ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 541 อีกร่างที่แท้จริงหรือปลอมนั้น ทำให้คนคาดเดาไม่ได้!
บทที่ 541 อีกร่างที่แท้จริงหรือปลอมนั้น ทำให้คนคาดเดาไม่ได้!
ลู่เฉินมองท่าทางดื้อดึงของอีกฝ่ายแล้วเผยรอยยิ้มออกมา “เช่นนั้น ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทนต่อไปได้อีกนานเพียงใด!”
“เจ้าหนุ่ม มาเถิด ร่างวิญญาณนี้ของข้า เจ้าจะจัดการเช่นไรก็ได้” อีกฝ่ายพูดอย่างไม่เกรงกลัว
เมื่อเห็นดังนั้น ชายหนุ่มจึงให้กุ่ยเจี๋ยเข้ามา
กุ่ยเจี๋ยปรากฏตัวขึ้น ร่างวิญญาณนั้นจึงเผยรอยยิ้มประหลาด “อย่างไรกัน? ให้ของประหลาดนี่โจมตีข้าหรือ? หรือจะให้ทำลายข้ากัน?”
“ค่อย ๆ กลืนกินเจ้า”
“กลืนกินก็กลืนกิน อย่างไรเสียข้าก็ได้ทำลายการรับรู้ความรู้สึกของร่างวิญญาณนี้ไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ถึงแม้พวกเจ้าจะค่อย ๆ ทรมานข้า ข้าก็จะไม่รู้สึกเจ็บปวดสักนิด” อีกฝ่ายพูดด้วยความพึงพอใจ
เมื่อลู่เฉินได้ยินดังนั้น จึงคิดในใจว่า ‘ช่างอำมหิตเพียงนี้เชียว?’
แต่ชายหนุ่มก็ยังอยากลองดู ดังนั้นจึงให้กุ่ยเจี๋ยลองพยายามกลืนกินอีกฝ่ายลงไป แต่อีกฝ่ายยังแสร้งมีความสุข และยังพูดออกมาด้วยท่าทางเหยียดหยามว่า “ไม่มีประโยชน์ อย่าเปลืองพลังเลย!”
“ดูเหมือนว่ามีเพียงต้องหาร่างที่แท้จริงของเจ้า”
“เจ้าไม่มีทางรู้ว่าร่างที่แท้จริงของข้าอยู่ที่ใด” อีกฝ่ายพูดด้วยความมั่นใจ
ลู่เฉินยิ้มก่อนจะอธิบายว่า “ข้ามีทักษะหนึ่งที่สามารถตามหาร่างที่แท้จริงผ่านร่างวิญญาณได้ ไม่รู้ว่าเจ้าอยากจะลองดูเสียหน่อยหรือไม่?”
“ข้าจะรอดู!” อีกฝ่ายเผยรอยยิ้มแปลกประหลาดออกมา
ชายหนุ่มทำได้เพียงถอยออกมาจากพื้นที่จิตวิญญาณของอีกฝ่าย จากนั้นจึงนำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา นำวิญญาณที่ถูกยันต์ผนึกไว้ปล่อยเข้าไปภายในกู่ฉินนี้ จากนั้นจึงมองไปรอบ ๆ “ผู้ที่ผนึกเขาและจอมมารหญิงผู้นั้นไว้อยู่ที่ใดกัน?”
ฟาเทียนพูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “ผู้อาวุโส คนของพันธมิตรชิงรากวิญญาณนี้พูดสิ่งใดกันหรือ?”
ชายหนุ่มส่ายศรีษะก่อนจะพูดขึ้นว่า “นี่เป็นเพียงอีกร่างของเขา และเขายังทำลายการรับรู้ของร่างวิญญาณไปทั้งหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น…”
“ยิ่งไปกว่านั้นอย่างไรหรือ?” ฟาเทียนสงสัย
“ความสามารถในการขโมยความทรงจำของข้า ไม่สามารถใช้กับวิญญาณของเขาได้” ลู่เฉินตอบด้วยท่าทางสลด
“ว่าอย่างไรนะ?” ฟาเทียนไม่คิดว่าคนของพันธมิตรชิงรากวิญญาณจะน่ากลัวเพียงนี้
ฉีฉีน้อยรู้สึกแปลกใจ “เช่นนั้น ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นล่ะ?”
