ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 542 ข้าประมาทเกินไปที่ใช้เพียงกระบี่เล่มเดียว!
บทที่ 542 ข้าประมาทเกินไปที่ใช้เพียงกระบี่เล่มเดียว!
ลู่เฉินรู้ว่าปัญหาในตอนนี้มีเพียงแค่หาอวิ๋นซวนซวนและร่างที่แท้จริงของหัวหน้าค่ายให้พบ จึงจะสามารถบีบให้พูดออกมาว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
ดังนั้นเมื่อลู่เฉินครุ่นคิดเสร็จก็มองไปยังฟาเทียนและฉีฉีน้อย “วิธีเดียวที่จะรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น มีเพียงตามหาจอมมารหญิงผู้นั้นหรือหาร่างที่แท้จริงของหัวหน้าค่ายก็จะรู้ได้”
“เช่นนั้น ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นจะไปที่ใดกัน?” ฉีฉีน้อยแปลกใจ
ฟาเทียนก็อยากรู้เช่นกัน
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ “กลิ่นอายของนาง เมื่อมาด้านนอกก็จางลงไปแล้ว ดังนั้นหากคิดจะตามหานั้นค่อนข้างยาก”
“เช่นนั้นควรทำอย่างไร?” ฉีฉีน้อยรู้สึกกังวลใจขึ้นมา
ฟาเทียนก็อยากรู้เช่นกัน ลู่เฉินจึงพูดขึ้นว่า “ข้าจะให้คนของจวนเหมันต์อุดรช่วยตามหา ถ้าหากมีความคืบหน้า พวกเขาก็จะรายงานข้า!”
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยพยักหน้า ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง และจัดการกับอารมณ์ของตนก่อนจะพูดขึ้นมา “ไปกัน ไปทางตอนเหนือ!”
หลังจากนั้น ทั้งสองจึงเดินตามชายหนุ่มออกไปจากที่นี่
…
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ลู่เฉินได้นำแผนที่ออกมาและมองไปยังด้านหน้า “ด้านหน้ามีภูเขาที่ดูเหมือนฝ่ามือห้าลูก”
“เช่นนั้น พวกเราจะไปยังภูเขาห้าลูกนั่นหรือไม่?” ฟาเทียนเอ่ยถาม
“ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดได้รออยู่ที่นั่นแล้ว” ลู่เฉินเห็นว่ามาถึงที่นี่แล้ว จึงคิดจะไปยังพระราชวังเหมันต์ที่อยู่ใต้สำนักเหมันต์สงัดเสียก่อน
ฟาเทียนเข้าใจแผนการของชายหนุ่ม ดังนั้นจึงไม่ได้ถามอะไรมากนัก เขาทำเพียงแค่เดินไปด้วยกัน ฉีฉีน้อยนั้นรู้สึกสงสัยว่าราชาหมาป่าเหมันต์สงัดคือสิ่งใดกัน จึงขอให้ฟาเทียนอธิบายให้ฟัง
ฟาเทียนจึงค่อย ๆ อธิบายออกมา
…
ขณะนั้นเอง ภายในพระราชวังเหมันต์ วานรขาวยืนอยู่ด้านหน้ารูปปั้นน้ำแข็ง พลางพูดขึ้นมาด้วยความเคารพว่า “นักบุญหญิง เจ้าหนุ่มผู้นั้นได้เดินทางไปยังภูเขาหิมะทั้งห้าแล้ว”
“ไปถึงภูเขาหิมะทั้งห้าเร็วเพียงนี้เชียวหรือ?” นักบุญหญิงรู้สึกคาดไม่ถึงเล็กน้อย
“หลังจากนี้ ควรทำเช่นไรหรือ?”
“จวนเหมันต์อุดร นอกจากคนของพันธมิตรกำจัดมารแล้วก็ไม่มีผู้ใดขัดขวางเขาได้ ดูเหมือนว่าเราอาจจะต้องแสดงความแข็งแกร่งให้เขาดูเสียหน่อยแล้ว” นักบุญหญิงครุ่นคิด
“นักบุญหญิงหมายถึง?”
“ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดจะต้องดึงดูดเขามาที่นี่เป็นแน่ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็จะได้พบเขาที่นี่”
วานรขาวเอ่ยด้วยความกังวลขึ้นมา “แต่เจ้าหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา และข้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”
“วางใจเถิด ข้าได้เตรียมคู่ต่อสู้ไว้ให้เขาไว้จำนวนไม่น้อย ข้าจะไม่ทำให้เขาผิดหวังแน่นอน” นักบุญหญิงเผยรอยยิ้มเย็นชา
วานรขาวรู้สึกสงสัย “นักบุญหญิงหมายความว่า?”
