ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 517 ห้ามเอ่ยถึงผู้อาวุโส จะถูกตักเตือน
บทที่ 517 ห้ามเอ่ยถึงผู้อาวุโส จะถูกตักเตือน
ลู่เฉินหัวเราะเสียงชั่วร้าย “การจะจัดการเจ้าหาใช่เรื่องยาก”
“ข้าไม่กลัวเจ้า!” อวิ๋นซวนซวนเรียกหมอกสีขาวออกมาปกคลุมทั่วร่างของนางในทันที หมายจะสู้กับเขาให้รู้แล้วรู้รอด
ชายหนุ่มมองนางด้วยท่าทีสบาย ๆ “เจ้าอยากสัมผัสมันอีกหรือไม่ ข้าจะเข้าไปในพื้นที่จิตสำนึกของเจ้า?”
เมื่ออวิ๋นซวนซวนได้ยินเช่นนี้ นางก็ยอมแพ้ทันที จากนั้นเก็บหมอกสีขาวไปและบ่นว่า “เจ้าต้องการอันใดกันแน่?”
“ข้าเคยบอกว่าถ้าคนในจวนเหมันต์อุดรยั่วยุข้าอีกครั้ง ข้าจะกวาดล้างจวนเหมันต์อุดร” ลู่เฉินพูดอย่างใจเย็น
หากเป็นก่อนหน้านี้ อวิ๋นซวนซวนคงรู้สึกว่าสิ่งที่ชายผู้นี้พูดนั้นไร้สาระยิ่ง ทว่าตอนนี้นางรู้ว่าเขาทำได้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงพูดว่า “วันนี้ข้ามาประลองกับพวกเจ้า แต่ไม่ได้มาในนามจวนเหมันต์อุดร”
“ประลอง?” ลู่เฉินมองไปที่หญิงคนนั้นด้วยรอยยิ้ม
อวิ๋นซวนซวนยืนยันคำกล่าวว่า “ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าทำเพื่อการประลองเท่านั้น อีกอย่าง ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเจ้า!”
ลู่เฉินย่อมรู้ ไม่เช่นนั้นเขาคงจัดการนางไปนานแล้ว แต่เขายังคงจงใจขู่ให้นางกลัว “ถ้าอย่างนั้นบอกความสัมพันธ์ของเจ้ากับจวนเหมันต์อุดรมา”
“แค่การร่วมมือธรรมดา ๆ”
“ร่วมมือ?”
“พวกเขาให้ที่ฝึกกับข้า และหากพวกเขาเจอคนที่จัดการยาก ๆ พวกเขาจะให้ข้าไปประลองกับอีกฝ่าย แต่ข้าไม่เคยทำร้ายใคร” อวิ๋นซวนซวนตอบ
ทว่าฉีฉีน้อยกลับเอ่ยปากพูดว่า “เจ้าไม่ได้ทำร้ายใคร แต่เจ้าช่วยพวกเขา!”
“ข้าแค่มาประลอง ถึงอย่างไรเสีย เคล็ดวิชาที่ข้าฝึกฝน เขาก็รู้อยู่ดี” อวิ๋นซวนซวนชำเลืองมองไปยังชายหนุ่มเพื่อรอคำตอบของเขา
ฉีฉีน้อยและฟาเทียนมองหน้ากัน โดยไม่รู้ว่าอวิ๋นซวนซวนฝึกฝนวิธีใด แต่ลู่เฉินกลับเอ่ยขึ้นว่า “เช่นนั้นหากข้าจะไปที่จวนเหมันต์อุดรกับเจ้าตอนนี้ เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?”
“เจ้าจะไปที่จวนเหมันต์อุดรจริง ๆ หรือ?” อวิ๋นซวนซวนถามอย่างแปลกใจ
“เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าเหตุใดพวกเขาถึงจับตามองเจ้า?”
“สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับจวนเหมันต์อุดรด้วยหรือ?” อวิ๋นซวนซวนงงงวย
ลู่เฉินเล่าเรื่องหัวหน้าค่ายของพันธมิตรชิงรากวิญญาณรอบหนึ่ง และหลังจากที่อวิ๋นซวนซวนได้ยิน นางก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า “ไป! ข้าต้องจับผู้ชายคนนั้นและถามเขาว่าเหตุใดจึงต้องเอารากวิญญาณของข้าไป!”
