ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 550 มาแล้ว ก็เชื่อฟังเสียเถิด!
บทที่ 550 มาแล้ว ก็เชื่อฟังเสียเถิด!
แสงบนรูปปั้นน้ำแข็งสว่างยิ่งขึ้น จากนั้นเสียงของนักบุญหญิงจึงดังขึ้นมาจากตรงนั้น และน้ำเสียงนั้นยังแฝงไปด้วยความตื่นเต้น “โอ้? จับได้จริงอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่!” เสวี่ยจิ่วตอบด้วยความภูมิใจ
บนรูปปั้นน้ำแข็งจึงปรากฏเงาของหญิงนางหนึ่งออกมาทันที แต่เป็นเงาสีน้ำเงินเงาหนึ่ง และไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน นางออกมาแล้วมองไปรอบ ๆ พลางยิ้มออกมา
“ถูกเจ้าจัดการแล้วหรือ?”
“ใช่ ข้าใช้เคล็ดวิชาควบคุมมนุษย์ควบคุมเขาแล้ว” เสวี่ยจิ่วตอบด้วยความมั่นใจ
นักบุญหญิงจึงเอ่ยชื่นชม “ดี ดีมาก!”
“นักบุญหญิง ท่านจะทำเช่นไรต่อไป?”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้มีความสามารถเป็นอย่างมาก แต่ข้ากลับมองไม่เห็นว่าเขามีรากวิญญาณใด และมีจิตวิญญาณเช่นไร ดังนั้น ข้าอยากจะให้เจ้ายืนยันเสียหน่อยว่าวิญญาณของเขานั้นเป็นเช่นไร และรากวิญญาณของเขาคืออันใดกัน” นักบุญหญิงสั่งการไปยังเสวี่ยจิ่ว
“ยืนยันรากวิญญาณของเขาหรือ?” เสวี่ยจิ่วสงสัย
“ข้ากลัวว่ากายเนื้อของเขาจะไม่เหมาะสมกับวิญญาณของเขาเอง” นักบุญหญิงอธิบายต่อ
เสวี่ยจิ่วราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ “ความหมายของท่านก็คือ วิญญาณของเขา อาจจะเป็นวิญญาณของผู้แข็งแกร่งบางอย่างที่รุกรากเข้าไปภายในร่างกาย จนครอบครองร่างของเขาได้อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ มิเช่นนั้นคงไม่มีสิ่งใดสามารถอธิบายได้ เขาเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่ง เหตุใดจึงมีพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้” นักบุญหญิงตอบกลับ
เมื่อเสวี่ยจิ่วเข้าใจแล้วจึงเผยรอยยิ้มออกมา “เช่นนั้นได้เลย รอดูข้าเถิด!”
เงาสีขาวของเสวี่ยจิ่วทะลุผ่านกายเนื้อเข้าไปภายในร่างกายของลู่เฉิน
วานรขาวที่เฝ้ามองดูอยู่อีกด้านหนึ่งรู้สึกแปลกใจ “นักบุญหญิง ท่านหมายความว่า เจ้าหนุ่มผู้นี้อาจจะถูกผู้อื่นควบคุมหรือ?”
“ข้าคิดเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ต้องรอให้เสวี่ยจิ่วยืนยันวิญญาณของเขาเสียหน่อย” นักบุญหญิงพูดอย่างระมัดระวัง
“นักบุญหญิงช่างรอบคอบยิ่งนัก!” วานรขาวพูดเยินยอ
นักบุญหญิงไม่ได้พูดอะไร เพียงรอคอยอย่างเงียบ ๆ
จากนั้นจิตวิญญาณของลู่เฉินที่อยู่ภายในพื้นที่นั้น เมื่อเสวี่ยจิ่วเข้ามาจึงพบว่าพื้นที่จิตนี้กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก อีกทั้งรอบ ๆ ยังมืดสลัว ขณะเดียวกันยังไม่สามารถหาวิญญาณของลู่เฉินพบได้
“แปลกประหลาดนัก ข้าควบคุมวิญญาณของเขาไว้แล้วชัด ๆ เหตุใดจึงไม่สามารถสัมผัสถึงเขาได้?” เสวี่ยจิ่วรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินที่อยู่ในมุมมืดจึงหัวเราะลั่น “กว่าจะรอให้เจ้าหลงกลนั้น ข้ารอเสียนานเชียว”
เสวี่ยจิ่วหมุนตัวไปตามเสียงนั้นทันที เขาจึงได้เห็นเงาวิญญาณของลู่เฉินพอดี และอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้รับอันตรายใด ๆ แม้แต่ดวงตาทั้งสองนั้นก็ยังดูปกติ “เจ้า เหตุใดเจ้าจึงยังมีสติอยู่?”
“แสร้งทำนิดหน่อย ไม่ได้หรือ?”
