ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 490 ทักษะเช่นนี้ ยังคิดจะให้ข้ายอมแพ้?
บทที่ 490 ทักษะเช่นนี้ ยังคิดจะให้ข้ายอมแพ้?
เมื่อซูเฟยเห็นท่าทีของฉีเหยียนก็ฉีกยิ้มออกมา “ถ้าหากข้ากำจัดเขาแทนเจ้า เมื่อถึงเวลาที่จับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวได้นั้น ข้าต้องการเลือดของมันสองส่วน”
ฉีเหยียนขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง “หนึ่งส่วนก็มากพอแล้ว ถ้าหากสองส่วนจะส่งผลกระทบต่อสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?”
“วางใจเถิด ข้าคือหมอเทวดา ข้ารู้ว่าจะนำเลือดของมันออกมาอย่างไรโดยไม่ส่งผลกระทบต่อมัน!” ซูเฟยรับปาก
“เช่นนั้นตกลง เพียงแค่เจ้ากำจัดเขาได้ ข้าจะมอบให้เจ้าสองส่วน!” ฉีเหยียนพูดด้วยความตื่นเต้น
ซูเฟยรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังเดินออกมาจากท่ามกลางผู้คน ส่วนคนของจวนเหมันต์อุดรนั้นได้แต่แปลกใจ มีบางคนเอ่ยถามฉีเหยียนขึ้นมาว่า “นายน้อยฉี พวกเราไม่ลงมือหรือ?”
“พวกเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าหนุ่มนั่น” ฉีเหยียนตอบกลับเพียงสั้น ๆ ทำให้ยอดฝีมือบางคนของจวนเหมันต์อุดรรู้สึกอับอายไม่น้อย
มีบางคนพูดขึ้นมาว่า “นายน้อยฉีหมายความว่าอย่างไร พวกเราก็เป็นยอดฝีมือขั้นแปลงเซียน ส่วนเจ้าหนุ่มนั่นเป็นเพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น!”
“ใช่ นายน้อยฉี เจ้าหนุ่มผู้นั้นเพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ พวกเราสามารถบีบเขาให้ตายได้อย่างง่ายดาย!” บางคนพูดด้วยท่าทางอวดดี
เมื่อเห็นคนเหล่านี้ยังคงคิดแกว่งเท้าหาเสี้ยนอยู่นั้น ฉีเหยียนได้แต่กลอกตาไปมา “อีกไม่นาน พวกเจ้าก็จะได้รู้ถึงความน่ากลัวของเขา!”
คนเหล่านี้ยังคงไม่เชื่อ ยังคงคิดคัดค้านอยู่ภายในใจ ส่วนซูเฟยนั้นเดินไปตรงหน้าลู่เฉินและคนอื่น ๆ แล้ว
นอกจากลู่เฉินและฟาเทียนแล้วยังมีคนอื่น ๆ อยู่ที่นี่อีกด้วย
คนเหล่านั้นต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินและฟาเทียนคือใคร เหตุใดคนของจวนเหมันต์อุดรถึงเพ่งเล็งพวกเขาโดยเฉพาะ
โดยเฉพาะเมื่อเห็นซูเฟยเดินเข้ามานั้น คนเหล่านั้นก็กระซิบกระซาบกันขึ้นมา “นี่คือผู้อาวุโสซูแห่งหอรักษาสัตว์ใช่หรือไม่?”
“ใช่ คือเขา ซูเฟย ปรมาจารย์ซู!”
“ว่ากันว่า วิชาแพทย์ของเขานั้นเก่งกาจเป็นอย่างมาก”
“ใช่!”
เมื่อซูเฟยเดินไปต่อหน้าคนเหล่านั้นแล้วจึงกวาดสายตามองคนอื่น ๆ “ไม่อยากตายก็จงถอยออกไป!”
คนอื่น ๆ สามารถต่อต้านคนเหล่านี้ของจวนเหมันต์อุดรได้ แต่ไม่กล้าที่จะแข่งขันกับซูเฟย ดังนั้นแต่ละคนจึงหวาดกลัวจนถอยอีกไปอีกด้านหนึ่ง ฟาเทียนจึงพูดจากเยาะเย้ยขึ้นมา “สุนัขรับใช้!”
ซูเฟยไม่รู้สึกโมโห ทว่ากลับมองฟาเทียนด้วยรอยยิ้ม “หลวงจีน ปากของเจ้านี้ช่างสกปรกเสียจริง!”
