ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 512 นางมีฉายาว่า จอมมารหญิง!
บทที่ 512 นางมีฉายาว่า จอมมารหญิง!
ฟาเทียนจ้องมองไปที่สตรีลึกลับแล้วเอ่ยว่า “ปล่อยนาง!”
สตรีลึกลับไม่พูดอะไร ส่วนฉีเหยียนที่อยู่อีกด้านเริ่มคุยโวว่า “ชื่อของนางคืออวิ๋นซวนซวน นางคือผู้ที่อยู่อันดับหนึ่งในขั้นแปลงเซียนของจวนเหมันต์อุดร และในขณะเดียวกันนางก็เป็นสตรีประหลาดที่มีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าดาวในตอนเหนือของแดนทักษิณาของเรา! นอกจากนี้นางยังแปลกประลหาด ทุกคนให้ฉายานางว่าจอมมารหญิง”
“จอมมารหญิง… ” ฟาเทียนไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีพลังมากนัก
ฉีเหยียนเห็นฟาเทียนไม่เชื่อ ดังนั้นเขาจึงหยอกล้อว่า “อีกเดี๋ยว เจ้าก็รู้”
ฟาเทียนไม่สนใจ แต่มองไปที่อวิ๋นซวนซวนและตะโกนต่อไปว่า “ปล่อยนางไป!”
“ในทางเหนือของแดนทักษิณา ทุกคนจะหวาดกลัวเมื่อได้ยินชื่อของข้า แต่พวกเจ้ากลับเฉยเมย?” อวิ๋นซวนซวนหัวเราะแทน
“เจ้าไม่ได้กินคน แล้วจะกลัวอันใด?” ฟาเทียนโต้กลับ
อวิ๋นซวนซวนแลบลิ้นแล้วยิ้ม “หลวงจีนน้อย เจ้าช่างปากร้ายจริง ๆ!”
หลังจากพูดจบ อวิ๋นซวนซวนก็โบกมือ สายลมเย็นก็พุ่งออกมา ปากของฟาเทียนค้างอยู่ที่นั่น ไม่สามารถเปิดออกได้ ดังนั้นเสียงจึงแผ่ซ่านออกมาจากช่องท้องเท่านั้น “เจ้าทำอันใดกับข้า?”
“เจ้าพูดมากเกินไป ข้าเลยผนึกเจ้า แต่ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะไม่ค่อยดีนัก” หลังจากอวิ๋นซวนซวนพูดจบ นางก็โบกมืออีกครั้ง และฟาเทียนคนนั้นก็ตัวแข็งทื่อ
คราวนี้ฟาเทียนพูดไม่ออก ราวกับว่าเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย
ฉีเหยียนยิ้มอย่างมีเลศนัย “หลวงจีนตัวเหม็น ตอนนี้เจ้ารู้แล้วสินะว่าจอมมารหญิงผู้นี้น่ากลัวแค่ไหน?”
ฟาเทียนไม่สามารถพูดได้ ไม่อย่างนั้นเขาย่อมปฏิเสธอย่างแน่นอน
ในยามนี้ลูกบอลเพลิงหลายลูกก็ตกลงมาบนร่างของลู่เฉินและฟาเทียน ฟาเทียนก็กลับสู่สภาวะปกติทันที จากนั้นก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ดูสิ ข้าไม่เป็นไรแล้ว”
ฉีเหยียนจ้องไปที่ลู่เฉินทันทีด้วยความโกรธ ขณะที่อวิ๋นซวนซวนหัวเราะ “ขั้นหลอมแก่นแท้ทำลายเคล็ดวิชาเยือกแข็งของข้าได้ น่าสนใจ!”
“ข้าบอกคนในจวนเหมันต์อุดรก่อนหน้านี้ว่าถ้าจวนเหมันต์อุดรยั่วยุข้าอีกครั้ง ข้าจะกวาดล้างจวนเหมันต์อุดร” ลู่เฉินพูดอย่างเย็นชา
“กวาดล้าง? ข้าไม่กล้าแม้แต่จะพูดอย่างนั้น” อวิ๋นซวนซวนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหัวเราะออกมา
ลู่เฉินไม่สนใจนาง แต่ยื่นมือออกไป ทันใดนั้นขวดแก้วที่จับฉีฉีน้อยไว้ก็บินไปหาลู่เฉิน
อวิ๋นซวนซวนพูดด้วยรอยยิ้ม “ขวดกักอสูรนี้เป็นศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับหนึ่งดาว และมันถูกข้าหลอมแล้ว ดังนั้นหากไม่ใช่ข้าก็จะไม่มีใครเปิดมันได้!”
