ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 555 มหาสมุทรหิมะไร้ขอบเขต พบกับเรื่องแปลกประหลาด!
บทที่ 555 มหาสมุทรหิมะไร้ขอบเขต พบกับเรื่องแปลกประหลาด!
“นี่เป็นแดนมายาหรือ?” ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ และพึมพำกับตัวเอง
ยามที่ลู่เฉินคิดว่าเขาอยู่ในแดนมายานั้น เขาก็เห็นแผ่นหินปรากฏขึ้นราง ๆ ในจุดที่ไกลออกไป
ชายหนุ่มเดินไป เสาหินถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ มีเพียงส่วนบนเท่านั้นที่เผยออกมา
ลู่เฉินรวบรวมปราณวิญญาณและโจมตีออกไปทันที
บนแผ่นหินมีเกล็ดหิมะปลิวว่อน เหลือตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ไม่กี่ตัว ‘มหาสมุทรหิมะไร้ขอบเขต’
“มหาสมุทรหิมะไร้ขอบเขต? หมายความว่าอย่างไร?”
ลู่เฉินไม่เข้าใจ ดังนั้นเขาจึงเรียกวิญญาณของวานรขาวออกมา
เงาวิญญาณของวานรขาวลอยอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มและพูดด้วยความเคารพว่า “นายท่าน”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือที่ใด?” ลู่เฉินชี้ไปที่แผ่นหิน
วานรขาวมองอย่างสงสัย และทันทีที่เขาเห็นแผ่นหิน เขาก็รายงานทันทีว่า “ในพระราชวังเหมันต์ มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่ามหาสมุทรหิมะ”
“มหาสมุทรหิมะ?” ลู่เฉินงุนงง
“ใช่ มหาสมุทรหิมะ”
“แล้วเหตุใดที่นี่จึงปรากฏที่ที่ราชาหมาป่าเฒ่าอยู่” ลู่เฉินจ้องไปที่วานรขาว ต้องการที่จะฟังคำอธิบายของเขา
วานรขาวลังเลและพูดว่า “นักบุญหญิงกล่าวว่ามหาสมุทรหิมะนี้จะเคลื่อนตัวครั้งนึงหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง”
“เคลื่อนตัวครั้งหนึ่งหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง? หมายความว่าอย่างไร?”
“มหาสมุทรหิมะในสำนักเหมันต์สงัดของพวกเราเป็นห้วงเวลาที่เคลื่อนย้ายได้ โดยปกติแล้วคนจากสำนักเหมันต์สงัดจะไม่ก้าวเข้าไปส่งเดช เพราะเมื่อเข้าไปแล้วก็ยากที่จะออกมา”
“โอ้?” ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง วานรขาวก็พูดว่า “แต่นักบุญหญิงดูเหมือนจะรู้ความลับเกี่ยวกับมหาสมุทรหิมะมากกว่า”
“อย่างไร?”
“ครั้งที่แล้วนักบุญหญิงกลับมาจากทางใต้และพาสตรีสองคนมาด้วย นางคนหนึ่งถูกมอบให้ข้าเพื่อให้ข้ามอบกายเนื้อให้นาง ส่วนสตรีอีกคนถูกส่งไปที่มหาสมุทรหิมะ”
“พวกนางหน้าตาเช่นไร?” ลู่เฉินถามอย่างสงสัย
หลังจากวานรขาวอธิบายอย่างละเอียดแล้ว สิ่งที่ลู่เฉินมั่นใจได้ว่าสตรีคนหนึ่งคือเถียนอวิ๋นเมิ่งและสตรีอีกคนคือ ‘หุ่นเชิด’ ก็คือสตรีที่ลอกเลียนแบบมาจาก ‘ไข่มุกสวรรค์’
เถียนอวิ๋นเมิ่งไม่มีกายเนื้อ วานรขาวจึงเลือกกายเนื้อให้นางตามคำสั่งของนักบุญหญิง
ส่วนสตรีอีกคนที่เป็น ‘หุ่นเชิด’ นั้นถูกส่งไปยังมหาสมุทรหิมะ
หลังจากลู่เฉินฟังจบก็มองไปที่วานรขาวและถามว่า “แล้วคนที่ถูกส่งไปที่มหาสมุทรหิมะชื่ออันใด? และเจ้ารู้จักนางมากแค่ไหน?”
