ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 572 ได้โอกาส แต่คงต้องใช้เวลาสักหน่อย!
บทที่ 572 ได้โอกาส แต่คงต้องใช้เวลาสักหน่อย!
ทันใดนั้นลำแสงสีทองก็สว่างวาบขึ้นที่วิญญาณอสูรของชายหนุ่ม และยามนี้วิหคยักษ์สีทองถึงได้รู้ว่าตนและชายหนุ่มตรงหน้าได้สร้างการเชื่อมโยงกันแล้ว
“เป็นไปไม่ได้ ข้าคือวิญญาณเซียนอสูร! ข้าจะถูกมนุษย์ธรรมดาอย่างเจ้าปราบได้อย่างไร?” วิหคยักษ์สีทองผู้หยิ่งผยองตกตะลึง
ลู่เฉินมองไปที่วิหคยักษ์สีทองด้วยรอยยิ้ม “จากนี้ไป เจ้าต้องติดตามข้าแล้ว”
วิหคยักษ์สีทองพูดอย่างหดหู่ใจ “ทำเช่นนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์”
“อันใดนะ? คิดจะขัดขืน?”
“ไม่ได้ต่อต้าน แต่หลังจากที่ข้ามาถึงยุทธภพนี้ก็มีพลังผูกมัดกับโลหิตนั้นไว้ และโลหิตนั้นก็ผูกมัดข้า ดังนั้นข้าจึงไม่สามารถจากไปไหนได้” วิหคยักษ์สีทองอธิบาย
ชายหนุ่มมองไปที่วิหคยักษ์สีทอง “วางใจ ข้าจะจัดการกับโลหิตนี้เอง”
“จัดการ?” วิหคยักษ์สีทองคิดว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเกินจริง
ชายหนุ่มขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบาย จึงปล่อยให้วิญญาณอสูรของวิหคยักษ์ออกไป
วิหคยักษ์สีทองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกจากร่างของลู่เฉิน และชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นช้า ๆ
อย่างไรก็ตามฉีฉีน้อยกลับวางมือข้างหนึ่งลงบนโลหิต และในเวลาเดียวกันร่างกายทั้งหมดก็เปล่งแสงสีแดงโลหิตสว่างวาบออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น ฉีฉีน้อยคนนี้ยังตื่นจากสภาวะ ‘หลับใหล’
วิหคยักษ์สีทองรู้สึกหวาดกลัว “หญิงคนนี้บ้าหรือเปล่า? นางกล้าแตะโลหิตนั่นได้อย่างไร?”
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “โลหิตนี่น่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ?”
วิหคยักษ์สีทองพูดอย่างร้อนใจว่า “ตอนนั้นข้าพบโลหิตนี้ในแดนเซียนสามสิบหกชั้น จากนั้นพลังปราณของข้าก็ถูกดูดซับโดยโลหิตนี้ และกายเนื้อของข้าก็ถูกบดขยี้ เมื่อข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้าก็มาอยู่ที่นี่แล้ว และข้าก็ไม่สามารถไปไหนไกลได้อีก”
“โอ้? จริงหรือ?” ชายหนุ่มดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
วิหคยักษ์สีทองคิดว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ ดังนั้นเขาจึงรีบเกลี้ยกล่อมว่า “ข้าไม่ได้จะทำให้เจ้ากลัว เจ้ารีบไปช่วยผู้หญิงคนนั้นเถอะ และกำจัดหยดโลหิตนั่นเสีย”
“ข้าขอดูก่อน” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็กลายเป็นเงาวิญญาณสายฟ้าและเข้าไปในห้วงจิตสำนึกของฉีฉีน้อย โดยอยากรู้ว่าตอนนี้นางอยู่ในสถานะใด
วิหคยักษ์สีทองซึ่งเฝ้าดูอยู่พลันบ่นว่า “บ้าไปแล้ว!”
