ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 551 โกหกอีกคน ใส่ร้ายอีกคน
บทที่ 551 โกหกอีกคน ใส่ร้ายอีกคน
วานรขาวเอ่ยอย่างเห็นด้วย “ข้าเองก็อยากจะดูว่าอีกฝ่ายมีแขนครบสามสิบหกข้างหรือไม่”
แต่ทว่าในยามนี้ในตัวของลู่เฉินนั้น เสวี่ยจิ่วถูกกำแพงวิญญาณมัดไว้เป็นก้อน ยิ่งไปกว่านั้นเงาวิญญาณพลันถามอย่างอึดอัดว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
“ข้าคือลู่เฉิน เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ?” ลู่เฉินยิ้มชั่วร้าย
เสวี่ยจิ่วเอ่ยอย่างโกรธเคือง “เจ้าสมควรได้รับชื่อเดียวกับจอมมารผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนหรือ?”
“เหตุใดจึงไม่สมควร?” ลู่เฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ถึงอย่างไรเสียตนก็เป็นคนเดียวกับเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน
แต่เสวี่ยจิ่วกลับกล่าวว่า “เมื่อหนึ่งแสนปีก่อน เขายิ่งใหญ่ไปทั่วทั้งยุทธภพ ไร้เทียมทาน! แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าเป็นแค่ผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น!”
“ขั้นหลอมแก่นแท้ก็ทำให้เจ้าว่านอนสอนง่ายได้ไม่ใช่หรือ” ชายหนุ่มยิ้มเย้ยหยัน
เมื่อเสวี่ยจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ไม่พอใจนัก “ข้าถูกเจ้าหลอกเพราะข้าประมาท ไม่เช่นนั้นเจ้าจะทำอันใดข้าได้หากอยู่นอกร่างกายของเจ้า”
“ภายนอกร่างกาย ข้านั้นไร้เรี่ยวแรง ไม่เช่นนั้นเจ้าจะไม่มีโอกาสมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ”
เสวี่ยจิ่วไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่ายและแค่นเสียงหึ “หลงตัวเอง!”
“เอาล่ะ พูดถึงเจ้าดีกว่า เจ้าเลือกที่จะยอมจำนนหรือจะสู้ต่อไป?”
“สู้ให้ถึงที่สุด!” เสวี่ยจิ่วเอ่ยอย่างดื้อรั้น
ชายหนุ่มพยักหน้าและพูดว่า “ถ้าเจ้าสู้ก็สู้เถิด ถึงอย่างไรความแข็งแกร่งของเจ้าก็เป็นเช่นนั้น”
“เป็นเช่นนั้นหมายถึงอันใด?”
“เมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว สำนักเหมันต์สงัดมีบุตรเหมันต์สิบคน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาทุกคนล้วนทรงพลังมาก ส่วนเจ้า แม้ว่าเจ้าจะถูกเรียกว่าเสวี่ยจิ่ว แต่เจ้าก็ยังตามหลังเสวี่ยจิ่วเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนอยู่มาก!” ชายหนุ่มกล่าวอย่างเหยียดหยาม
คำพูดเหล่านี้ทำให้เสวี่ยจิ่วรู้สึกราวกับว่าเขาถูกทำให้ขายหน้า “บุตรเหมันต์ของสำนักเหมันต์สงัดเป็นเพียงชื่อลับ! ถ้าให้ข้าเติบโตขึ้นอีกสักสองสามหมื่นปี ข้าจะมีพลังเท่ากับเสวี่ยจิ่วเมื่อหนึ่งแสนปีอย่างแน่นอน!”
“ชื่อลับ? แล้วชื่อจริงของเจ้าคืออันใด?” ลู่เฉินยิ้ม
เดิมทีเสวี่ยจิ่วต้องการที่จะตอบเพราะความโกรธ แต่หลังจากเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่ม เขาก็ค่อย ๆ สงบลง “เจ้ากำลังหลอกให้ข้าพูด?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
เสวี่ยจิ่วกัดฟันด้วยความโกรธ “เจ้าคนสารเลว!”