“แต่ก็ยังดีกว่าเจ้าที่ทำเรื่องสกปรก?” ฟาเทียนไม่สนใจที่อีกฝ่ายวิจารณ์ตนแม้แต่น้อย
“เรื่องสกปรก?” ซูเฟยแสยะยิ้ม
“ผิดหรือ?” ฟาเทียนย้อนถาม
“ใช่ แต่หากเจ้าปากมากเช่นนี้อาจจะตายเร็วก็เป็นได้” เมื่อซูเฟยพูดจบก็โบกมือขึ้น จากนั้นพลันมีกระแสอากาศแปลกประหลาดลอยออกไปตกลงบนร่างของฟาเทียน จากนั้นฟาเทียนก็รู้สึกริมฝีปากชาวาบขึ้นมาทันทีราวกับได้รับพิษ
เขาเบิกตากว้างขึ้นมาทันที จากนั้นก็รู้สึกอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
ซูเฟยเผยรอยยิ้มประหลาด “ข้าจัดการกับสัตว์ร้ายปากดีเช่นนี้ ทำให้มันไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้”
ฟาเทียนมีสีหน้าไม่ดีนัก ขณะที่ผู้คนที่มองอยู่รอบ ๆ แต่ละคนตกตะลึงขึ้นมา
“ช่างเก่งกาจนัก!”
“ใช่ เพียงพริบตาเดียวก็ทำให้ยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนพูดไม่ได้แล้ว!”
“ทักษะของผู้อาวุโสซูนี้แข็งแกร่งเสียจริง!”
ฉีเหยียนที่อยู่ตรงนั้นพูดด้วยความพึงพอใจขึ้นมา “ดี!”
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินเพียงแค่ตบบ่าฟาเทียนเบา ๆ ฟาเทียนก็ฟื้นกลับมาเป็นเช่นเดิม ราวกับว่าไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ
จากนั้นฟาเทียนก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจพลางพูดขึ้นมาว่า “เห็นหรือไม่ ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว!”
ซูเฟยคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะเก่งกาจจนสามารถทำลายทักษะของตนได้ในทันที เขามองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม “เจ้าตุ๊กตาน้อย มีความสามารถดีนี่”
ลู่เฉินไม่ตอบ แต่ซูเฟยลงมืออีกครั้งแล้ว เขาเพียงโบกมือขวา กลุ่มหมอกสีขาวก็พันรัดฟาเทียนไว้ ทำให้ร่างของฟาเทียนแข็งขึ้นมาทันที
ฟาเทียนหวาดกลัวจนพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “ชายชรา เจ้าทำสิ่งใดกับข้า?”
“หากเวลาที่ข้าต้องการผ่าตัดสัตว์ร้าย ข้าก็จะทำให้มันแข็งไปทั่วร่างกายเสียก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ ลงมือกับมัน” ซูเฟยเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
เมื่อฟาเทียนได้ยินดังนั้น เขาจึงตอบโต้กลับไปทันที “ข้ามีผู้อาวุโสอยู่ อย่างไรก็ไม่กลัวเจ้า!”
“ผู้อาวุโส? คือเขา?” ซูเฟยเยาะเย้ยขึ้นมา
“ใช่ วิชาแพทย์ของผู้อาวุโสข้านั้นเทียบกับเจ้าแล้วนับว่าเก่งกาจกว่ามาก!”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” เมื่อซูเฟยพูดจบก็โบกมืออีกหนึ่งครั้ง เถาวัลย์สีเขียวพันรัดลู่เฉินไว้ ทั้งยังปลดปล่อยหมอกสีดำออกมา ดูราวกับหมอกพิษอย่าง ไรอย่างนั้น
จากนั้นซูเฟยก็พูดด้วยความพึงพอใจ “เห็นหรือไม่ ตัวเขาเองนั้นยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ยังจะช่วยเจ้าอยู่หรือ?”
ฟาเทียนยังคงมั่นใจว่าลู่เฉินไม่เป็นอะไร ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นมา “ทักษะของผู้อาวุโสไม่ใช่สิ่งที่ชายแก่เช่นเจ้าจะลอกเลียนแบบได้”
แต่ผู้คนอื่น ๆ ในบริเวณนั้นต่างก็คิดว่าลู่เฉินคงจะไม่มีชีวิตรอดไปได้แล้ว เพราะทักษะของซูเฟยนั้นทุกคนต่างก็รู้ดี
ทว่าตอนนั้นเอง เถาวัลย์เหล่านั้นกลับลีบเหี่ยวลง แม้ไอพิษจะยังกระจายออกไป แต่ขณะเดียวกันลู่เฉินก็ไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของซูเฟยพลันเต็มไปด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้าจึงไม่ได้รับพิษ?”
“พิษเช่นนี้ยังทำอันใดข้าไม่ได้” คำตอบของลู่เฉินนั้นทำให้ผู้คนรอบ ๆ รู้สึกตกตะลึงขึ้นมา แน่นอนว่าทำให้ฉีเหยียนรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน
เห็นเพียงฉีเหยียนตะโกนไปยังซูเฟย “ผู้อาวุโสซู รีบนำทักษะของท่านออกมาฆ่าเขาตายซะ!”