ยามนี้ในห้วงจิตสำนึกของฉีฉีน้อยมีไอเย็นและหมอกสีขาวขุ่นราวกับว่าห้วงจิตสำนึกทั้งหมดกลายเป็นแดนหิมะน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้น
ไม่เพียงแค่นั้น วิญญาณของฉีฉีน้อยดูเหมือนจะหายไปได้ทุกเมื่อ
ชายหนุ่มเริ่มแสดงสีหน้าจริงจังออกมา จากนั้นก็เริ่มสัมผัสถึงฉีฉีน้อยได้
หลังจากนั้นไม่นานลู่เฉินก็พบฉีฉีน้อยในหมอกสีขาวที่ห่างไกล
เขาลอยไปยังทิศทางที่ฉีฉีน้อยอยู่
เมื่อชายหนุ่มเห็นอีกฝ่ายอีกครั้ง วิญญาณของฉีฉีน้อยนั่งอยู่ที่นั่น โลหิตส่องแสงออกมาแต่ดวงตาของนางกลับยังคงปิดอยู่
แต่ถ้ามองใกล้ ๆ จะเห็นว่าลำแสงโลหิตนั้นมีเงาของอสูร แต่เงาของอสูรตนนี้เลือนรางมาก และไม่สามารถมองเห็นรูปร่างของมันได้อย่างชัดเจน ในขณะนั้นเอง เงาของอสูรนี้กำลังผสานเข้ากับฉีฉีน้อยอย่างช้า ๆ
ฉีฉีน้อยนั้นกลายเป็นร่างจาง ๆ ราวกับว่านางจะหายไปได้ทุกเมื่อ
“ดูเหมือนว่าโลหิตนี้จะเชื่อมต่อกับโลหิตในร่างกายของนาง และสามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันได้” ชายหนุ่มรู้ว่าฉีฉีน้อยนี้กำลังดูดซับพลังของโลหิตนั้น ดังนั้นเขาจึงพึมพำออกมาอย่างวางใจ
แต่วิหคยักษ์สีทองข้างนอกไม่รู้ ดังนั้นเขาจึงได้แต่กังวลอยู่ตรงนั้น
หลังจากนั้นไม่นานลู่เฉินก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสบายดี วิหคยักษ์สีทองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “เจ้าน่ากลัวมาก”
“เจ้าได้โลหิตนี้มาอย่างไร?” ลู่เฉินมองไปที่วิหคยักษ์สีทอง
“ข้าได้มันมาโดยบังเอิญ” วิหคยักษ์สีทองตอบ
หลังจากที่ลู่เฉินเข้าใจแล้ว เขาก็มองไปที่ฉีฉีน้อยที่ไม่เคลื่อนไหว “นางจะดูดซับมันเป็นเวลาอย่างน้อยสองสามปีหรือแม้กระทั่งหลายร้อยปี”
“ดูดซับ? นางดูดซับได้?” วิหคยักษ์สีทองไม่อยากจะเชื่อ
ชายหนุ่มมองดูมันด้วยรอยยิ้ม “นางยืนอยู่ที่นี่นานแล้วโดยไม่เป็นอันใดเลย เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?
วิหคยักษ์สีทองรู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นมีเหตุผล ชายหนุ่มพูดกับอีกฝ่ายว่า “ตอนนี้นางมีญาณทิพย์ ข้าไม่สามารถสัมผัสนางได้ แต่ข้าไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอด ดังนั้นเจ้าอยู่ที่นี่และปกป้องนาง ถ้ามีเรื่องใดอย่าลืมแจ้งให้ข้าทราบโดยเร็วที่สุด”
“โอ้? ให้ข้าปกป้องนาง?” วิหคยักษ์สีทองพูดอย่างหดหู่
“มีปัญหาหรือ?”
“ไม่ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็เป็นเซียนอสูรเหมือนกัน แต่นางเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดข้าต้องดูแลนางด้วย?” วิหคยักษ์สีทองไม่พอใจเล็กน้อย
ลู่เฉินยกยิ้ม “นางเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ธรรมดา นอกจากนี้นางยังสามารถหลอมรวมเข้ากับโลหิตนี้ได้ ถ้านางหลอมรวมเสร็จ ในตอนนั้นเจ้าจะไม่เป็นอิสระหรือ?”
