ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 518 ถูกขวางไว้และล่อยอดฝีมือกระบี่แห่งจวนเหมันต์อุดรออกมา
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 518 ถูกขวางไว้และล่อยอดฝีมือกระบี่แห่งจวนเหมันต์อุดรออกมา
บทที่ 518 ถูกขวางไว้และล่อยอดฝีมือกระบี่แห่งจวนเหมันต์อุดรออกมา
สายลับรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากลัวที่จะกล่าวความจริง
ท่าทีเช่นนี้ทำให้ผู้นำจวนโกรธขึ้นมา “มัวแต่ยืดยาดอยู่นั่น รีบพูดมา!”
“ผู้นำจวน ผู้อาวุโสอวิ๋นกำลังพูดคุยและหัวเราะกับพวกเขา อีกฝ่ายดูไม่เหมือนกับว่าถูกจับ มันเหมือนพาพวกเขามาที่นี่มากกว่า” สายลับเอ่ยตะกุกตะกัก
“พูดคุยแล้วหัวเราะด้วย?” ผู้นำจวนพลันมีสีหน้าเคร่งขรึม
ฉีเหยียนไม่ลืมที่จะใส่ร้ายอวิ๋นซวนซวนคนนี้ “ท่านผู้นำ ข้าคิดว่าผู้อาวุโสอวิ๋นคนนี้ไม่ใส่ใจกับคำพูดของท่าน”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ผู้นำจวนถามอย่างเคร่งขรึม
“ดูนางสิ อยู่กับเรามาหลายปี นางเคยฟังคำพูดของท่านหรือไม่? ทำตามคำสั่งของท่านดี ๆ หรือไม่? ทุกครั้งที่นางแข่งกับคนอื่นก็มักจะปล่อยผู้นั้นไปไม่ใช่หรือ? มาคราวนี้ก็อาจจะไม่ทำตามคำสั่งของท่านก็ได้” ฉีเหยียนอธิบาย
ผู้นำจวนขมวดคิ้ว “ไม่ขนาดนั้นหรอกกระมัง?”
“ข้าว่าครานี้ นางถูกพ่อหนุ่มนั่นซื้อตัวไปแล้ว”
“ซื้อตัว?”
“ใช่!” ฉีเหยียนตอบ
ผู้นำจวนรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย จากนั้นจึงพูดกับสายลับว่า “ส่งคนไปถามผู้อาวุโสอวิ๋น ถามนางว่าเกิดอันใดขึ้น”
“ขอรับ” สายลับขานรับและจำต้องออกไป
ผู้นำจวนรู้สึกกระวนกระวาย และฉีเหยียนพลันกล่าวว่า “ผู้นำจวน พวกเราต้องวางแผนโดยเร็ว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“จะเกิดอันใดขึ้นหากมารหญิงผู้นี้ร่วมมือกับพ่อหนุ่มนั่นแล้วสร้างปัญหาขึ้นมา?” ฉีเหยียนถามหยั่งเชิง
“เป็นไปได้หรือ?”
“นางเป็นถึงจอมมารหญิง มีอันใดที่ทำไม่ได้ด้วยหรือ?” ฉีเหยียนยังคงสุมไฟใส่ร้ายต่อไป
“รอให้สายลับมารายงานแล้วค่อยว่ากัน” ผู้นำจวนยังไม่กล้าเชื่อเรื่องนี้จึงรออยู่ตรงนั้น
…
ผ่านไปครู่หนึ่งสายลับก็รีบวิ่งกลับมา
ผู้นำจวนรีบถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ผู้อาวุโสอวิ๋นบอกว่าเขาถูกเชิญมา ไม่ใช่ถูกจับมา” สายลับกล่าวด้วยสีหน้าดูไม่ได้
ผู้นำจวนระเบิดอารมณ์ทันที “เชิญ? อันใดนะ!? จวนเหมันต์อุดรของข้าส่งคนไปจับพ่อหนุ่มคนนั้น แต่กลายเป็นว่าไปเชิญมา!?”
ฉีเหยียนยังเพิ่มเชื้อไฟด้วยความริษยา
ผู้นำจวนบันดาลโทสะจนไฟลุก “ออกคำสั่งจับพวกเขาไว้! หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า จะไม่มีใครหน้าไหนได้เข้ามาในจวนเหมันต์อุดร!”
“ขอรับ!” สายลับหันหลังจากไป ทว่าผู้นำจวนยังคงไม่วางใจ จึงหยิบยันต์ออกมาทันทีและเอ่ยด้วยเสียงเย็นชาว่า “ได้เวลาปล่อยเขาแล้ว!”
“ผู้ใด?” ฉีเหยียนเริ่มประหลาดใจ
ผู้นำจวนมองอย่างเย็นชา “ผู้ใช้กระบี่”
ฉีเหยียนตกตะลึง “เขาจะไปทันเวลาหรือ?”