“ตอนนี้ร่องรอยยังไม่ชัดเจนนัก” ชายหนุ่มตอบกลับ
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยตกใจขึ้นมา ลู่เฉินจึงมองไปยังจักจั่นอัสนี “เจ้าแน่ใจหรือไม่ หลังจากที่พวกเขาเข้าไปภายในนี้แล้วก็ไม่ได้ออกมาอีกเลย?”
“อืม!” จักจั่นอัสนียืนยันเช่นเดิม
ลู่เฉินหลับตาลง อย่างไรก็ตามที่นี่ไม่มีกลิ่นอายของอวิ๋นซวนซวนอยู่เลย มันมีเพียงกลิ่นอายบางอย่างของหัวหน้าค่ายผู้นี้เท่านั้น คิ้วทั้งสองข้างของชายหนุ่มขมวดเข้าหากัน “ไม่มีเหตุผล”
ฟาเทียนพูดขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจ “ผู้อาวุโส เป็นอะไรไปหรือ?”
“ที่นี่มีเพียงกลิ่นอายคนของพันธมิตรชิงรากวิญญาณ และไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของจอมมารหญิงอยู่เลย” ชายหนุ่มพูดขึ้นมาด้วยท่าทางนิ่งเรียบ
“ไม่มีสักนิดเลยหรือ?” ฟาเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสัมผัสไปบริเวณรอบ ๆ แน่นอนว่าไม่มีแม้แต่ร่องรอยใด ๆ ของหญิงสาว ราวกับว่านางไม่เคยมาที่นี่แม้แต่เพียงครั้งเดียว
ไม่เพียงแต่ฟาเทียนเท่านั้น ฉีฉีน้อยก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเช่นกัน
ลู่เฉินแน่ใจยิ่งขึ้น เมื่อพบว่าไม่พบร่องรอยใด ๆ จึงใช้ร่างวิญญาณภายในกู่ฉินนั้นยืนยันตำแหน่งของร่างที่แท้จริงอีกฝ่าย ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ร่างที่แท้จริงของชายผู้นั้นอยู่ทางตอนเหนือ พวกเราเพียงแค่เดินทางต่อไปทางเหนือก็พอ”
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยขานรับ จากนั้นจึงเดินออกจากถ้ำหิมะนี้ไปพร้อมกับชายหนุ่ม
ทว่าใครจะคิดว่าเมื่อออกมาด้านนอกถ้ำหิมะแล้ว ผืนป่าที่อยู่รอบ ๆ นี้กลับหายไป
“เมื่อครู่ยังมีป่าอยู่ เหตุใดตอนนี้จึงไม่มีแล้ว?” ฟาเทียนตกตะลึง
ฉีฉีน้อยกระโจนขึ้นไปบนอากาศ มองไปรอบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “แม้แต่ต้นไม้สักต้นก็ไม่มี!”
