ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 553 ลาก่อนราชาหมาป่าเฒ่า ครั้งนี้จะไม่โชคดีแล้ว
บทที่ 553 ลาก่อนราชาหมาป่าเฒ่า ครั้งนี้จะไม่โชคดีแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นบอกข้าสิ เหตุใดข้าถึงมายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าในตอนนี้?” ชายหนุ่มถามกลับหลังจากเห็นว่าวานรขาวไม่ยอมรับความจริง
คำพูดของลู่เฉินกระทบใจวานรขาวอย่างหนัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพูดออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ “นี่ มันเป็นไปได้อย่างไร?”
“จริงใจหน่อย แล้วเจ้าจะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้” คำพูดของลู่เฉินทำให้วานรขาวตกใจกลัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้กุ่ยเจี๋ยก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อวานรขาวจ้องมองมัน เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะหนี กอปรกับการบริกรรมคาถาปราบภูตผีของลู่เฉินที่พัวพันอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถซ่อนตัวได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่พูดด้วยความหวั่นใจว่า “เจ้า เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
ชายหนุ่มไม่พูด แต่เดินไปรอบ ๆ แทน
วานรขาวรู้สึกกระวนกระวาย “เจ้าควรพูดสิ่งใดมาสักอย่าง!”
แต่ชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย เพียงแค่เดินไปรอบ ๆ จนทำให้วานรขาวตกใจกลัวยิ่งกว่าเดิม
ไม่นานหลังจากนั้นลู่เฉินก็กลับมาที่เดิมอีกครั้งและยืนอยู่ตรงหน้าวานรขาวด้วยรอยยิ้ม “เพื่อเป็นการป้องกัน ข้าได้เสริมพลังที่ปราการวิญญาณรอบ ๆ ห้วงจิตสำนึกของเจ้าแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถหลบหนีได้”
วานรขาวไม่รู้ว่าปราการวิญญาณคือสิ่งใด แต่เขาพบว่าห้วงจิตสำนึกของเขาดูเหมือนจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปแล้ว ดังนั้นจึงยิ่งหวาดกลัวมากขึ้น “เจ้าคิดจะทำอันใด?”
“ไม่ต้องห่วง มาเลย!” ลู่เฉินมาอยู่ตรงหน้าเขา
จิตวิญญาณทั้งหมดของวานรขาวที่ถูกพัวพันสั่นสะท้าน
ชายหนุ่มปล่อยมือหนึ่งออกไป จู่ ๆ วานรขาวก็รู้สึกได้ทั้งตัวราวกับว่าถูกบางอย่างรุกราน
จนกระทั่งชายหนุ่มชักมือกลับ คาถาสยบภูตผีรอบตัวเขาก็พลันหายไป
วานรขาวคิดว่าเขาสามารถหลบหนีได้ ดังนั้นเขาจึงคิดจะจากไป
แต่อีกฝ่ายกลับยกยิ้ม “กลับมา!”
จู่ ๆ วานรขาวก็พบว่าเงาวิญญาณของเขาอยู่เหนือการควบคุม และวิญญาณทั้งหมดก็ไปอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน
“เจ้าทำอันใดข้า?!” เมื่อเห็นว่ามันไม่อยู่ในการควบคุม วานรขาวก็คำรามอย่างร้อนใจ
ลู่เฉินจึงอธิบายเรื่องตราประทับภูต และวานรขาวก็ตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนี้
“เอาล่ะ ตอบคำถามข้ามาเดี๋ยวนี้”
เห็นได้ชัดว่าวานรขาวกลัวความตาย จึงถามอย่างกระวนกระวายว่า “เจ้าอยากรู้อันใด?”
“ร่างจริงของนักบุญหญิงอยู่ที่ไหน! และม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเหมันต์สงัดของเจ้าอยู่ที่ใด?” ลู่เฉินถาม
วานรขาวเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “ร่างจริง ข้าไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ใด ส่วนม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ ข้าเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้”
“ไม่อยากบอก? หรือไม่รู้อันใดเลยจริง ๆ?”
“ข้า ข้าไม่รู้จริง ๆ” วานรขาวยืนยันชัดเจน
ลู่เฉินไม่อยากจะเชื่อ จึงจ้องไปที่วานรขาวเขม็ง “ถ้าเจ้าตอบตามตรง ข้าจะไม่ขโมยความทรงจำของเจ้าไป”
เมื่อได้ยินเรื่องการขโมยความทรงจำ วานรขาวพลันส่ายหัวอย่างลนลาน “ข้า ข้าไม่รู้จริง ๆ!”
“โอ้? งั้นหรือ?”
“ข้า ข้าไม่รู้จริง ๆ!”
