ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 561 นักบุญหญิงเข้าตาจน
บทที่ 561 นักบุญหญิงเข้าตาจน
เงากะโหลกทมิฬนี้เป็นความคิดหนึ่งของราชากระดูกภูต ที่คิดว่าตนนั้นแข็งแกร่งมาก
แต่ที่แห่งนี้ แม้แต่อีกฝ่ายอยู่ที่ใดนั้นยังไม่สามารถรู้ได้ กะโหลกทมิฬจึงตกตะลึงขึ้นมา “แย่แล้ว!”
เมื่อเงากะโหลกทมิฬรู้สึกได้ว่ากำลังหลงกล จึงหวาดกลัวจนคิดจะหนีออกไป
เพียงแต่ครั้งนี้ เงากะโหลกทมิฬกลับพบว่ารอบข้างนั้นมีเขตแดน ‘โปร่งแสง’ เพิ่มขึ้นมา จึงตกตะลึง “สิ่งประหลาดใดกัน?”
“ปราการวิญญาณ!” ชายหนุ่มปรากฏตัวออกมา และยืนหัวเราะอยู่ตรงหน้าเงากะโหลกทมิฬ
เงากะโหลกทมิฬจ้องมองลู่เฉินเหมือนเห็นสิ่งประหลาดบางอย่าง และพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “เจ้าช่างน่ารังเกียจนัก!”
“พบกันอีกแล้ว ราชากระดูกภูต” ชายหนุ่มยิ้มพลางมองเงากะโหลกทมิฬนี้
เงากะโหลกทมิฬมองลู่เฉินด้วยความโกรธเคือง “เจ้ากล้าหลอกข้าหรือ?”
“ไม่ใช่ข้า แต่เป็นนักบุญหญิงด้านนอกนั่นที่หลอกเจ้า” ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
เงากระดูกทมิฬจึงตะโกนเสียงดังขึ้นมา จากนั้นจึงโจมตีไปยังปราการวิญญาณเหล่านั้น แต่ปราการวิญญาณนั้นแข็งแรงมาก ไม่ว่าเงากะโหลกทมิฬนี้จะโจมตีอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้ปราการวิญญาณพังทลายลงได้
เงากะโหลกทมิฬจึงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา “ปราการวิญญาณนี้ เหตุใดจึงแข็งแรงเพียงนี้?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางเอ่ยถาม
เงากะโหลกทมิฬไม่อยากคาดเดาต่อไป มันเบิกตากว้างมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ข้าขอเตือนเจ้าไว้! ทางที่ดีคือปล่อยข้าซะ มิเช่นนั้น!…”
“มิเช่นนั้นอย่างไรหรือ?” อีกฝ่ายย้อนถาม
“มิเช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น”
“มาเถิด ให้ข้าดูเสียหน่อย ราชากระดูกภูตของเจ้าที่ไม่มีร่างที่แท้จริง และไม่ได้อยู่ในอาณาจักรภูตนั้น จะมีความสามารถมากเพียงใดกัน” ลู่เฉินมองเงากะโหลกทมิฬด้วยรอยยิ้ม
เงากะโหลกทมิฬบันดาลโทสะขึ้นมา “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าคือราชากระดูกภูต ก็จงซื่อสัตย์กับข้า มิเช่นนั้น ข้ามีนับหมื่นวิธีที่จะทำให้เจ้าตายได้!”
“ราชากระดูกภูตชอบพูดยืดยาวเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
คำพูดของลู่เฉินกระตุ้นเงากะโหลกทมิฬอย่างรุนแรง ทำให้มันกัดฟันกรอด “รนหาที่ตาย!”
เห็นเพียงเงากระดูกทมิฬโมโห จนหลอมเงากะโหลกทมิฬขนาดเล็กมากมายไว้รอบตัวลู่เฉิน
“น่าสนใจนัก!” ชายหนุ่มมองเงากะโหลกทมิฬพร้อมยกยิ้ม
“เจ้าหนุ่ม ถ้าหากเจ้าไม่อยากตาย ตอนนี้จงปล่อยข้าซะ มิเช่นนั้นกองทัพวิญญาณภูตผีเหล่านี้จะสังหารเจ้าแน่!” เงากะโหลกทมิฬข่มขู่
“ถึงแม้กองทัพวิญญาณภูตผีจะเก่งกาจ แต่น่าเสียดาย ในสถานที่ของข้า พวกมันต้องเผชิญกับสิ่งที่มีความน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าพวกมันเอง”
“สิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่า?” เงากะโหลกทมิฬรู้สึกสงสัยว่ามันคือสิ่งใด
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มประหลาด จากนั้นจึงให้กุ่ยเจี๋ยปรากฏตัวออกมา
เงากะโหลกทมิฬเบิกตากว้าง “เทพภูตสงคราม!”
