ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 489 หมอเทวดาผู้นี้ต้องการหารือร่วมกัน!
บทที่ 489 หมอเทวดาผู้นี้ต้องการหารือร่วมกัน!
ผู้อาวุโสซู ‘หมอเทวดา’ แห่งหอรักษาสัตว์ผู้นี้ ลูบหางเบา ๆ และมองไปยังฉีเหยียน “เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?”
“แน่นอน ผู้ใดจะไม่รู้ถึงนิสัยใจคอของซูเฟยหมอเทวดากัน!” ฉีเหยียนไม่ลืมที่จะพูดจาเยินยอออกมา
หมอเทวดาซูเฟยจึงพยักหน้าพลางกล่าวออกมา “ถ้าหากเชื่อข้า จงไปนำเลือดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาส่วนหนึ่ง”
“เลือดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์? พูดนั้นง่ายกว่าลงมือ!” ฉีเหยียนมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที และมีท่าทีเตรียมพร้อมขึ้นมา เห็นได้ชัดว่ากลัวผู้อื่นจะได้รับเลือดสัตว์ศักดิ์สิทธ์ตัวอื่นจากเขา
“ข้าไม่ได้หมายถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จวนเหมันต์อุดรของพวกเจ้า”
“เช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?” ฉีเหยียนไม่เข้าใจ
ซูเฟยกระแอมก่อนจะพูดขึ้นมา “ไม่รู้ว่า พวกเจ้าจวนเหมันต์อุดรเคยได้ยินเรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวหรือไม่?”
“เคยได้ยินอย่างแน่นอน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพราะเรื่องนี้ข้าจึงต้องมายังรอบ ๆ เมืองเทียนเสวี่ยนี้!” ฉีเหยียนพูดออกมาโดยไม่ลังเล
“เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันอยู่ที่ใด?” ซูเฟยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ข้ารู้ แต่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นหลบซ่อนได้ค่อนข้างง่าย และจวนเหมันต์อุดรของข้าก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมตัว ดังนั้นจึงไม่คิดไปรบกวนสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้” ฉีเหยียนอธิบายออกมา
ซูเฟยยิ้มพลางมองฉีเหยียน “เช่นนั้น ข้าจะไปตามหาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กับเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น พวกเจ้าเพียงแค่มอบเลือดส่วนหนึ่งให้กับข้า ข้าก็จะสามารถทำให้มันหายเป็นเช่นเดิมได้ ว่าอย่างไรเล่า?”
ฉีเหยียนขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาทันที
สัตว์สวรรค์ที่อยู่อีกด้านหนึ่งพูดด้วยท่าทางโมโหขึ้นมา “เจ้าลังเลอันใดกัน?”
“ท่านสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีบางอย่างที่ท่านอาจจะไม่รู้ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ กองกำลังจวนเหมันต์อุดรของเราต้องจับได้แน่ แต่ถ้าหากเรื่องนี้มีผู้อื่นล่วงรู้หรือจับมันไม่ได้ละก็ เจ้าเมืองต้องถูกตำหนิเป็นแน่” ฉีเหยียนพูดด้วยความรู้สึกกังวลใจ
สัตว์สวรรค์รู้สึกโมโหขึ้นมา “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์อื่นก็คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อื่น แล้วข้ามิใช่หรือ?”
ฉีเหยียนรีบอธิบายออกมาทันที “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“เช่นนั้นเจ้าก็จงรับปากเขาเสีย!” เพื่อการฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็วของตน ดังนั้นสัตว์สวรรค์จึงไม่สนใจจวนเหมันต์อุดร ฉีเหยียนจึงทำได้เพียงมองไปยังซูเฟย “ท่านแน่ใจหรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้น เพียงแค่ต้องการส่วนเลือดส่วนหนึ่งเท่านั้น?”
“ใช่ เพียงแค่ส่วนหนึ่ง และหากมีข้าอยู่ทั้งคน อย่างไรก็ต้องช่วยเจ้าจับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ได้แน่” ซูเฟยพูดด้วยความมั่นใจ
“อย่างนั้นหรือ?”
ซูเฟยฉีกยิ้มออกมา “นายน้อยฉี ท่านอย่าลืมว่าข้าอยู่ในหอรักษาสัตว์ สามารถรักษาสัตว์ได้ ย่อมต้องมีวิธีที่จะควบคุมสัตว์ประเภทนั้นเป็นพิเศษ!”
ฉีเหยียนก็คิดเช่นนั้น จึงจ้องมองไปยังซูเฟยพลันเอ่ยขึ้นมา “เช่นนั้น ท่านเตรียมตัว อีกไม่นานพวกเราจะออกเดินทางกัน!”