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ “ดูเหมือนว่า บริเวณรอบ ๆ นี้จะมีค่ายกลอำพรางอยู่”
“ค่ายกลอำพราง?” ฟาเทียนตาโตด้วยความตกตะลึง
“อืม และยังเป็นระดับสูง ถ้าหากไม่ดูให้ดีจะพบได้ยากนัก” เมื่อลู่เฉินพูดจบเขาก็เดินไปบริเวณรอบ ๆ ส่วนฟาเทียนและคนอื่น ๆ ก็เดินตามไป
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินจึงหยุดเดิน จากนั้นหันไปพูดกับฉีฉีน้อย “ข้าจะบอกสถานที่ให้เจ้า อีกสักพักเจ้าบินขึ้นไปแล้วใช้พลังโจมตีก็พอ”
“อื้ม!” ฉีฉีน้อยขานรับ
ลู่เฉินบอกตำแหน่งมาประมาณสิบกว่าที่ จากนั้นฉีฉีน้อยจึงค่อย ๆ จดจำสถานที่ทีละตำแหน่ง ภายใต้การบอกกล่าวของลู่เฉิน ฉีฉีน้อยบินขึ้นไป จากนั้นจึงโจมตีไปยังพื้นที่เหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้นก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
ผืนป่าบริเวณรอบ ๆ ปรากฏออกมา ขณะเดียวกันก็ยังมีภูเขาหิมะปรากฏออกมาเช่นกัน
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินและทั้งสามคนก็อยู่ภายใต้ภูเขาหิมะลูกนี้ และรอบ ๆ ภูเขาหิมะล้วนเป็นผืนป่าทั้งหมด
ไม่เพียงเท่านั้น กลางภูเขาหิมะนี้มีถ้ำหิมะหลายแห่งที่ดูคล้ายกับถ้ำที่ลู่เฉินและคนอื่น ๆ เข้าไปก่อนหน้านี้
“มากมายเพียงนี้เชียว?” ฟาเทียนตกตะลึงอีกครั้ง
จักจั่นอัสนีรู้สึกสับสนขึ้นไปมา “นี่…”
ลู่เฉินมองไปยังจักจั่นอัสนีแล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ที่เจ้าเข้าไปยังถ้ำหิมะ ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะเพิ่งเข้าไป”
“ว่าแต่ เงาสีดำนั่น?”
“นั่นเป็นเพียงอีกร่างหนึ่งของเขา ถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไรนั้น ข้าก็ไม่รู้” ขณะนั้นเอง ลู่เฉินยิ่งรู้สึกว่าสถานที่ที่จักจั่นอัสนีพาตนมานั้น อาจจะไม่ใช่ที่ที่มันเคยตามมาก่อน
จักจั่นอัสนีรู้สึกสงสัย “แต่ข้าได้ทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกายของเขาแล้ว และข้าสามารถสัมผัสมันได้”
“เช่นนั้น เจ้าลองสัมผัสดูอีกสักครั้ง” ลู่เฉินมองไปยังจักจั่นอัสนี
หลังจากจักจั่นอัสนีสัมผัสอยู่ครู่หนึ่งก็ขึ้นไปบนภูเขา เมื่อเห็นเช่นนั้นลู่เฉินและคนอื่น ๆ จึงตามไป
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มและคนอื่น ๆ จึงเดินไปภายในถ้ำหิมะ และได้พบกับเขตแดนที่เหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้งหนึ่ง ลู่เฉินเดินนำคนอื่น ๆ และทะลุผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ภายในถ้ำนี้มีซากศพอยู่ร่างหนึ่ง และซากศพนี้ไม่ได้ถูกแช่แข็งไว้แต่อย่างใด เพียงแค่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น
คนผู้นี้เป็นคนอ่อนวัยคนหนึ่ง ฟาเทียนและฉีฉีน้อยต่างก็ไม่รู้จัก แต่เพียงไม่นานลู่เฉินก็ดูออก เพราะคนอายุน้อยผู้นี้เหมือนกับร่างที่ตนได้ปิดผนึกไว้ไม่ผิดเพี้ยน
ชายหนุ่มแน่ใจได้ในทันทีว่าสิ่งตรงหน้านี้ไม่ใช่ร่างที่แท้จริงของเขาแน่นอน
ดังนั้นลู่เฉินจึงขมวดคิ้วพลางพูดขึ้นว่า “เป็นอีกร่างหนึ่ง?”