“ใช่ เทพภูตสงครามก็เป็นวิญญาณภูตชนิดหนึ่ง แต่มีระดับสูงกว่ามาก” ลู่เฉินยิ้มชั่วร้าย
เงากะโหลกทมิฬแทบจะบ้าคลั่งขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อเห็นกุ่ยเจี๋ยค่อย ๆ กลืนกินกองทัพวิญญาณภูตผีลงไป เงากะโหลกทมิฬก็โมโหจนกัดฟันกรอด
พริบตาต่อมา เงากะโหลกทมิฬนี้ก็เริ่มเผาไหม้ตนเอง
เมื่อลู่เฉินเห็นเช่นนี้ จึงเผยรอยยิ้มออกมา “เผาไหม้ตัวเองอีกแล้วหรือ? เจ้าไม่กลัวว่าพลังวิญญาณในร่างของเจ้าจะยิ่งอ่อนแอลงอย่างนั้นหรือ?”
“เช่นนั้นก็ยังดีกว่าถูกเจ้ากักขังไว้!” เงากะโหลกทมิฬพูดออกมาด้วยความโมโห
ชายหนุ่มจึงถอนหายใจออกมา “ข้าก็เพียงแค่อยากเจรจาร่วมมือกับเจ้าดี ๆ เท่านั้น เหตุใดจึงต้องทำให้กลายเป็นเช่นนี้?”
“ร่วมมือ? ร่วมมืออย่างไร?” เงากะโหลกทมิฬหยุดการเผาไหม้พลางเอ่ยถามลู่เฉินด้วยความแปลกใจ
“เหตุใดเจ้าจึงมายังมหาทวีปจิ่วโหยว แล้วก็เจ้าและหญิงสาวด้านนอกนั้น มีข้อตกลงใดกัน?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเงากะโหลกทมิฬได้ยินเช่นนั้น จึงโมโหขึ้นมาอีกครั้ง “คิดจะหลอกถามข้างั้นหรือ?”
ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะไม่ออก “ราชากระดูกภูต เจ้ายอมร่วมมือกับหญิงสาวด้านนอกผู้นั้น แล้วเหตุใดจึงไม่ร่วมมือกับข้า? หรือว่าข้าอ่อนแอกว่านางหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าอ่อนแอกว่านาง แต่เจ้าไม่เหมาะสม!”
“ไม่เหมาะสม?” ลู่เฉินแปลกใจ
“หึ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้!” พูดจบ เงากระดูกทมิฬจึงเผาไหม้ต่อไป จนกระทั่งแสงสุดท้ายผ่านไป
ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมา “ช่างยึดติดเสียจริง!”
ในขณะนั้นเอง ด้านนอกบนโลงศพสีดำ ชมีเงาสีดำปรากฏออกมาอีกครั้งแต่อ่อนแอเป็นอย่างมาก
จากนั้นจู่ ๆ ลู่เฉินก็ลืมตาตามขึ้นมา ถือโอกาสรวบรวมสายฟ้า และโจมตีไปยังนักบุญหญิงที่ยังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ กลับมา
เงาสีฟ้าของนักบุญหญิงกำลังรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดจู่ ๆ ราชากระดูกภูตจึงปรากฏตัว แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับซุ่มโจมตีจนทำให้นางกรีดร้องดังออกมา และลอยออกไปไกลทันที จากนั้นจึงพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “เกิดอันใดขึ้น?”
ลู่เฉินมองไปยังคนทั้งสองที่ได้รับบาดเจ็บโดยฝีมือของตน พลางหัวเราะและพูดขึ้นว่า “นักบุญหญิง นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่กันที่เจ้าเจ็บปวดเช่นนี้?”
“เจ้าไม่ได้ถูกแสงวิญญาณสีครามควบคุมหรือ?” นักบุญหญิงราวกับนึกอะไรบางอย่างได้จึงเอ่ยถามพลางจ้องมองไปยังลู่เฉิน
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มชั่วร้าย “เจ้าทายถูกแล้ว”
นักบุญหญิงจึงรู้สึกแทบบ้า “เจ้า เจ้าโกหกข้า!”
เงาสีดำที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “เจ้ารีบจัดการเขาให้ข้าซะ มิเช่นนั้น ข้าจะไม่แลกเปลี่ยนใด ๆ กับเจ้า!”