ซูเฟยมองลู่เฉินไม่วางตา “เจ้าตุ๊กตาน้อย ดูให้ดี!”
ครั้นสิ้นเสียง บนฝ่ามือของซูเฟยนั้นมีขวดขนาดเล็กอยู่ใบหนึ่ง และเมื่อขวดใบนั้นเปิดออก ร่างเงาสีดำจึงปรากฏออกมากลายเป็นเสือดำตัวหนึ่ง จากนั้นยืนอยู่ด้านหลังซูเฟย
ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา
“สัตว์ศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดาว เงาเสือทมิฬ?” ฉีเหยียนตกตะลึง
คนของจวนเหมันต์อุดรแต่ละคนพลันตกตะลึงขึ้นมา เพราะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่ไม่มากนัก และในตอนเหนือของแดนทักษิณาที่มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นก็มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น
แต่ตอนนี้ซูเฟยกลับมีมันอยู่ ทำให้ทุกคนรู้สึกตกใจยิ่งนัก
ทว่าใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับฉีกยิ้มออกมา “สิ่งนี้น่าสนใจนัก”
“เจ้าหนุ่ม เจ้ายังมีอารมณ์ขันอย่างนั้นหรือ?” ซูเฟยอดจะพูดจาเยาะเย้ยอีกฝ่ายไม่ได้
“ไม่ให้หัวเราะแล้วจะให้ข้าร้องไห้หรือ?” ลู่เฉินกล่าวกับซูเฟยพลางยิ้ม
ซูเฟยหัวเราะ “เจ้าตุ๊กตาน้อย อีกไม่นานเจ้าจะได้ร้องไห้จริง ๆ!”
สิ้นคำนั้น เงาเสือทมิฬก็จู่โจมไปยังลู่เฉินทันที มันได้กลืนลูกไฟเพลิงสีดำลงไปและพันรัดเขาไว้
ฟาเทียนตกใจจนกระโดนถอยออกมา แต่เพียงไม่นานก็สงบลง ส่วนผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็ชี้ไม้ชี้มือมา
“ไฟเพลิงของเงาเสือทมิฬนี้ว่ากันว่าสามารถเผาไหม้ขั้นแปลงเซียนได้!”
“ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่สมบัติวิญญาณระดับสูงก็สามารถหลอมละลายไปได้!”
“แข็งแกร่งอะไรเพียงนี้?”
“แน่นอน เงาเสือทมิฬ! หรือที่เรียกว่าเสือทมิฬเพลิง! น่ากลัวมาก!”
…
ฉีเหยียนรู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ ส่วนซูเฟยนั้นยิ้มพลันมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ให้เวลาเจ้าสิบลมหายใจในการยอมแพ้ ถ้าหากไม่ยอมแพ้ ความร้อนนี้จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งทำให้เจ้าละลาย”
“ไม่ต้องถึงสิบลมหายใจ”
“โอ้? คิดจะยอมแพ้เร็วเช่นนี้เลยหรือ?” ซูเฟยรู้สึกเหนือความคาดหมายเล็กน้อย
ลู่เฉินกลับฉีกยิ้มออกมา “ยอมแพ้นั้นไม่นับ!”
“หมายความเช่นไร?” ซูเฟยมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ
“เพราะไฟเพลิงเหล่านี้ สำหรับข้าแล้วมันไม่มีประโยชน์!” พูดจบ เขาก็เดินออกไปจากไฟเพลิงนี้ทันที
ไม่เพียงเท่านั้น ม่านกักกันสัตว์ร้ายพันล้อมเงาเสือทมิฬไว้ แล้วทุกคนก็ได้เห็นแมลงบินออกมาจากร่างของลู่เฉิน จากนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมาบนร่างของเงาเสือทมิฬนี้
เงาเสือทมิฬกรีดร้องเสียงดัง ก่อนที่มันจะถอยหลังออกไปทันที
ซูเฟยตกตะลึง “เหตุใดเจ้าไม่เป็นอันใดแม้แต่น้อย?”
“แล้วเหตุใดข้าต้องเป็นอันใดด้วย?” ลู่เฉินย้อนถาม จากนั้นตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็ลงมือ
หลังจากนั้น ทุกคนจึงได้เห็นแมลงทั้งสองตัวไล่ล่าโจมตีเงาเสือทมิฬนี้ แต่เงาเสือทมิฬคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ การเคลื่อนไหวของมันนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก เพียงพริบตาเดียวก็ไร้ซึ่งร่องรอยใด ๆ
ฟาเทียนพูดขึ้นมาด้วยความเสียดาย “หนีไปเสียแล้ว?”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “หนีไม่รอดหรอก!”