ฉีเหยียนยังหัวเราะเยาะลู่เฉิน “พ่อหนุ่ม อย่าเปลืองแรงเลย เจ้าเปิดมันไม่ได้!”
“มันก็แค่ขวดเท่านั้น” สิ้นคำนั้น เขาก็เปิดฝาขวดออก แล้วฉีฉีน้อยก็บินออกมา
ฉากนี้ทำให้อวิ๋นซวนซวนตกใจ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าชักจะสนใจเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว”
“แต่ข้าไม่สนใจเจ้า” พูดจบ เขาก็เก็บขวดไป
ทันทีที่ฉีฉีน้อยออกมา นางพลันโกรธเกรี้ยวจนปล่อยไอเย็นเยียบออกมา ทำให้ฉีเหยียนถูกแช่แข็งทันที และอวิ๋นซวนซวนที่กลายเป็นไอเย็นก็สลายหายไป
ฉีฉีน้อยอารมณ์เสีย “ข้าต้องจับนาง!”
“นางหนีไปแล้ว” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ ฉีฉีน้อยก็ไล่ตามอีกฝ่ายไป
ลู่เฉินเงยหน้ามองฟ้า “เขา…มอบให้เจ้าแล้ว”
“ไม่มีปัญหา” ฟาเทียนดีใจมาก
จากนั้นลู่เฉินก็เดินออกไป
ฉีเหยียนพูดกับฟาเทียนว่า “หลวงจีนน้อย อย่า อย่าฆ่าข้า!”
“เจ้าคิดว่ามันเป็นไปได้หรือ?” ฟาเทียนถลึงตามอง
“เจ้า เจ้าพูดได้อย่างไร เจ้าเป็นหลวงจีน เจ้าไม่ควรฆ่า” ฉีเหยียนตื่นตระหนก
ฟาเทียนหัวเราะแปลก ๆ “ใครว่าข้าไม่ฆ่า?”
“แต่เจ้าเป็นหลวงจีนนะ”
“หลวงจีนก็เป็นมนุษย์เช่นกัน เขาอยากมีชีวิตรอดและเขาก็โกรธเป็น” หลังจากที่ฟาเทียนพูดจบ เขาก็สำแดงเงาของพระพุทธเจ้าผู้พิทักษ์ออกมา และเงาของพระพุทธเจ้าผู้พิทักษ์ก็ทะลุผ่านชั้นน้ำแข็งจนกระแทกฉีเหยียนอย่างแรง ก่อนที่จากนัั้นจะผ่านกายเนื้อไปแล้วโจมตีวิญญาณของเขา
ฉีเหยียนรู้สึกไม่สบายใจทันที ทว่าก็ทำได้เพียงดึงจิตสัมผัสกลับมา และควบคุมวิญญาณของเขาเพื่อต่อต้านเงาของพระพุทธเจ้าผู้พิทักษ์
หลังจากนั้นไม่นาน ฉีเหยียนผู้นี้ถูกบังคับให้ใช้เคล็ดวิชาลี้วิญญาณ เพื่อหลบหนีจากกายเนื้อของเขา
ฟาเทียนมีสติสัมปชัญญะกลับคืนมา แล้วจึงมองที่ศพพลางสาปแช่ง “คนขี้ขลาด!”
หลังจากพูดจบ ฟาเทียนก็หยิบไม้เท้าออกมา และเริ่มกระแทกอย่างบ้าคลั่ง กระแทกฉีเยียนจนกลายเป็นชิ้นน้ำแข็งก่อนที่จะเดินออกไป
ด้านนอกในตอนนี้ ฉีฉีน้อยกำลังไล่ล่าและโจมตีอวิ๋นซวนซวนอยู่กลางอากาศ
แต่อวิ๋นซวนซวนไม่ได้อ่อนแอ นางยังคงเล่นกับฉีฉีน้อยเหมือนกับที่นางกำลังเล่นอยู่ และถึงกับแซวว่า “สาวน้อย นางรวดเร็วมากและการโจมตีของนางก็เฉียบคมมาก แต่เจ้าโชคร้ายที่เจอข้า”
“เป็นไปไม่ได้!” ฉีฉีน้อยไม่เชื่อและยังเพิ่มความแข็งแกร่งของนาง ทำให้ไอเย็นบินออกมาอีกครั้ง แต่อวิ๋นซวนซวนคนนี้หายไปอีกครั้งและปรากฏตัวจากที่อื่น
ฉีฉีน้อยกำลังจะเป็นบ้า
ฟาเทียนที่อยู่ข้าง ๆ ลู่เฉินรู้สึกงงงวย “ผู้อาวุโส เกิดอันใดขึ้น?”
