน “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็คิดผิดแล้ว!”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายของข้าน่ะรึ ง่ายมาก เจ้าอ่อนแอเกินไปอย่างไรล่ะ!” ลู่เฉินโจมตีอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด
สตรีในชุดแดงตะคอก “รนหาที่ตาย!”
หลังจากพูดจบ เปลวไฟเหล่านั้นก็พุ่งมาที่ลู่เฉิน
ขณะที่มันกำลังจะระเบิด กู่ฉินเพลิงโบราณของลู่เฉินก็เกิดระลอกคลื่นรุนแรง
เปลวไฟเหล่านั้นค่อย ๆ มอดลงในที่สุด
สตรีชุดแดงพลันตกใจ “คาถาทำลายเสียง!”
“รู้แล้วก็ดี!” ลู่เฉินยิ้ม
สตรีชุดแดงไม่อยากจะเชื่อ “คาถาทำลายเสียงเป็นทักษะที่สามารถทำให้เสียงใด ๆ หายไปได้ แต่นี่เป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีใครเคยทำได้!”
“ไม่ใช่ว่าไม่มีใครทำได้ แต่พวกเจ้าไม่เคยเห็นเท่านั้น!” ลู่เฉินหัวเราะ
สตรีชุดสีแดงเริ่มลังเลเล็กน้อย “เจ้าเป็นใคร!”
“พวกเจ้ากำลังจะจัดการกับข้า เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร?” ลู่เฉินหัวเราะ
สตรีชุดแดงไม่รู้จริง ๆ ว่าลู่เฉินเป็นใคร ถึงอย่างไรเสียนางก็ได้รับการไหว้วานจากคนอื่น ดังนั้นนางจึงพูดอย่างเย็นชาว่า “ข้าไม่รู้!”
“ดูเหมือนว่าเจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้ากำลังจะไปจัดการกับใคร” ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย
ในยามนี้เสียงของนักบุญหญิงพลันดังขึ้นในความมืด “กำจัดเขา อย่าหลงกลเขา!”
สตรีชุดแดงตอบว่า “เจ้าค่ะ!”
หลังจากที่สตรีในชุดสีแดงพูดจบ นางก็สำแเดงเสียงเพลิงในค่ายกล แต่เสียงเพลิงเหล่านี้กลับแตกกระจายไปเพราะเสียงกู่ฉินของลู่เฉิน ทำให้พวกนางไม่สามารถเร่งเปลวไฟอันทรงพลังได้อีก
สตรีชุดแดงเริ่มกังวล
ในตอนนั้นเอง ลู่เฉินก็พูดว่า “ออกมา ค่ายกลของพวกเจ้าไร้ประโยชน์แล้ว!”
สตรีชุดแดงย่อมไม่เชื่อ นางจึงเปลี่ยนไปใช้เสียงอื่นแทน
ฉับพลันนั้น เสียงขลุ่ยอันทรงพลังก็ได้ดังกลบทุกสิ่ง ก่อนที่ไม่นานฉากอันน่าตะลึงงันจะปรากฏขึ้นตรงหน้า!