“เขาอยู่ใกล้ ๆ” ผู้นำจวนเอ่ยอย่างเย็นชา
ฉีเหยียนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ก่นด่าในใจไปด้วยว่า ‘คราวนี้พวกเจ้าสองคนตายแน่!’
…
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม
พวกลู่เฉินก็มาถึงเมืองหนึ่ง อวิ๋นซวนซวนชี้ไปที่เมืองนั้น “จวนเหมันต์อุดรมีเมืองใหญ่สี่เมือง และนี่คือเมืองทางใต้สุดที่เรียกว่า เมืองเหมันต์อุดร”
“เช่นนั้น พวกเรามาถึงเมืองเหมันต์อุดรแล้วหรือ?” ลู่เฉินมองเข้าไปในระยะไกลแล้วเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว” อวิ๋นซวนซวนตอบ
“แล้วจากเมืองนี้ไปจวนเหมันต์อุดรไกลแค่ไหน?”
“ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วยามในการผ่านเมืองเหมันต์อุดรไป หลังจากข้ามหุบเขาอันตราย เจ้าจะไปถึงจวนเหมันต์อุดร” อวิ๋นซวนซวนอธิบาย
ลู่เฉินพยักหน้าและเดินต่อไป
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าประตูเมือง ประตูเมืองก็ปิดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นค่ายกลขนาดใหญ่รอบเมืองกลับเปิดออก ขณะเดียวกัน บนกำแพงยังมีผู้พิทักษ์ของจวนเหมันต์อุดรจำนวนมากคอยคุ้มกันอยู่
อวิ๋นซวนซวนมองดูพวกเขาแล้วกล่าวว่า “เปิดประตูเมือง!”
“ไม่ได้!” คนเหล่านั้นกล่าวพร้อมเพรียงกัน
ขณะที่อวิ๋นซวนซวนกำลังจะพูดอันใดบางอย่าง ชายคนหนึ่งพลันปรากฏตัวบนกำแพงเมือง บุคคลนั้นดูเหมือนจะเป็นผู้รับผิดชอบกำแพงเมือง เมื่อทุกคนเห็นเขาก็ถอยกลับไปทีละคนทันที
บนใบหน้าของชายคนนั้นมีไฝอยู่เม็ดหนึ่ง
เมื่ออวิ๋นซวนซวนเห็นเขาก็ถามทันทีว่า “สวีเฮย เจ้าบอกให้พวกเขาไม่เปิดประตูเมืองหรือ?”
ชายที่ดูอายุราวห้าสิบหกสิบปีกะพริบตาพลางมองไปที่อวิ๋นซวนซวนตาปริบ ๆ ก่อนจะตอบว่า “ถูกต้อง!”
“ข้าแนะนำให้เจ้าเปิดประตูเมืองให้เร็วที่สุด มิฉะนั้น เจ้าได้เห็นดีกับข้าแน่” อวิ๋นซวนซวนพูดเสียงห้วน
สวีเฮยรู้ว่าอวิ๋นซวนซวนน่ากลัว แต่เขาอยู่ในค่ายกล ดังนั้นจึงพูดไปว่า “ผู้อาวุโสอวิ๋นน่าจะรู้ว่าเขาเป็นอาชญากรสำหรับจวนเหมันต์อุดรของเรา หากไม่มีคำสั่งผ่านทางของท่านผู้นำ ก็ไม่อาจเข้าเมืองได้”
อวิ๋นซวนซวนชำเลืองมองลู่เฉิน แล้วนางก็หันกลับไปมองสวีเฮยอีกครั้ง “ข้าเชิญเขามา ต้องใช้คำสั่งผ่านทางด้วยหรือ?”
“ผู้นำจวนสั่งห้ามไม่ให้เขาและพวกเจ้าเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต!” สวีเฮยลูบเคราขณะพูด
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ อวิ๋นซวนซวนจึงมีสีหน้าจนปัญญาก่อนจะมองไปที่ลู่เฉิน “ดูเหมือนว่าผู้นำจวนจะเชื่อว่าข้าสมรู้ร่วมคิดกับท่าน จึงไม่ปล่อยให้พวกเราเข้าไป!”
ลู่เฉินไม่ได้พูดสิ่งใด แต่เดินไปที่ประตูเมือง จากนั้นเขาทำบางอย่างกับประตู ชั่วพริบตาเดียว ค่ายกลตรงประตูเมืองก็หายไปทันที
อวิ๋นซวนซวนตกตะลึงจนตาค้าง
แน่นอนว่าผู้คนที่อยู่บนกำแพงเมืองต่างตกใจกลัวไม่แพ้กัน “ค่ายกลถูกทำลายแล้ว!”
สวีเฮยที่เยือกเย็นเมื่อครู่วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ ขณะที่ผู้คนทั้งหมดบนกำแพงเมืองต่างตัวแข็งอยู่ที่นั่น
คนที่ผ่านไปมาในเมืองเริ่มพากันตกใจ
บางคนถึงกับตะโกนว่า “ดูสิ จอมมารหญิง!”