ซูเฟยถึงกับดีใจขึ้นมา “ได้!”
หลังจากนั้น ซูเฟยจึงไปเตรียมตัวและออกไปจากที่นี่พร้อมกับฉีเหยียน
…
ลู่เฉินและฟาเทียนออกจากเมืองเทียนเสวี่ยมาแล้ว และภายในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงยังหุบเขาแห่งหนึ่ง
บริเวณรอบ ๆ หุบเขาแห่งนี้มีผู้คนมารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก และดูเหมือนว่าจะมาจากหลาย ๆ ค่าย
เมื่อฟาเทียนเห็นดังนั้นจึงรู้สึกสับสนขึ้นมา “ผู้อาวุโส มันเป็นความลับมิใช่หรือ? เหตุใดจึงมีผู้คนรู้มากมายเช่นนี้?”
“คาดว่าน่าจะมีข่าวรั่วไหลออกไป จากหนึ่งไปสิบ จากสิบไปร้อย ดังนั้นผู้คนที่รู้ก็ย่อมมากขึ้น” ลู่เฉินกล่าว
ฟาเทียนรู้สึกแปลกใจ “เช่นนั้น สัตว์ศักดิ์สิทธิ์นี้จะหนีรอดหรือไม่?”
“ไม่ว่าจะหนีรอดหรือไม่นั้น แต่ครั้งนี้ไม่กลับไปมือเปล่าแน่” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
ฟาเทียนรู้สึกสงสัย “ผู้อาวุโส ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าพบร่องรอยของคนจากสำนักเหมันต์สงัดที่นี่” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็มองไปยังสถานที่ที่อยู่ไกลออกไปแห่งหนึ่ง เพราะเขาพบว่าวานรขาวแอบแฝงตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน
วานรขาวนี้ ลู่เฉินเคยปะทะด้วยมาก่อน และมีความประทับใจต่อมันเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเมื่อเห็นมันในตอนนี้ ลู่เฉินจึงตัดสินได้ว่านักบุญหญิงผู้นั้นก็ต้องการตามหาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นี้เช่นกัน
แต่ฟาเทียนกลับรู้สึกแปลกใจ “ร่องรอยของคนจากสำนักเหมันต์สงัด? ที่ใดกัน?”
“อีกไม่นานเดี๋ยวก็รู้” ลู่เฉินพูดจบจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ และมองหาสถานที่ จากนั้นจึงนั่งลงเหมือนคนอื่น ๆ โดยนั่งอยู่ที่นั่นและคอยมองบริเวณรอบ ๆ หุบเขา
ฟาเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสจึงต้องนั่งลงเช่นนี้ แต่เขาก็ทำตาม เฝ้ารออยู่ที่นั่นด้วยกัน
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ฟาเทียนหันไปพูดกับลู่เฉินว่า “ผู้อาวุโส ท่านดูนั่น ชายหนุ่มผู้นั้น”
ชายหนุ่มลืมตาขึ้น มองไปยังทิศทางที่ฟาเทียนชี้นิ้วไป ก่อนจะได้พบกับฉีเหยียน
เมื่อเห็นฉีเหยียนอีกครั้ง ทั้งยังนำคนมากลุ่มหนึ่ง ขณะเดียวกัน ยังมีชายชราผู้หนึ่งเดินอยู่เคียงข้าง ชายชราผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีขาว และเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางพื้นหิมะขาวโพลนนั่น ทำให้ทั้งร่างของเขาและหิมะรอบ ๆ ดูกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
“ชายชราผู้นั้นไม่ธรรมดา” ลู่เฉินปรายตามอง จากนั้นก็หันมาพูดกับฟาเทียน
ฟาเทียนรู้สึกสงสัย “ชายชราผู้นั้น? ดูไม่ออกว่ามีสิ่งใดเป็นพิเศษ”
“แอบซ่อนไว้อย่างดี” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางเอ่ยออกมา
ฟาเทียนไม่เข้าใจ เมื่อฉีเหยียนเห็นว่ารอบ ๆ หุบเขานี้เต็มไปด้วยผู้คนจึงขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา ก่อนจะหันไปสั่งการกับกลุ่มคนที่ติดตามมา “ไปประกาศให้คนที่นี่รู้กันโดยทั่วว่าที่นี่ได้ถูกจวนเหมันต์อุดรครอบครองไว้แล้ว หากพวกเขาไม่อยากมีความขัดแย้งกับจวนเหมันต์อุดร ก็จงรีบออกไปจากที่นี่ทันที”
ผู้คนที่ติดตามมาเหล่านั้นรีบออกไปทันที จากนั้นจึงป่าวประกาศขึ้นมา
คำสั่งดังกล่าวทำให้กองกำลังจำนวนมากรู้สึกขุ่นเคืองใจ โดยเฉพาะบางกองกำลังที่ไม่ได้สนใจจวนเหมันต์อุดรเท่าใดนัก ดังนั้นจึงมีคนตะโกนขึ้นมาว่า “เหตุใดจวนเหมันต์อุดรจึงสามารถครอบครองที่นี่ได้?”