“เรื่องนี้ นักบุญหญิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมากนัก แต่ทุกครั้งที่เรียกนาง จะเรียกด้วยคำคำเดียว”
“พูดมา”
“ขลุ่ย” วานรขาวพูดโดยไม่ปิดบัง
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “สตรีผู้นี้ไม่ใช่เซียนขลุ่ย แต่เหตุใดจึงเรียกนางว่าขลุ่ย?”
ขณะที่ลู่เฉินกำลังขบคิด วานรขาวก็พูดว่า “นายท่าน ถ้าท่านอยากไปจากที่นี่ ให้ยืนข้าง ๆ แผ่นศิลานี้อย่าวิ่งไปมา แล้วท่านจะออกจากที่นี่ไปที่พระราชพระราชวังเหมันต์ได้ภายในไม่กี่วัน หรือไม่ก็ไม่กี่เดือน”
“โอ้? กลับไปได้เองหรือ?”
“ตอนนั้นนักบุญหญิงออกคำสั่งกับผู้คนจากสำนักเหมันต์สงัดเช่นนั้น ว่าหากพลัดหลงเข้าไปในมหาสมุทรหิมะก็ให้ยืนรออยู่ข้าง ๆ แผ่นหินนี้และไม่ต้องคิดอันใดมาก” วานรขาวอธิบาย
ลู่เฉินเข้าใจแล้ว แต่ในยามนี้ แสงสีฟ้าจาง ๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา และยังมีเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อน ซึ่งดูมีมนต์ขลังมาก
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินอยากไปดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
วานรขาวเตือนทันทีว่า “อย่าอยู่ห่างจากเสาหินนี้นัก มิเช่นนั้นจะหามันไม่เจอและไม่อาจกลับไปได้อีก”
หลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว ชายหนุ่มก็ลูบแผ่นหินและอักขระยันต์แปลก ๆ เหล่านั้น
วานรขาวตัวนั้นไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังทำสิ่งใดอยู่
ส่วนชายหนุ่มที่ทำภารกิจเสร็จแล้ว เขาก็เก็บวานรขาวเข้าไปในกู่ฉิน จากนั้นก็เดินไปยังที่ที่มีแสงสีฟ้าเปล่งประกายอยู่ตรงหน้าเขา
หลังจากเดินออกไป ลู่เฉินก็ตระหนักได้ว่าแสงสีฟ้านั้นอยู่ไกลมาก
เพราะลู่เฉินเดินไปได้หนึ่งเค่อหรือแม้กระทั่งครึ่งชั่วยาม เขาก็ยังไม่ถึงสถานที่ที่แสงสีฟ้าปรากฏอยู่จริง ๆ
“หรือว่าสถานที่ที่เปล่งแสงสีฟ้าจะอยู่ไกลมาก?” ลู่เฉินเดินไปข้างหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผ่านไปได้สองสามชั่วยาม
ท้องฟ้าก็ค่อย ๆ มืดลง
“ท้องฟ้ามืดแล้ว? หรือว่ามหาสมุทรหิมะเชื่อมโยงกับดวงดาวทั้งกลางวันและกลางคืนข้างนอก” ลู่เฉิน คำนวณเวลาโดยประมาณ ในยามนี้โลกภายนอกก็น่าจะมืดแล้วเช่นกัน
แต่ตอนนี้ไม่มีใครอธิบายเหตุผลที่เป็นรูปธรรมให้ลู่เฉินฟังได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงทำได้เพียงเดินต่อไปยังแสงสีฟ้า
เห็นเพียงแสงสีฟ้ายิ่งพร่างพราวในราตรีอันมืดมิด
ส่วนหิมะนั้น มันสูญเสียความแวววาวในตอนกลางวัน และท้องฟ้าก็มืดสนิท ดังนั้นแสงสีฟ้านี้เหมือนแสงจ้า ในคืนที่มืดมิด และนำทางลู่เฉินไปข้างหน้า
จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นเมื่อท้องฟ้ากลับมาสว่างอีกครั้ง ลู่เฉินก็หยุดเดินเพราะไม่มีถนนอยู่ข้างหน้าแล้ว เขามองลงไปเห็นเหวอันมืดมิดและแสงสีฟ้านั้นก็ลอยอยู่กลางอากาศตรงหน้า
อย่างไรก็ตาม เกล็ดหิมะลอยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงระบุว่าแสงสีฟ้านี้คือสิ่งใดรวมทั้งอยู่ไกลแค่ไหนไม่ได้