เสวี่ยจิ่วมีสีหน้าไม่สู้ดีขึ้นมาทันที น้ำเสียงยังดูโกรธแค้น “เสแสร้ง?”
“มิเช่นนั้น เจ้าจะเข้ามาภายในร่างของข้าได้อย่างไรกัน?” ชายหนุ่มยิ้ม
“เจ้าอยากให้ข้าเข้ามาภายในร่างกายเจ้า?” เสวี่ยจิ่วไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร
“ใช่”
“เพราะเหตุใดกัน?” เสวี่ยจิ่วไม่เข้าใจว่าลู่เฉินวางแผนคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
ลู่เฉินจึงหัวเราะอย่างชั่วร้าย “ภายในพื้นที่จิตของข้านี้ ข้าคือราชันย์ ดังนั้นข้าดึงเจ้าเข้ามาข้าก็ต้องคิดจะจับเจ้าอยู่แล้ว!”
เสวี่ยจิ่วเผยรอยยิ้มเย็นชา “จับข้า? เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ?”
“เหตุใดจึงไม่ได้กัน?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวิญญาณของข้าแข็งแกร่งเพียงใด?” เมื่อเสวี่ยจิ่วพูดจบ จึงกลายเป็นแสงสีขาวทันที คิดจะพุ่งออกไปจากพื้นที่จิตของลู่เฉิน
เพียงแต่เมื่อแสงสีขาวพุ่งออกไปนั้น กลับรู้สึกราวกับว่าเป็นพื้นที่ตรงนี้ไม่มีจุดสิ้นสุด
เสวี่ยจิ่วหวาดกลัวจนรีบหยุดลงพลางพูดขึ้นมาว่า “เจ้าไม่ใช่ขั้นหลอมแก่นแท้ เจ้าไม่ใช่ขั้นหลอมแก่นแท้แน่!”
“เรื่องนี้สำคัญด้วยหรือ?” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้าย
เสวี่ยจิ่วพูดด้วยความโมโห “ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เห็นเพียงมือทั้งสองข้างของเสวี่ยจิ่วเคลื่อนไหว เส้นเขตแดนแสงสีน้ำเงินจึงล้อมรอบเงาวิญญาณของลู่เฉินไว้ แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะออกมา “ในโลกของข้า เจ้ายังกล้าลงมือกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
“สิ่งที่ข้าทำนี้เรียกว่าผูกมัดวิญญาณ ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะกำจัดข้าได้!” เสวี่ยจิ่วพูดข่มขู่ออกมา จากนั้นจึงเพิ่มพลัง ทำให้แสงสีน้ำเงินรอบเงาวิญญาณลู่เฉินยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
ชายหนุ่มกลับยิ้มออกมาอย่างไม่แยแส “เช่นนั้นแล้วอย่างไรกัน?”
“คาถาเหมันต์สงัดของข้า นอกจากมีเคล็ดวิชาควบคุมมนุษย์แล้ว ยังมีเคล็ดวิชาควบคุมวิญญาณ และสิ่งนี้ก็คือพลังที่แท้จริงของเคล็ดวิชาควบคุมวิญญาณ!” เสวี่ยจิ่วเอ่ยอย่างบ้าคลั่ง
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “เคล็ดวิชาควบคุมวิญญาณของเจ้าจัดการคนธรรมดานั้นนับว่าไม่มีปัญหา แต่หากมาใช้กับข้า เช่นนั้นคงต้องขออภัยจริง ๆ”
เสวี่ยจิ่วไม่เชื่อ และยังคงเพิ่มพลังต่อไป แต่เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินกลับไม่เป็นอันตรายใด ๆ แม้แต่น้อย
นั่นจึงทำให้เสวี่ยจิ่วรู้สึกสงสัย “แปลกประหลาดนัก เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอันใดเลย?”
“ถึงตาข้าแล้วหรือ?” ลู่เฉินมองเสวี่ยจิ่วด้วยรอยยิ้ม
เสวี่ยจิ่วเบิกตากว้างพลางตอบกลับ “ว่าอย่างไรนะ? เจ้ายังคิดที่จะจัดการข้าหรือ?”
“เหตุใดจึงไม่ได้เล่า?” ครั้นลู่เฉินพูดจบก็ปรากฏคำสาปภูตผีขึ้นมารอบด้าน และพันล้อมเสวี่ยจิ่วไว้ วิญญาณของเสวี่ยจิ่วนั้นนับว่าแข็งแกร่งจนสามารถหลุดพ้นจากคำสาปภูตผีของลู่เฉินได้ในไม่ช้า
ขณะเดียวกัน เสวี่ยจิ่วยังหัวเราะขึ้นมา “ข้าก็คิดว่าวิญญาณของเจ้าจะเก่งกาจมากกว่านี้เสียอีก”
ชายหนุ่มยกยิ้ม “อย่าดีใจไป เมื่อครู่เป็นเพียงแค่การทดสอบดูเท่านั้น”
“ทดสอบ?”