“จอมมารหญิงผู้นี้ เหตุใดถึงโจมตีคนในจวนเหมันต์อุดร?”
“ไม่รู้!”
ฝูงชนพลันสงสัยว่า เหตุใดอวิ๋นซวนซวนถึงโจมตีคนในจวนเหมันต์อุดร แต่อวิ๋นซวนซวนกระโจนลงมาจากกำแพงเมืองแล้วจ้องมองสวีเฮย “หนีหรือ หนีไปให้สุดแล้วกัน!”
สวีเฮยพูดอย่างกระวนกระวาย “ผู้อาวุโสอวิ๋น อย่าทำให้พวกเราลำบากใจเลย พวกเราแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น!”
อวิ๋นซวนซวนรู้ว่าไม่สามารถตำหนิพวกเขาได้ ดังนั้นนางจึงได้แต่มองไปที่ลู่เฉิน “ตอนนี้จะเอาอย่างไร?”
“ไปกันเถอะ” ลู่เฉินพูดเบา ๆ ขณะวางแผนที่จะไปต่อด้วยตนเอง
อวิ๋นซวนซวนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันหลังกลับและตามไป
เวลานี้ มียามอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาใกล้ ๆ และล้อมรอบลู่เฉินกับคนอื่น ๆ ไว้ ก่อนที่ผู้ที่ขี่หมีขาวและถือกระบี่ที่เปล่งแสงสีขาวจะปรากฏตัวออกมา
ทุกคนตกใจเมื่อเห็นบุคคลนี้ “อัจฉริยะวิถีกระบี่ขั้นแปลงเซียนแห่งจวนเหมันต์อุดร เจี้ยนซิงเฟิง”
“อันใดนะ! เขาคือเจี้ยนซิงเฟิงคนนั้นหรือ?”
“เขาไม่ได้ไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สยบมารหรือไร เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่?”
ทันใดนั้นทุกคนก็เริ่มสงสัย ก่อนที่คนผู้นี้จะก้าวลงจากหมีขาวและเดินเข้าไปหาลู่เฉินกับพรรคพวก
อวิ๋นซวนซวนขมวดคิ้ว “เจ้าก็มาด้วย?”
เจี้ยนซิงเฟิงเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้ากำลังฝึกซ้อมอยู่ใกล้ ๆ แต่เมื่อครู่ผู้นำจวนมีคำสั่งกับข้า”
“คำสั่งอันใด?” อวิ๋นซวนซวนถามอย่างสงสัย
“ส่งตัวเขามาให้ข้า ส่วนที่เหลือไม่ใช่ธุระของเจ้า” เจี้ยนซิงเฟิงมองไปที่ลู่เฉินขณะออกคำสั่งกับอวิ๋นซวนซวน
อวิ๋นซวนซวนสวนกลับไปว่า “ข้าเชิญเขามา ก็ต้องพาเขาไปที่จวนเหมันต์อุดรด้วยตัวข้าเอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจี้ยนซิงเฟิงก็พูดกับอวิ๋นซวนซวนอีกครั้งว่า “ข้าขอพูดอันใดหน่อย”
“พูดมา”
“หากเจ้าคิดขวางทางข้า เจ้าก็จะเป็นศัตรูกับจวนเหมันต์อุดร ถึงยามนั้น ทุกคนในจวนเหมันต์อุดรล้วนจัดการเจ้าได้ หลังจากจัดการเจ้าแล้ว ข้าค่อยส่งตัวเขาให้ผู้นำจวน” เจี้ยนซิงเฟิงข่มขู่
ผู้คนในเมืองต่างอุทานด้วยความตกตะลึงหลังจากได้ยินวาจานี้
อวิ๋นซวนซวนหัวเราะ “ในจวนเหมันต์อุดร นอกจากผู้นำจวนและผู้อาวุโสแล้ว เจ้าคิดว่ามีใครที่นี่ที่สามารถจัดการข้าได้ด้วยหรือ?”
“ก่อนหน้านี้อาจจะไม่ ทว่าข้าได้รับพลังหนึ่งมาพอดี และพลังนี้หากร่วมมือกับคนจากจวนเหมันต์อุดร พวกเจ้าสิบคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า!” เจี้ยนซิงเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ
อวิ๋นซวนซวนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที “เจ้ารู้หรือไม่ สิ่งที่ข้าชอบที่สุดก็คือการต่อสู้กับจวนเหมันต์อุดร!”
“โอ้? เช่นนั้นเจ้าจึงอยากสู้กับจวนเหมันต์อุดร?”
“ไม่ใช่การสู้ แต่เป็นการประลองฝีมือ!” อวิ๋นซวนซวนยังคงไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยนี้ได้อยู่ดี