ลู่เฉินจึงพาฉีฉีน้อยและฟาเทียนออกมา ทั้งสองดูสับสนเพราะพวกเขาคิดอยู่เสมอว่าพวกเขายังอยู่ในพระราชวังเหมันต์
จนกระทั่งลู่เฉินอธิบายให้พวกเขาฟัง พวกเขาจึงคิดว่ามันน่าเหลือเชื่อมาก
ลู่เฉินมองไปที่พวกเขาสองคน “ข้าขอให้พวกเจ้าออกมาดูว่าพวกเจ้าพบอันใดพิเศษหรือไม่”
ทั้งสองทำตามคำสั่งของลู่เฉินทันทีและมองทอดยาวไปจากตรงนั้น
หลังจากมองดูแล้ว ฟาเทียนก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย “ผู้อาวุโส เหตุใดข้าจึงไม่เห็นแสงสีฟ้า”
ฉีฉีน้อยยิ่งพูดเกินจริงยิ่งกว่าเดิม “ข้าเห็นแล้ว! มันเป็นพระราชวังเหมันต์ขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ”
ลู่เฉินไม่คาดคิดว่าสิ่งที่คนทั้งสองเห็นจะแตกต่างจากเขา
ดังนั้นลู่เฉินจึงปล่อยวานรขาวและราชาหมาป่าเหมันต์สงัดออกมาให้พวกเขาดู
จากนั้นก็ได้ผลลัพธ์ว่าวานรขาวเห็นเหมือนกับฟาเทียน นอกจากเห็นลำแสงสีขาวแล้วก็ไม่เห็นสิ่งอื่น ส่วนราชาหมาป่าเหมันต์สงัดและฉีฉีน้อยนั้นเหมือนกัน นั่นคือเห็นพระราชวังเหมันต์อย่างชัดเจน
ส่วนตัวเขาเองนั้นอยู่ระหว่างทั้งสอง
“อาจเป็นเพราะพลังที่แตกต่างกันของอสูรและมนุษย์?” หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลู่เฉินก็ปรับพลังทั้งหมดให้เป็นพลังที่แผ่ออกมาจาก ‘ยาเม็ดอสูร’
ชั่วขณะหนึ่งดวงตาของลู่เฉินดูเหมือนจะมองเห็นทุกสิ่งอย่างไรอย่างนั้น
พระราชวังเหมันต์ลอยอยู่ข้างหน้าห่างออกไปไม่กี่ร้อยก้าว
“ดูเหมือนว่าพลังของมนุษย์และอสูรจะมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน” ลู่เฉินรู้สึกว่ามันแปลกเกินไป
ฉีฉียังน้อยเอ่ยอยู่ด้านข้างอย่างกระตือรือร้น “น้องชาย พวกเราไปที่นั่นกันดีหรือไม่?”
“ไปด้วยกันเถิด”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็เก็บวานรขาวตัวนั้น แล้วยืนอยู่บนหลังของราชาหมาป่าเหมันต์สงัด
ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดตัวใหญ่ขึ้นมา จากนั้นก็กระโจนออกมาตามคำสั่งของลู่เฉิน ส่วนฉีฉีน้อยและฟาเทียนก็ร่อนลงบนหลังของราชาหมาป่าเช่นกัน
ลู่เฉินออกคำสั่งกับฟาเทียนว่า “บอกทุกสิ่งที่เจ้าเห็นมา”
ตอนแรกฟาเทียนมองไม่เห็น แต่หลังจากที่ค่อย ๆ เห็นแสงสีฟ้า เขาก็พูดว่า “ผู้อาวุโส ข้าเห็นมัน และมันเปล่งแสงสว่างวาบ ข้าห็นเงาของวิญญาณอสูรจำนวนนับไม่ถ้วน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็เก็บพลังของ ‘ยาเม็ดอสูร’ และเปลี่ยนเป็นพลังของมนุษย์ จากนั้นเขาก็เห็นเงาวิญญาณอสูรสีฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนที่ริบหรี่อยู่ตรงนั้น
ในยามนี้ฉีฉีน้อยและราชาหมาป่าเหมันต์สงัดบอกลู่เฉินว่าพระราชวังเหมันต์กำลังห่างออกไป
“ห่างออกไป?” ลู่เฉินขมวดคิ้ว
ฉีฉีน้อยส่งเสียงตอบรับ
ลู่เฉินขอให้ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดเร่งความเร็วทันที แต่พระราชวังเหมันต์นั้นกลับเร็วกว่า ดังนั้นลู่เฉินจึงขอให้ฉีฉีน้อยไปก่อน
ฉีฉีน้อยระเบิดพลัง จากนั้นก็พุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วหลายเท่าของราชาหมาป่าเหมันต์สงัด