เสวี่ยจิ่วยังไม่ทันได้ตอบโต้กลับมา เส้นเขตแดนสีดำบริเวณรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ ผูกมัดเข้าไปเสวี่ยจิ่วจึงรู้สึกสงสัย “นี่คือสิ่งใด?”
“ปราการวิญญาณ”
“ปราการวิญญาณ?” เสวี่ยจิ่วรู้สึกสับสน และขณะนั้นเอง เขตแดนผูกมัดนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะเดียวกันเขตแดนนี้ก็เล็กลงเรื่อย ๆ เสวี่ยจิ่วคิดจะตอบโต้ และคิดจะหนีออกไป แต่กลับพบว่าเขาไม่สามารถทะลุผ่านออกไปได้
สิ่งนี้ทำให้เสวี่ยจิ่วหวาดกลัว จนเริ่มก่นด่าออกมา “ปล่อยข้าออกไปซะ!”
“ตอบคำถามข้ามาสักสองสามข้อ ถ้าหากตอบดี ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าไม่ ข้าก็จะทำลายวิญญาณของเจ้าทิ้งซะ”
“เจ้ายังคิดจะให้ข้าตอบคำถามเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้ากำลังพูดเรื่องตลกอันใด?” เสวี่ยจิ่วเผยรอยยิ้มเย็นชา
“เจ้าคิดว่าข้ากำลังเล่นตลกอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
เสวี่ยจิ่วพลันตะโกนใส่ “เจ้าหนุ่ม! ข้าจะบอกเจ้าให้ ถึงแม้ข้าจะถูกเจ้าผูกมัดอยู่ที่นี่ เจ้าก็ไม่สามารถทำอันใดข้าได้!”
“หวังว่าอีกไม่นานเจ้ายังจะดื้อรั้นเช่นนี้ต่อไป” ชายหนุ่มยิ้มหยัน
เสวี่ยจิ่วยังคงดื้อรั้นเช่นนั้นต่อไป แต่เมื่อเขตแดนนี้ผูกมัดจนถึงที่สุดแล้ว ก็รู้สึกราวกับว่าวิญญาณของตนกำลังจะถูกฉีกขาดออกเป็นชิ้น ๆ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
นั่นจึงทำให้เสวี่ยจิ่วดูไร้เรี่ยวแรงที่จะต้านทานต่อไปได้
ลู่เฉินมองไปที่อีกฝ่าย “อยากตอบคำถามข้าหรือยัง?”
“ไม่!”
ลู่เฉินจึงยกยิ้ม “ได้ เช่นนั้นรอดูต่อไป”
เสวี่ยจิ่วเอ่ยด้วยความโมโห “อีกไม่นาน อีกไม่นานหากนักบุญหญิงเห็นว่าข้ายังไม่ออกไป จะต้องเข้ามาช่วยข้าแน่!”
“เข้ามา? เช่นนั้นข้าจะตั้งตอรอดู!” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเสวี่ยจิ่ว
เสวี่ยจิ่วตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะสบถออกมา “เจ้า! ไอ้คนสารเลว! อยากใช้ข้านักไม่ใช่หรือ?”
“ถ้าหากสามารถใช้เจ้าดึงดูดวิญญาณของนักบุญหญิงผู้นั้นเข้ามาสักครั้ง เช่นนั้นคงจะรู้สึกดีมาก” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
เสวี่ยจิ่วพลันบันดาลโทสะออกมา “เจ้าฝันไปเถิด!”
ลู่เฉินเพียงยิ้มแต่ไม่พูดคำใดออกมา เสวี่ยจิ่วจึงได้แต่ก่นด่าต่อไป
ขณะนั้นเอง วานรขาวที่รออยู่ด้านนอกนั้น เมื่อมองเวลาแล้วจึงมีสีหน้าแปลกใจ “นักบุญหญิง เหตุใดนายท่านจิ่วผู้นั้นจึงเข้าไปนานเพียงนี้ จนป่านนี้ยังไม่ออกมา?”
“คาดว่าพื้นที่จิตของเจ้าหนุ่มผู้นั้นจะค่อนข้างพิเศษ ดังนั้นเสวี่ยจิ่วอาจจะต้องใช้เวลาในการหาวิญญาณของเขา” นักบุญหญิงพูดในสิ่งที่ตนคิด
วานรขาวจึงขานรับ “เจ้าหนุ่มผู้นี้นับว่าแข็งแกร่งมากนัก สามารถทำให้นายท่านจิ่วใช้เวลาในการตามหาวิญญาณเขามากเช่นนี้ได้”
นักบุญหญิงเผยยิ้มเย็นชา “หลังจากนี้ ข้าจะต้องคอยดูวิญญาณของเจ้าหนุ่มผู้นี้ให้ดีว่าแท้จริงแล้วเป็นเช่นไรกัน!”