“ความเร็วของสตรีคนนี้เร็วมาก และไอเย็นของฉีฉีน้อยก็ไม่มีผลกับนาง” ชายหนุ่มตอบ
“ความหนาวเย็นไม่ได้ผลกับนางหรือ?” ฟาเทียนตกตะลึง
“คาดว่าเคล็ดวิชาที่นางฝึกฝนนั้นค่อนข้างพิเศษ ทำให้นางไม่กลัวไอเย็น”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ฟาเทียนก็กลัดกลุ้ม “ถ้าอย่างนั้นนางล่ะ นางมีรากศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าดาวจริง ๆ หรือ?”
“อืม รากศักดิ์สิทธิ์ธาตุน้ำระดับห้าดาว และมีมากกว่าหนึ่งชิ้น”
“มากกว่าหนึ่งชิ้น?” ฟาเทียนเบิกตากว้าง
“ใช่ แม้กระทั่งทรงพลังมาก” ลู่เฉินอธิบาย
ฟาเทียนรู้สึกกระวนกระวายใจหลังจากได้ยินเช่นนี้ “แล้วมีวิธีใดจัดการนางได้บ้าง?”
“ข้าต้องวางค่ายกล เจ้ากับฉีฉีน้อยไปยืดเวลาด้วยกันเถอะ” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบเขาก็เริ่มลงมือ
ฟาเทียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเฝ้าดูอยู่ที่นั่น
ส่วนลู่เฉินที่เดินไปรอบ ๆ และเพิ่มสิ่งต่าง ๆ ในบางสถานที่เป็นครั้งคราว เมื่อเขาใช้จิตสัมผัสสัมผัส ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ ก็ได้พบชายชุดดำซ่อนตัวอยู่ในทุ่งหิมะ แต่เขาซ่อนมันไว้อย่างดี และคนส่วนใหญ่ก็ไม่พบตัวเลย
“ผู้ชายคนนี้เป็นคนของจวนเหมันต์อุดรหรือ?” ลู่เฉินสงสัย
แต่เมื่อลู่เฉินสังเกตอย่างระมัดระวัง เขาก็พบสิ่งแปลกประหลาด นั่นคือเขายังมีแผ่นป้ายที่เป็นของพันธมิตรชิงรากวิญญาณอยู่บนตัวเขาด้วย
“เหมือนกับช่างตีเหล็กชราและพวก? พวกเขาทั้งหมดมาจากค่ายแดง?” ลู่เฉินเริ่มสงสัย แต่เขาสรุปได้ว่าคนนี้ไม่ใช่หัวหน้าค่าย
เพราะหัวหน้าค่ายนั้นจะถูกตนทิ้งรอยตราสายฟ้าเอาไว้
แต่ถึงจะไม่ใช่หัวหน้าค่าย ถ้ามาปรากฏตัวที่นี่ก็ต้องมาหาใครสักคน
ลู่เฉินกวาดตามอง นอกจากตัวเขาเอง ฟาเทียน และฉีฉีน้อยแล้วก็คืออวิ๋นซวนซวนนั่นเอง
ฉีฉีน้อยเป็นอสูร นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ฟาเทียนไม่เคยถูกพันธมิตรชิงรากวิญญาณยุ่งเกี่ยว ดังนั้นย่อมไม่ใช่เขา จากนั้นอาจมุ่งเป้าไปที่เขาหรืออวิ๋นซวนซวน
แต่ลู่เฉินมองดูและพบว่าอีกฝ่ายจ้องมองอวิ๋นซวนซวนและฉีฉีน้อยอยู่กลางอากาศ
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินแน่ใจว่าคงมาหาผู้สตรีนี้
ลู่เฉินจึงมีความคิดบางอย่างขึ้นมาทันที
เห็นเพียงชายหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไร และยังคงจัดการที่นี่ ขณะที่อวิ๋นซวนซวนยังคงเล่นกับฉีฉีน้อยอยู่กลางอากาศ แม้กระทั่งส่งยิ้มมาให้ด้วย “สาวน้อย ถ้ามันไม่ได้ ก็ให้เจ้าเด็กนั่นช่วยเจ้า”
“การจัดการกับเจ้า ไม่จำเป็นหรอก!” ฉีฉีน้อยยังมีนิสัยเป็นเด็ก เมื่อใดก็ตามที่นางถูกยั่วยุ นางก็มักจะโกรธจัด