“ได้ แต่หลังจากที่เจ้าตามข้ามา เจ้าต้องฟังข้าทุกอย่าง”
อวิ๋นซวนซวนลังเลและพูดว่า “…ได้!”
“เช่นนั้นเป็นอันว่าตกลง จวนเหมันต์อุดรนี้อยู่ที่ไหน ไกลจากที่นี่หรือไม่?” ชายหนุ่มอยากเห็นความแตกต่างระหว่างทิศทางที่เขาไปและทิศทางที่จวนเหมันต์อุดรไป
อวิ๋นซวนซวนตอบว่า “ทางเหนือ ห่างจากที่นี่เร็วที่สุดใช้เวลาครึ่งวันก็ถึงแล้ว”
ลู่เฉินพยักหน้า “นำทางเถิด”
พูดจบ เขาก็เปิดค่ายกลโดยรอบ และอวิ๋นซวนซวนก็พูดแปลก ๆ ว่า “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะหนีไปหรือ?”
“ข้าบอกแล้วว่าถ้าข้าจับเจ้าได้ครั้งหนึ่ง ข้าก็สามารถจับเจ้าได้เป็นครั้งที่สอง” ลู่เฉินพูดอย่างมั่นใจ
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ อวิ๋นซวนซวนก็กล่าวว่า “บ้าไปแล้ว”
ฉีฉีน้อยยิ้มและพูดว่า “ช่างร้ายกาจนัก”
ฟาเทียนยังคงเอ่ยสนับสนุนลู่เฉิน “ถูกต้อง ความสามารถของผู้อาวุโสนั้นน่าประทับใจมาก!”
อวิ๋นซวนซวนไม่มีแรงที่จะต่อต้าน ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงนำทาง แต่ระหว่างทาง อวิ๋นซวนซวนพลันถามว่า “เจ้าชื่ออันใด?”
“ลู่เฉิน”
อวิ๋นซวนซวนส่งสายตาแปลก ๆ “ลู่เฉิน? นามของเจ้า…ไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่?”
“ล้อเล่น?”
“เจ้าไม่รู้หรือว่าเมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้วจอมมารผู้ยิ่งใหญ่นั้นคือวีรบุรุษที่ข้าชื่นชม เขาก็มีนามว่าลู่เฉินเหมือนกัน” อวิ๋นซวนซวนจ้องไปที่ชายหนุ่ม
ลู่เฉินคลี่ยิ้มหลังจากได้ยิน “วีรบุรุษที่เจ้าชื่นชม?”
“ไร้สาระ ทุกคนเรียกข้าว่าจอมมารผู้ยิ่งใหญ่และจอมมารหญิง ไม่เพียงเพราะข้าแข็งแกร่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้น ข้าบอกพวกเขาว่าลู่เฉินเป็นผู้อาวุโสที่ข้าชื่นชม” อวิ๋นซวนซวนพูดอย่างโอ้อวด
ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขมขื่น “เจ้าไม่เคยเห็นคนเมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว แต่เจ้าชื่นชมเขามากเพียงนี้เลยหรือ?”
“เขาเป็นจอมมารที่น่ากลัว คนอื่นกลัวเขา แต่ข้าไม่กลัว ยิ่งไปกว่านั้นคนจากพันธมิตรกำจัดมารมักจะเตือนข้าเสมอว่าอย่าพูดถึงเขา แต่ข้าชอบเขา!” อวิ๋นซวนซวนกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
“เตือน?”
“ใช่ ไม่ให้ข้าบูชาเขา และห้ามบอกคนอื่นว่าข้าคิดว่าจอมมารลู่เป็นดั่งวีรบุรุษ” หลังจากอวิ๋นซวนซวนพูดจบ นางก็บ่นเกี่ยวกับพันธมิตรกำจัดมาร
ลู่เฉินอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “พันธมิตรกำจัดมารนี่วุ่นวายจริง ๆ”
“ใช่ แต่เจ้าร้ายกาจยิ่งกว่า เจ้าใช้ชื่อเดียวกัน หากถูกคนของพันธมิตรกำจัดมารมาได้ยินเข้า พวกเขาจะต้องมาคุยกับเจ้าแน่” จู่ ๆ อวิ๋นซวนซวนก็นึกถึงบางสิ่งได้และเอ่ยเตือนลู่เฉิน
ชายหนุ่มแย้มยิ้มประหลาด “อย่ายุ่งกับข้าเลยดีกว่า มิเช่นนั้น…”
จากนั้นอวิ๋นซวนซวนก็เห็นว่าแววตาของลู่เฉินน่ากลัวเพียงใด นางเอ่ยเตือนอีกครั้งว่า “ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าพันธมิตรกำจัดมารนี้ไม่ธรรมดา ดังนั้นอย่าพยายามอวดเก่งเลยดีกว่า”
“เจ้าไม่กลัวหรือ?”