“แล้วเจ้ารู้อันใด?”
คำพูดของลู่เฉินทำให้วานรขาวตื่นตระหนกและพูดว่า “ข้ารู้ว่ามีสถานที่มากมายในพระราชวังเหมันต์แห่งนี้ และข้าก็ไปมาหลายที่แล้ว”
“โอ้? ถ้าอย่างนั้นมีที่ใดในพระราชวังนี้ที่เจ้ายังไม่เคยไปหรือไม่?”
“มีหลายที่ที่เป็นเขตต้องห้าม และนักบุญหญิงก็ไม่อนุญาตให้ข้าไป หรือบางแห่งก็มีค่ายกล ข้าจึงไปที่นั่นไม่ได้” คำอธิบายของวานรขาวทำให้ลู่เฉินวางแผนที่จะไว้ชีวิตอีกฝ่าย
“เอาล่ะ บอกสถานที่ทั้งหมดที่เจ้าเคยไปมาและที่ที่เจ้ายังไม่เคยไปมาซิ ทางที่ดีที่สุดก็คือบอกภาพคร่าว ๆ มาด้วย”
“แน่นอน!” วานรขาวไม่กล้าขัดขืน จากนั้นจึงอธิบายอยู่ตรงนั้น
หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ วานรขาวก็อธิบายสถานการณ์ทั่วไปเสร็จสิ้น จากนั้นลู่เฉินก็ออกจากร่าง แต่ร่างของวานรขาวถูกปราณซากศพกัดกร่อนไปแล้ว
ชายหนุ่มยกยิ้มเล็กน้อยแล้วผนึกวิญญาณของเขาไว้ในกู่ฉิน จากนั้นก็เดินออกจากภูเขาซากศพ
ชายหนุ่มจ้องไปที่รูปแกะสลักน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้า รูปแกะสลักน้ำแข็งในยามนี้ไม่มีกลิ่นอายชีวิตอยู่แล้ว และลู่เฉินก็ทุบรูปแกะสลักน้ำแข็งด้วยฝ่ามือข้างเดียว จากนั้นจึงพึมพำว่า “ดูเหมือนว่านักบุญหญิงผู้นี้จะซ่อนอยู่ในเขตต้องห้าม”
ดังนั้นลู่เฉินจึงสงบสติอารมณ์ และเริ่มค้นหารอบ ๆ ตาม ‘แผนที่’ ที่วานรขาวมอบให้เขา
…
ในสวนอันเงียบสงบของพระราชวังเหมันต์มีแสงสีฟ้ากะพริบวาบอยู่ที่นั่น และแสงสีฟ้านี้ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็กลายเป็นเงาร่างสีฟ้า
เงานี้คือนักบุญหญิงเมื่อครู่นี้
เห็นเพียงนักบุญหญิงผู้นี้อ่อนแอมาก แต่นางยังคงสาปแช่งออกมาด้วยความโกรธ “สูญเสียพลังการฝึกฝนนับหมื่นปีไปอีกแล้ว!”
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ นักบุญหญิงก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดก็เดินเข้าไปยังบ่อน้ำในสวน จากนั้นก็กระโดดพาร่างทั้งหมดเข้าไปในปากบ่อน้ำและหายไปที่นั่นทันที
…
เมื่อลู่เฉินอยู่ในพระราชวังเหมันต์แห่งนี้ก็ดูเหมือนชายหนุ่มเดินผ่านเขาวงกตอย่างไรอย่างนั้น
บางที่มีค่ายกลจริง แต่หลังจากเข้าไปแล้ว ก็เป็นแค่สถานที่สำหรับฝึกฝนหรือสถานที่สำหรับการฝึกฝนเคล็ดวิชาทั่ว ๆ ไปเท่านั้น
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ดังนั้นลู่เฉินจึงได้แต่เดินต่อไป
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็มาถึงห้องลับ และห้องลับนี้ก็คือห้องที่ลู่เฉินเห็นหลังจากเข้าไปในร่างของราชาหมาป่าเหมันต์สงัดเพราะนี่คือ ‘สถานที่’ ที่ราชาหมาป่าเฒ่าพักผ่อน
ราชาหมาป่าเฒ่าเหลือจิตวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์เพียงดวงเดียว และเขากำลังฝึกฝนอยู่ใน ‘ค่ายกลขนาดเล็ก’ นี้
เมื่อลู่เฉินเข้ามา ราชาหมาป่าชราก็ตื่นตัวทันที “ใคร!”
“ได้พบกันอีกแล้ว” ชายหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้มแล้วมองไปที่เงาหมาป่า
หลังจากได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ราชาหมาป่าเฒ่าก็หันไปจ้องที่ลู่เฉินตาเขม็งทันที “ที่แท้ก็เจ้านี่เอง!”