“ใช่ สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ของจวนเหมันต์อุดร”
ฉีเหยียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หมายความว่าพวกเจ้าไม่เคารพพวกเราจวนเหมันต์อุดรอย่างนั้นหรือ?”
“หยิ่งยโสนัก? คิดว่าพวกเรากลัวเจ้าอย่างนั้นหรือ?” บางคนตะโกนขึ้นมาอย่างรู้สึกไม่เห็นด้วย
เมื่อฉีเหยียนตะคอกกลับไป ก็หันไปออกคำสั่งแก่ผู้ที่ติดตามมา “ไป! นำผู้คนที่ขัดคำสั่งทั้งหมดมาให้ข้าสั่งสอน!”
“ขอรับ!” คนเหล่านั้นจึงออกไปทันที
เห็นเพียงคนเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว และยังเป็นยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนแห่งจวนเหมันต์อุดรทั้งหมด ดังนั้นหลังจากที่พวกเขาลงมือ เพียงไม่นานผู้คนต่างก็ได้รับบาดเจ็บมากมาย แต่มีบางคนที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของพวกเขาได้
ทว่าคนของจวนเหมันต์อุดรมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้คนจำนวนมากที่ยังไม่ทันได้ต่อต้านใด ๆ ก็ถูกโจมตีจนต้องถอยออกไปไม่น้อย
แต่ยังมีบางสถานที่ที่ทุกคนกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย และสถานที่นี้ก็คือสถานที่ที่ลู่เฉินอยู่ รวมทั้งสถานที่ที่คนของสำนักเหมันต์สงัดอยู่
โดยเฉพาะเมื่อวานรขาวเห็นลู่เฉินในขณะนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา
จนกระทั่งฉีเหยียนมองเห็นลู่เฉิน จึงยิ่งเบิกตากว้าง “เขา!”
ซูเฟยรู้สึกสงสัย “ผู้ใด?”
“คนที่ทำให้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์และข้าบาดเจ็บ” ฉีเหยียนชี้ไปยังลู่เฉิน
ซูเฟยแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา “เพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่ง?”
“อย่ามองว่าเขาเป็นเพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ เขาเป็นเจ้าหนุ่มน่ากลัวผู้หนึ่ง” ฉีเหยียนบันดาลโทสะขึ้นมา
“น่ากลัวเพียงใดกัน?”
“เขาทำลายแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด ทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์สยบมารขุ่นเคืองใจ รวมทั้งองค์ชายสองและยังมีพระสนมซู” ฉีเหยียนค่อย ๆ อธิบายออกมา
เมื่อซูเฟยได้ฟังจึงเข้าใจในทันที “เจ้าหนุ่มผู้นี้ก็คือท่านหมอลู่ผู้นั้น?”
“ใช่ คือเขาแน่นอน”
“ข้าอยากหารือวิชาทางการแพทย์กับเขามานานแล้ว เพียงแค่ไม่มีโอกาส” จู่ ๆ ซูเฟยก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา ฉีเหยียนจึงมองไปยังซูเฟยด้วยความแปลกใจ
เมื่อซูเฟยเห็นสีหน้าประหลาดใจของอีกฝ่ายจึงเอ่ยถามขึ้นมา “อันใดกัน? มีปัญหาหรือ?”
“ไม่ได้มีปัญหา แต่เป็นปัญหาใหญ่มาก” ฉีเหยียนขมวดคิ้ว
“ว่ามาเถิด”
“ท่านเป็นแพทย์รักษาสัตว์ เขาเป็นแพทย์รักษามนุษย์ เหมือนกันหรือ?” ฉีเหยียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ซูเฟยยิ้มเย็นชา “ไม่ว่าอย่างไร เพียงแค่เป็นวิชาแพทย์ก็พอ”
ฉีเหยียนแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา “หมายความว่า ท่านอยากจะหารือกับเขาจริง ๆ?”
ซูเฟยจึงตอบด้วยความมั่นใจ “แน่นอน แต่การกำจัดเขานั้น มีประโยชน์เช่นไรหรือ?”
“แล้วต้องการผลประโยชน์อันใด?” เมื่อฉีเหยียนเห็นสีหน้าของซูเฟย จึงอดที่จะเค้นถามขึ้นมาไม่ได้