“เจ้าไม่ต้องสนใจนัก เพียงแค่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาก็พอ ที่เหลือข้าจะมอบหน้าที่นั้นให้แก่เสวี่ยจิ่ว” เมื่อนักบุญหญิงพูดจบก็ไม่ได้พูดใด ๆ ต่ออีก
เมื่อวานรขาวได้ยินชื่อของเสวี่ยจิ่ว เขาจึงเข้าใจทุกอย่างได้ในทันที จากนั้นจึงหมุนตัวและเดินออกไปจากที่นี่
….
เพียงไม่นานลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็มีถึงเชิงเขาของภูเขาหิมะทั้งห้าลูก ที่นี่นั้นราชาหมาป่าเหมันต์สงัดสัมผัสได้ถึงชายหนุ่ม ดังนั้นจึงรีบปีนออกมาจากพื้นหิมะทันที จากนั้นจึงมองไปยังลู่เฉินและพูดขึ้นมาด้วยความเคารพว่า “ลูกพี่”
“รู้หรือไม่ว่านักบุญหญิงซ่อนตัวอยู่ที่ใด?” ลู่เฉินเอ่ยถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง
“รู้!” ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดขานรับ
“อืม นำทางไปที” เมื่อลู่เฉินพูดจบ จึงให้ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดนำทางไป
ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดเป็นอสูร ดังนั้นเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงฉีฉีน้อยที่ไม่ธรรมดานั้น จึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ลูกพี่ นี่?”
“อสูรปีศาจห้าดาว!”
ครั้นราชาหมาป่าเหมันต์สงัดได้ยินถึงอสูรปีศาจแล้ว จึงตกใจขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินนำทางต่อไป
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดจึงหยุดเดินอยู่ด้านนอกเมืองขนาดเล็กแห่งหนึ่ง “คือที่นี่”
“ที่นี่?” ชายหนุ่มมองไปยังเมืองขนาดเล็กแห่งนี้ด้วยความแปลกใจ
ฟาเทียนก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน “เมืองเล็กเพียงนี้?”
ฉีฉีน้อยก็มีสีหน้าสงสัย
“กลางเมืองขนาดเล็กนี้ มีทางอยู่ทางหนึ่งที่เชื่อมไปยังพระราชวังเหมันต์นั่น ในตอนแรกนักบุญหญิงก็พาข้าเข้าไปยังพระราชวังเหมันต์จากเส้นทางนั้น” ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดอธิบาย
“เช่นนั้นนำทางไปเถิด” เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาใด ลู่เฉินจึงให้ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดนำทางต่อไป
ขณะนั้นเอง ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดก็ตัวหดเล็กลง เขาดูเหมือนหมาป่าตัวน้อยอย่างไรอย่างนั้น
แต่เมื่อเข้าไปในเมืองก็พบว่าภายในเมืองขนาดเล็กนี้มีผู้ฝึกฝนอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาจ้องมองมายังลู่เฉิน และแต่ละคนก็ดูเหมือนนักล่า บนร่างกายมีคราบเลือดของอสูรติดอยู่ไม่น้อย
เมื่อฟาเทียนเห็นคนเหล่านี้ก็รู้สึกแปลก ๆ “ผู้อาวุโส คนเหล่านี้”
“ไม่ต้องสนใจพวกเขา” ลู่เฉินไม่สนใจพวกเขา และเดินตามทางของตนต่อไป
แต่เมื่อลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก้าวเข้าไปนั้น คนหล่านี้พลันวิ่งออกมาจากรอบทิศทางเพื่อมาล้อมลู่เฉินเอาไว้ หนึ่งในนั้นยังเอาลิ้นเลียกระบี่สีทองที่มีคราบเลือดติดอยู่ จากนั้นพูดขึ้นมาว่า “หากคิดจะเข้าไปละก็ จงทิ้งอสูรศักดิ์สิทธิ์และอสูรปีศาจไว้ที่นี่”
“เพื่ออันใด?” ฟาเทียนมองไปยังชายวัยกลางคนที่ถือกระบี่สีทองไว้ในมือทันที
ชายวัยกลางคนผู้นี้มีหนวดมีเครา บริเวณรอบเอวนั้นมีกระบี่สีทองเหน็บไว้เป็นจำนวนมาก แต่ในมือนั้นกลับถือไว้เพียงกระบี่เล่มเดียว
ทันใดนั้นเอง ชายผู้นี้ก็เผยรอยยิ้มออกมา “เพื่อสิ่งใดหรือ?”
คนอื่น ๆ ต่างก็หัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
ฟาเทียนรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย “หัวเราะอะไรกัน?”
“หลวงจีน รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?” อีกฝ่ายเลียกระบี่ในมือพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องรู้ว่าผู้อาวุโสคือใคร?” ฟาเทียนชี้นิ้วไปยังลู่เฉิน
ชายหนุ่มเลียกระบี่ผู้นั้นเผยรอยประหลาดออกมา “เขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่ง มีเรื่องใดหญ่โตหรือ?”