“ไม่อย่างนั้นจะเป็นใครได้?” ลู่เฉินมองไปที่ราชาหมาป่าเฒ่าด้วยรอยยิ้ม
ราชาหมาป่าเฒ่าพูดด้วยความโกรธ “เจ้ายังกล้ามาที่นี่อีกหรือ?”
“เหตุใดจะไม่กล้าเล่า?”
“คราวที่แล้วข้าไม่ฆ่าเจ้า แต่ครั้งนี้ข้าจะฆ่าเจ้าอย่างแน่นอน!” ราชาหมาป่าเฒ่าเริ่มคุ้มคลั่ง
ชายหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้ม “ครั้งที่แล้วงั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าก็โชคดีสิ!”
“โชคดี?”
“ครั้งที่แล้วที่ข้าไม่อยู่ และนักบุญหญิงของพวกเจ้าก็เข้ามาวุ่นวาย ไม่อย่างนั้นเจ้าจะยังอยู่ที่นี่ได้อยู่หรือ?” ลู่เฉินมองไปที่ราชาหมาป่าเฒ่าด้วยรอยยิ้ม
ราชาหมาป่าเฒ่าพูดอย่างเหยียดหยาม “แค่เจ้า? มนุษย์ที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้?”
“ไม่ใช่หรือ?”
“รนหาที่ตาย!” ราชาหมาป่าชรากลายเป็นภาพลวงตาแล้วรีบพุ่งไปหาอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าไปในร่างของลู่เฉิน
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “เจ้าอยากตายมากหรือ?”
“ตาย?” วิญญาณของราชาหมาป่าเฒ่าพลันวูบวาบอยู่ในพื้นห้วงจิตสำนึกของชายหนุ่ม และในเวลาเดียวกันก็พูดอย่างแปลกประหลาด
“เจ้าไม่ได้มาตายที่นี่หรือ?” ลู่เฉินปรากฏตัวต่อหน้ามันและถามด้วยรอยยิ้ม
ราชาหมาป่าเฒ่าจ้องเขม็ง “ข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่รู้ว่าข้าน่ากลัวแค่ไหน!”
“ครั้งที่แล้วในร่างของราชาหมาป่าเหมันต์สงัดยังไม่พออีกหรือ?”
“ครั้งที่แล้ว ข้าเป็นคนที่ต้องการหลอมรวมร่างของมัน ดังนั้นมันจึงค่อนข้างอ่อนแอ แต่ตอนนี้ข้าไม่จำเป็นต้องหลอมรวมร่างกับมัน เช่นนี้ข้าก็สามารถใช้กำลังทั้งหมดที่มีจัดการกับเจ้าได้!” ราชาหมาป่าเฒ่ากล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
ลู่เฉินยิ้มแปลก ๆ “แล้วเจ้าสังเกตหรือไม่ว่าในห้วงจิตสำนึกของข้ามีอันใดแตกต่าง?”
“มันมืดกว่าเท่านั้น ต่างกันอย่างไร?” ราชาหมาป่าเฒ่ายังไม่ตระหนักถึงปัญหา
ชายหนุ่มยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เดินดูรอบ ๆ ให้เข้าใจแล้วค่อยมาคุยกับข้า”
ราชาหมาป่าเฒ่าไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังทำสิ่งใด เขาจึงจ้องมองและพูดว่า “ข้าไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น!”
หลังจากพูดจบ ราชาหมาป่าชราจึงรวบรวมพลังวิญญาณของเขา จากนั้นก็พ่นพลังปราณที่แข็งแกร่งพุ่งเข้าหาเงาวิญญาณของลู่เฉิน
ราชาหมาป่าเฒ่าคิดว่าเขาสามารถฆ่าลู่เฉินได้อย่างง่ายดายด้วยวิธีนี้
ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะปล่อยให้คู่ต่อสู้โจมตี
ราชาหมาป่าชราแสดงสีหน้าตกใจ “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นไร?”
แต่ลู่เฉินกลับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อยากรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
“ใช่!”
“ถ้าอย่างนั้นบอกข้าก่อน เจ้ากลับมาจากเมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้วได้อย่างไร?” ลู่เฉินจำได้ชัดเจนว่าเขาได้ฆ่าราชาหมาป่าเฒ่าตัวนี้ไปแล้ว และแม้กระทั่งทำลายจิตวิญญาณ เขาก็ทำไปแล้ว แต่ตอนนี้อีกฝ่ายก็เหมือนกับนักบุญหญิงคนนั้นที่ ‘ฟื้นคืนชีพ’ กลับมา