พูดจบ เงาสีดำจึงเข้าไปซ่อนตัวภายในโลงศพสีดำ ราวกับต้องการหลบซ่อนจากบางสิ่ง
นักบุญหญิงรู้สึกกังวลใจ เพราะนางคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะไม่เป็นอะไร นางจึงยิ่งไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับเจ้าหนุ่มผู้นี้อย่างไร ลู่เฉินยกยิ้มพลางมองมายังหญิงสาว “มาเถิด แสดงความสามารถของเจ้าออกมาให้หมด”
เมื่อถูกหลอกมาหลายครั้ง หญิงสาวที่ไร้พลังจึงพูดออกมาด้วยความโมโห “อีกไม่นาน ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปเด็ดขาด!”
เมื่อพูดจบ จู่ ๆ ประตูรอบด้านทั้งสิบบานจึงเปิดออก จากนั้นลำแสงสีดำทั้งสิบจึงได้ปกคลุมสถานที่นี้ไว้
พริบตาต่อมา ลู่เฉินสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่บ้าคลั่งบริเวณรอบ ๆ
“พื้นที่เคลื่อนไหว?” ลู่เฉินดูออกทันที
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง เขาปรากฏตัวอยู่ในเมืองหนึ่ง ครั้นผู้คนภายในเมืองเห็นว่าลู่เฉินปรากฏตัวออกมา แต่ละคนจึงมีสีหน้าแปลกใจ
จนกระทั่งมีคนตะโกนถามขึ้นว่า “เขา เขาคือท่านหมอลู่ผู้นั้นมิใช่หรือ?”
“ใช่ เขานั่นเอง!”
“ไปเถอะ ไปรายงานเขา”
“ใช่ ต้องรีบแล้ว อย่าให้ผู้ใดไปรายงานได้ก่อน”
เพียงไม่นาน ผู้คนจำนวนมากต่างวิ่งเข้ามาจนลู่เฉินรู้สึกสงสัย “รายงาน?”
ชายหนุ่มต้องการรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น จึงหยุดคนผู้นั้นไว้ทันที ทำให้คนผู้นั้นหวาดกลัวจนตัวสั่น “อย่า อย่าฆ่าข้า!”
“ที่นี่คือที่ใด?”
“เมืองเหมันต์อุดร!”
เมื่อลู่เฉินได้ยินเช่นนั้นจึงขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา “กลับมายังเมืองเหมันต์อุดรที่อยู่ภายใต้การดูแลของจวนเหมันต์อุดร?”
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินอดถอนหายใจกับพลังการเคลื่อนไหวของพื้นที่ออกมาไม่ได้ ตอนนี้ไม่มีทางที่ตนจะกลับไปที่นั่นอีกครั้งได้ ดังนั้นจึงได้แต่พึมพำออกมา “ดูเหมือนว่า ต้องไปดูพระราชวังสินธุเหมันต์เสียหน่อย ไม่แน่ว่าที่นั่นอาจจะมีของที่มีประโยชน์บางอย่าง”
เมื่อวางแผนแล้ว ลู่เฉินจึงเรียกฉีฉีน้อยและฟาเทียนออกมา
เมื่อฟาเทียนเห็นว่ารอบ ๆ เต็มไปด้วยผู้คนและสิ่งปลูกสร้าง แววตาทั้งสองจึงตกตะลึง “ผู้อาวุโส ที่นี่คือที่ใด?”
ฉีฉีน้อยก็มีสีหน้าสับสนเช่นกัน
ลู่เฉินจึงค่อย ๆ อธิบาย เมื่อฟาเทียนและฉีฉีน้อยเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และขณะนี้ รอบ ๆ ยังมีผู้คนเข้ามารวมตัวกันมากยิ่งขึ้น บางคนยังพูดขึ้นมาว่า “คนเหล่านี้ ยังไม่หนีไปหรือ?”
“คิดว่าอยากจะต่อต้านให้ถึงที่สุด”
“ใจกล้ายิ่งนัก!”
ฟาเทียนแปลกใจ “คนเหล่านี้กำลังพูดถึงสิ่งใดกัน?”
ชายหนุ่มก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่เพียงไม่นาน พวกเขาจึงได้เข้าใจทุกอย่าง เพราะเพียงครู่เดียว กลุ่มคนสวมชุดลัทธิเต๋าสีดำได้วิ่งออกมาท่ามกลางฝูงชน และมือขวาของคนเหล่านี้ยังสวมกำไลสีทอง
บนกำไลสีทองเหล่านี้มีดาวห้าดวง หกดวง และเจ็ดดวง