“ดูเหมือนว่าต้องให้เจ้าลิ้มลองความกลัวตายก่อน เจ้าถึงจะอธิบายทุกอย่างได้” ชายหนุ่มจ้องไปที่เสวี่ยจิ่วและพูดขึ้น
เสวี่ยจิ่วถลึงตาจ้องมองด้วยความโกรธ “ข้าไม่ตายหรอก!”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าตายไม่ได้ แต่เจ้าต้องมีพลังที่แข็งแกร่งพอ เหมือนกับที่คน ๆ นั้นที่ทำลายสิบบุตรเหมันต์เเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน” ลู่เฉินยิ้มอย่างชั่วร้าย
“เอาตัวเองไปเทียบกับคนผู้นั้นอีกแล้ว เจ้าช่างหน้าหนาเสียจริง!” เสวี่ยจิ่วดูหมิ่น
ชายหนุ่มไม่ได้แก้ตัวใด ๆ เพียงแค่จ้องมองอีกฝ่ายแล้วยิ้ม “ลองลิ้มรสดูก่อนแล้วค่อยพูดอีกที”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็ให้กุ่ยเจี๋ยเข้าไปในเกราะป้องกัน และเสวี่ยจิ่วก็คิดว่าตนเองแข็งแกร่งมาก จึงไม่ได้เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา
ทว่าเขากลับถูกผูกมัดไว้ที่นั่น และเมื่อต้องการต่อต้าน เขาก็พบว่ามีแรงต้านทานไม่มากนัก สิ่งนี้ทำให้เสวี่ยจิ่วสาปแช่งออกมา “หากเจ้ามีความสามารถก็ปล่อยข้าออกไป!”
“เมื่อเจ้าตอบคำถามข้าอย่างตรงไปตรงมา ข้าจะปล่อยเจ้าออกไปอีกครั้ง” ลู่เฉินกล่าว
เสวี่ยจิ่วโกรธจัด “ไร้ยางอาย! ไอ้สารเลว!”
“ถ้าไม่พูด ก็ลิ้มรสต่อไปเถิด”
หลังจากที่ชายหนุ่มพูดจบ เขาก็ปล่อยให้กุ่ยเจี๋ยโจมตีต่อไป และเสวี่ยจิ่วคนนี้ก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือวิญญาณอยู่เพียงดวงเดียว
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยิ้มและพูดว่า “ดื้อรั้นยิ่งนัก!”
“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะไม่บอกเจ้า!” อีกฝ่ายพูดด้วยความโกรธ
“อืม ดีมาก” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็เข้าไปในเกราะป้องกัน
เสวี่ยจิ่วมองที่ลู่เฉินอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำสิ่งใด
ลู่เฉินปล่อยตราประทับภูตออกมา
ส่วนเสวี่ยจิ่วที่อ่อนแอนั้นไม่มีพลังที่จะต่อต้านสักนิด
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินก็จัดการอีกฝ่ายได้ และเสวี่ยจิ่วก็จ้องมองอีกฝ่ายเหมือนสัตว์ประหลาด “เจ้ากำลังทำอันใด?”
“เจ้าไม่รู้หรือว่าในจิตวิญญาณของเจ้ามีอันใดเพิ่มขึ้นมา?” ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
เสวี่ยจิ่วรู้สึกได้ทันที และพบว่ามีตราประทับแปลก ๆ บนดวงวิญญาณที่อ่อนแอของเขา จึงตกใจอย่างยิ่ง “นี่คือสิ่งใด?!”
“ตราประทับภูตผีที่สามารถทำให้การโจมตีทั้งหมดของเจ้าไร้ผลกับข้า ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังไม่สามารถใส่ความข้าได้ มิฉะนั้นเจ้าจะถูกแว้งกัด จนทำให้มอดม้วยไป” ลู่เฉินยิ้ม
นี่เป็นครั้งแรกที่เสวี่ยจิ่วได้ยินสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้ แต่เขากลับพูดอย่างไม่กลัวตายว่า “มาเถิด ให้ข้าม้วยมอดไปเถิด!”
ลู่เฉินยิ้มแปลก ๆ “ตราประทับภูตผีนี้ยังมีความสามารถอีกอย่าง!”
“ความสามารถอันใด?”
“กลืนความทรงจำของเจ้าจนกว่าเจ้าจะตายอย่างสมบูรณ์ ความทรงจำทั้งหมดจะเข้าสู่ความทรงจำของข้า ถึงยามนั้นข้าก็สามารถอ่านมันได้หากข้าต้องการ” คำพูดของลู่เฉินทำให้เสวี่ยจิ่วเป็นกังวล
เมื่อเห็นท่าทางกังวลของเสวี่ยจิ่ว ลู่เฉินก็ยิ้มกว้าง
รอยยิ้มของชายหนุ่มทำให้เสวี่ยจิ่วรู้สึกหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น และเขาพึมพำว่า “สำนักเหมันต์สงัดจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!”