ฟาเทียนพูดข่มขู่ “ผู้อาวุโสสามารถเอาชนะคนของจวนเหมันต์อุดรและหอวังอัสนีได้ พวกเจ้าพูดว่าเรื่องใหญ่อันใดอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนก็หัวเราะเสียงดัง และต่างก็คิดว่าฟาเทียนนั้นเพียงพูดตลกเท่านั้น และชายหนุ่มผู้ชอบเลียกระบี่ผู้นั้นก็หัวเราะขึ้นมา “ข้าผู้นี้ในพระราชวังอสูรเหมันต์ ถูกขนานนามว่ามือกระบี่อันดับหนึ่งเตาอีมิ่ง!”
ฟาเทียนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีที่มาที่ไปอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่รู้ว่าพระราชวังอสูรเหมันต์คือที่ใด แต่กลับพูดขึ้นเพียงสั้น ๆ ว่า “หากพวกเจ้าไม่อยากตาย จงถอยออกไปให้หมด”
ทุกคนจึงรู้สึกตลกขึ้นมาอีกครั้ง บางคนถึงกับพูดเยาะเย้ยขึ้นว่า “หลวงจีน ถ้าหากข้าเป็นเจ้าก็คงจะรีบหนีไปแล้ว!”
“หลวงจีน รู้หรือไม่ว่าพระราชวังอสูรเหมันต์นั้นคือสถานที่ใด?”
“หลวงจีน รู้หรือไม่ว่าพระราชวังอสูรเหมันต์เคยสังหารอสูรปีศาจที่ดุร้ายมามากเพียงใด?”
“หลวงจีน พระราชวังอสูรเหมันต์เป็นพรรคกักกันอสูรที่ใหญ่ที่สุดในเหมันต์อุดรแดนทักษิณา!”
…
ไม่ว่าคนเหล่านี้จะพูดคำใหญ่คำโตเช่นไร ฟาเทียนก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว ฉีฉีน้อยกลับอดไม่ได้ที่จะแผ่กระจายพลังปราณของตนออกไป “ผู้ใครคิดจะจับข้า ข้าก็จะทำให้มันผู้นั้นตาย!”
เตาอีมิ่งยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่กระบี่ในมือของเขาจะกลายเป็นแสงสีทองพุ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว
ฉีฉีน้อยก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน กระแสความเย็นได้หลอมรวมกลายเป็นโล่ป้องกันเพื่อสกัดกระบี่นั้นไว้ แต่เมื่อกระบี่หมุนด้วยความเร็วขึ้นมา จึงทะลุผ่านโล่ป้องกันมาได้
ฟาเทียนตกตะลึง คิดจะไปช่วยอีกฝ่าย
ฉีฉีน้อยเพิ่มพลังบนร่างกายมากยิ่งขึ้นด้วยความร้อนใจ ทำให้กระบี่นั้นค่อย ๆ หยุดลง จนถูกแช่แข็งอยู่กลางอากาศในที่สุด
“ไอ้หยา มีความสามารถนี่นาอสูรปีศาจน้อย” เตาอีมิ่งได้เห็นพลังของฉีฉีน้อย เขาไม่เพียงแต่ไม่หวาดกลัวเท่านั้น แต่กลับพูดจาเยาะเย้ยออกมา
บางคนยังหัวเราะกับคำพูดของเตาอีมิ่ง “ศิษย์พี่เตา ท่านเคยบอกไว้ว่า เพียงกระบี่เล่มเดียวก็สามารถจัดการอสูรปีศาจห้าดาวได้ แต่บัดนี้ดูเหมือนจะไม่ได้แข็งแกร่งเช่นนั้นแล้ว!”
“นั่นเป็นเพราะข้าประมาทไปหน่อย แต่พวกเจ้าก็รู้ดีว่าข้าเพียงแค่ใช้กระบี่เล่มเดียวเท่านั้น! ถ้าหากกระบี่หลายเล่มถูกปล่อยออกจากมือไป นางจะมีชีวิตรอดไปได้อย่างนั้นหรือ?” เตาอีมิ่งพูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ
ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล แต่ยังมีบางคนส่งเสียงค้านขึ้นมา
กระบี่นับสิบเล่มจึงบินออกไปจากบนร่างของเตาอีมิ่งทันที จากนั้นจึงมองฉีฉีน้อยด้วยรอยยิ้ม “อสูรปีศาจน้อย เจ้าคอยดูให้ดี!”
แต่ลู่เฉินกลับส่ายหัวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ “เล่นสนุกกันพอหรือยัง?”
“เจ้าหนุ่ม หากไม่อยากตายก็จงไสหัวไปซะ!” เตาอีมิ่งหยิบกระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมาเลียก่อนจะเบิกตากว้าง