“ข้าไม่กลัว เพราะพวกเขาจับข้าไม่ได้ ส่วนเจ้านั้นต่างกัน ชื่อเหมือนกัน ถึงยามนั้นพวกเขาให้เจ้าเปลี่ยนชื่อ มันจะไม่เป็นอย่างข้าที่แค่เตือนเจ้าอีกแล้ว” อวิ๋นซวนซวนอธิบาย
“ข้าคิดว่าเจ้ากล้าต่อกรกับพวกเขาจริง ๆ แต่คิดไม่ถึงว่าจะแค่เตือนเท่านั้น”
“พวกเขาไม่ได้เคลื่อนไหวใด ๆ ดังนั้นข้าย่อมไม่มีเหตุผลที่จะต่อต้านใช่หรือไม่?” อวิ๋นซวนซวนพยายามอธิบาย
“แล้วถ้าพวกเขาดูถูกและใส่ร้ายจอมมารผู้ยิ่งใหญ่เมื่อแสนปีก่อนเล่า?”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะสู้กับพวกมันตรง ๆ” อวิ๋นซวนซวนพูดอย่างโกรธเกรี้ยว
“อย่าพูดให้ดูดีนัก ข้ากลัวว่าเมื่อถึงเวลา เจ้าจะกลัว”
“กลัว? จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าเคยกลัวใครด้วยหรือ?” อวิ๋นซวนซวนกล่าวอย่างโอหัง
ลู่เฉินส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และไม่พูดอะไรอีก ขณะที่ฟาเทียนและฉีฉีน้อยไม่ลืมที่จะเอ่ยโจมตีอวิ๋นซวนซวน จากนั้นทั้งสามก็คุยกันไม่หยุด
…
ณ จวนเหมันต์อุดร
วิญญาณของฉีเหยียนได้หนีกลับไปที่จวนเหมันต์อุดรแล้ว แต่ก็อ่อนแอมาก และผู้ที่กำลังนั่งอยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้คือผู้นำจวน
“เหตุใดเจ้าถึงกลายเป็นหมาจนตรอกเช่นนี้?” ผู้นำจวนถามอย่างสงสัย
ฉีเหยียนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างหดหู่ แต่ผู้นำจวนพลันพูดอย่างช่วยไม่ได้ว่า “ศพหายไปแล้วก็ไปจัดการใหม่!”
“แต่นี่…พูดง่ายกว่าทำ?” ฉีเหยียนรู้สึกหดหู่ปนวิตกกังวล
ทว่าผู้นำจวนจ้องมาที่เขาตาเขม็ง “อีกเดี๋ยว รอจนกว่าซวนซวนจะจับเด็กนั่นมาได้ ก็ค่อยทรมานเขาอย่างหนัก”
ฉีเหยียนรู้สึกสงสัย “มารหญิงนั่นจะจับพ่อหนุ่มนั่นได้จริงหรือ?”
“ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด” ผู้นำจวนเชื่อที่อวิ๋นซวนซวนพูด
ในตอนนี้เอง สายลับวิ่งกลับมา “รายงาน!”
“พูดมา!”
“ผู้อาวุโสอวิ๋นนำกลุ่มคนมาที่จวนเหมันต์อุดรของเราแล้วขอรับ” สายลับรายงาน
ผู้นำจวนได้ยินก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ดูสิ ข้าบอกแล้วว่าซวนซวนคนนี้ไม่มีปัญหา จะต้องจับพ่อหนุ่มคนนั้นได้แน่นอน”
ฉีเหยียนรู้สึกงงงวย “จับได้จริง ๆ หรือ?”
สายลับตอบอย่างอึกอักว่า “เอ่อ… ดูเหมือนว่าจะจับไม่ได้”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” สีหน้าของผู้นำจวนเปลี่ยนไปทันที