“เป็นอีกร่างหรือ?” ฟาเทียนรู้สึกสงสัย
ฉีฉีน้อยมองไปยังชายหนุ่มด้วยความกังวลใจ
ลู่เฉินตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ร่างกายนี้เหมือนกับเงาร่างวิญญาณสีดำที่ถูกแช่แข็งไว้เมื่อครู่ทุกประการ”
“ว่าอย่างไรนะ?” ฟาเทียนและฉีฉีน้อยอุทานออกมาพร้อมกัน
จักจั่นอัสนีที่กำลังบินไปรอบ ๆ เอ่ยว่า “ที่นี่มีร่องรอยบางอย่าง”
ทุกคนจึงเข้าไปดู จึงได้เห็นว่ามีกองหิมะกองหนึ่ง และหิมะนี้มีร่องรอยของการถูกเหยียบโดยใครบางคน
ชายหนุ่มมองไปยังทุกคน “ไป”
ทุกคนจึงไปตามทันที
ในตอนแรก ทุกคนสัมผัสได้ถึงร่อยรอยที่อวิ๋นซวนซวนทิ้งไว้
แต่เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ร่องรอยนี้กลับหายไป และเมื่อทุกคนเดินออกจากอุโมงค์เล็กนี้แล้วก็มาถึงพื้นหิมะแห่งหนึ่ง
“ไม่มีร่องรอยใดแล้ว” ฟาเทียนพูดด้วยสีหน้าที่ผิดหวัง
ฉีฉีน้อยพูดขึ้นมาด้วยความกังวล “เหตุใดจู่ ๆ จึงไม่มีร่องรอย?”
ลู่เฉินมองไปยังภูเขาเหล่านั้นที่อยู่ด้านหลัง และมองไปยังพื้นหิมะตรงหน้า “ตอนนี้ หัวหน้าค่ายผู้นั้นมีสองร่าง หนึ่งคือร่างภาพลวงตาที่กลายเป็นคนอื่นถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้น ส่วนอีกร่างหนึ่งเป็นกายเนื้อที่ไม่มีวิญญาณนอนอยู่ตรงนั้น”
เมื่อฟาเทียนได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ “เช่นนั้น ร่างที่จับจอมมารหญิงไปนั้นเป็นร่างที่ไม่มีวิญญาณหรือ?”
“อืม” ลู่เฉินขานรับ
“เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่มีวิญญาณ?” ฟาเทียนไม่เข้าใจ
“มีความเป็นไปได้สองอย่าง” ชายหนุ่มคิดถึงความเป็นไปได้สองประการ
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยรีบมองไปยังอีกฝ่ายทันที เขาจึงอธิบายออกมา “ความเป็นไปได้ข้อแรกคือ มีผู้อื่นครอบครองร่างของเขาและจับจอมมารหญิงไป และอีกข้อหนึ่งคือเขายังมีร่างวิญญาณ และร่างวิญญาณนี้หนีออกมาจากกายเนื้อหรือไม่ก็ถูกทำลาย!”
เมื่อฟาเทียนและฉีฉีน้อยได้ยินประโยคดังกล่าวก็ยิ่งรู้สึกสับสน
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา “แต่ที่ข้าเดินออกมาด้านในจนมาถึงที่นี่ ก็มีเพียงกลิ่นอายของจอมมารหญิง เช่นนั้นความเป็นไปได้ที่จะหนีนั้นจึงตัดออกไป จึงเหลือเพียงแค่ความเป็นไปได้ที่อาจจะถูกทำลาย!”
“ทำลาย? จอมมารหญิงเป็นคนทำลาย?” ฟาเทียนราวกับคิดอะไรบางอย่างออก
ฉีฉีน้อยจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ถ้าหากศิษย์พี่หญิงเก่งกาจเพียงนั้น เช่นนั้นเหตุใดจึงถูกเขาจับมาถึงที่นี่ได้?”
ฟาเทียนตกอยู่ในความสับสนอีกครั้ง เขาจึงมองไปยังลู่เฉิน “ผู้อาวุโส มันเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”