“เช่นนั้น เจ้ายอมตายดีกว่าตอบคำถามของข้าใช่หรือไม่?” หลังจากเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็สงสัยว่าพวกสำนักเหมันต์สงัดควบคุมพวกเขาอย่างไร พวกเขาถึงยอมตายดีกว่ายอมจำนน
เงาสีขาวของเสวี่ยจิ่วกะพริบไม่หยุด และในขณะเดียวกันก็พูดด้วยความโกรธว่า “ถูกต้อง ข้ายอมตายดีกว่ายอมจำนน!”
ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกล่าวอย่างเย็นชา “ถ้าเป็นเช่นนี้ ข้าต้องยืมความทรงจำของเจ้าแล้ว”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็โคจรพลังในการกลืนความทรงจำของตราประทับภูตผี และเสวี่ยจิ่วก็กรีดร้องจนกระทั่งมันสลายไปในที่สุด และชายหนุ่มก็ได้รู้ความทรงจำของอีกฝ่ายทันที
อย่างไรก็ตาม ความทรงจำเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาของเสวี่ยจิ่วคนนี้ยังไม่สมบูรณ์ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เสวี่ยจิ่วรับคำสั่งของนักบุญหญิงเท่านั้น และคำสั่งก็ไม่มีค่าอันใด
ทว่าลู่เฉินรู้ชื่อจริงของอีกฝ่าย แต่มันก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นชายหนุ่มจึงต้องสงบสติอารมณ์และพยายามหลอกล่อเงาวิญญาณของนักบุญหญิงให้เข้ามาในห้วงจิตสำนึกนี้
ร่างกายของชายหนุ่มส่งเสียงแปลก ๆ ออกมาว่า ‘เสวี่ยจิ่ว’
‘เสวี่ยจิ่ว’ ผู้นี้คือสิ่งที่ลู่เฉินปลอมขึ้นมา
ได้ยินเพียง ‘เสวี่ยจิ่ว’ พูดกับนักบุญหญิงที่อยู่ข้างนอกอย่างร้อนใจว่า “นักบุญหญิง วิญญาณของเด็กคนนี้มีการป้องกันที่แข็งแกร่งอยู่รอบ ๆ และข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่าน!”
เมื่อนักบุญหญิงได้ยินเช่นนั้น นางก็สงสัยทันที “วิญญาณของเขาแข็งแกร่งมากหรือ?”
“ไม่ได้แข็งแกร่ง แต่มีเกราะป้องกันแปลก ๆ อยู่รอบตัวเขา ซึ่งต้องใช้พละกำลังมากในการทำลาย” ลู่เฉินแสร้งทำเป็นเสวี่ยจิ่วต่อไป
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นักบุญหญิงก็พูดว่า “ข้าจะเข้าไปดู”
วานรขาวมองอย่างสงสัย และแสงสีน้ำเงินของนักบุญหญิงก็เข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของลู่เฉินทันที
ตอนแรกนักบุญหญิงคิดว่าอีกฝ่ายถูกเกราะป้องกันคุ้มกันไว้ แต่ผู้ใดจะรู้ว่าหลังจากเข้าไปแล้ว สิ่งที่มองเห็นมีแต่ความมืดมิด และไม่เห็นแม้แต่เงาร่างของเสวี่ยจิ่วผู้นั้น
ด้วยเหตุนี้ นักบุญหญิงก็มีลางสังหรณ์ไม่ดี นางตกใจและคิดจะรีบหนีออกไป
แต่จู่ ๆ ลู่เฉินก็ปรากฏตัวขึ้นและยืนอยู่ต่อหน้านักบุญหญิงด้วยรอยยิ้ม “มาแล้ว เหตุใดต้องรีบไปล่ะ?”
เงาร่างของนักบุญหญิงหญิงกะพริบวาบ “เสวี่ยจิ่วล่ะ?”
“เขา? แน่นอนว่าถูกข้ากำจัดไปแล้ว” ชายหนุ่มมองไปที่นักบุญหญิงด้วยรอยยิ้ม
นักบุญหญิงถามทันทีว่า “เมื่อครู่เจ้าปลอมเป็นเขาหรือ?”
“ใช่!”
“แต่เจ้าถูกเขาควบคุมอยู่ชัด ๆ เหตุใดเจ้าจึงยังมีสติอยู่?” นักบุญหญิงถามอย่างไม่พอใจนัก