วิหคยักษ์สีทองตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วพึมพำว่า “ดูเหมือนว่าจะเข้าท่านะ”
“เช่นนั้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว”
“แน่นอน ข้าจะปกป้องมันจนตาย!” วิหคยักษ์สีทองสาบาน
ลู่เฉินระบายยิ้มออกมา “ก็ดี ข้าไปก่อนล่ะ”
“ไปดีมาดีล่ะ!” วิหคยักษ์สีทองส่งอีกฝ่ายออกไป
และหลังจากที่ชายหนุ่มเดินออกจากห้วงจิตสำนึกนี้ วิหคยักษ์สีทองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เห็นได้ชัดว่าเขาอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น เหตุใดจิตวิญญาณของเขาถึงได้ทรงพลังเช่นนี้?”
วิหคยักษ์สีทองรู้สึกหดหู่ใจ จากนั้นก็มองไปที่ฉีฉีน้อย “แต่ถึงอย่างนั้น หญิงคนนี้กลับแปลกยิ่งกว่า”
….
ในระหว่างที่วิหคยักษ์สีทองพึมพำ ลู่เฉินก็ออกมาข้างนอกแล้ว
ฟาเทียนยิ้มให้เจี่ยอันทันทีที่เห็นลู่เฉินออกมา “ดูสิ ผู้อาวุโสออกมาแล้ว”
เจี่ยอันถอนหายใจด้วยความโล่งอก “มันน่ากลัวมาก”
ชายหนุ่มมองไปที่อาหนิวแล้วเอ่ยว่า “มานี่เถิด”
อสูรตาเดียวบินไปที่ไหล่ของลู่เฉิน จากนั้นลู่เฉินก็มองไปที่ฟาเทียนและเจี่ยอัน “ได้เวลาไปที่อื่นแล้ว”
เมื่อฟาเทียนได้ยินว่าเขากำลังจะจากไป เขาก็รู้สึกสับสน “แล้วฉีฉีน้อยล่ะ?”
เจี่ยอันก็อยากรู้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงมองไปยังลมหิมะที่หมุนวน แต่หลังจากที่ไม่เห็นใคร เขาก็แสดงความอยากรู้อยากเห็น
ชายหนุมหันกลับมามองสายลมแล้วพูดว่า “นางได้โอกาสแล้ว!”
“โอกาส?” ฟาเทียนไม่เข้าใจ
เจี่ยอันไม่เข้าใจเช่นกัน ลู่เฉินจึงอธิบายว่า “มีหยดโลหิตอยู่ข้างใน และโลหิตนี้จะหลอมรวมกับนาง แต่ต้องใช้เวลา”
“โลหิตอันใด น่าทึ่งขนาดนั้นเลยหรือ?” ฟาเทียนยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก
เจี่ยอันเองก็มองไปที่ลู่เฉินอย่างรอคอยด้วยความสงสัย
ชายหนุ่มไม่อธิบายอะไรมากเพียงแค่ยกยิ้ม “เดินไปคุยไปเถิด”
ทั้งสองไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตามไป และระหว่างทางกลับของลู่เฉิน พวกเขาก็คุยกันไประหว่างเดินทาง จนกระทั่งเขากลับมาถึงทางเข้าพระราชวังสินธุเหมันต์ในตอนแรก ชายหนุ่มก็อธิบายเสร็จสิ้นแล้ว
ในที่สุดฟาเทียนและเจี่ยอันก็เข้าใจ
แต่ตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าควรไปทางไหน เจี่ยอันจึงมองไปที่ลู่เฉิน “เราจะไปทางไหนกันต่อดี?”
“ทางที่เจ็ด”
“ทางที่เจ็ด?” เจี่ยอันสงสัยว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงเลือกทางที่เจ็ด “ทางที่เจ็ดนี้อุดมไปด้วยผลไม้จิตวิญญาณ แต่ผลไม้จิตวิญญาณมักมาพร้อมกับแมลงมีพิษบางชนิด ดังนั้นต้องระวังเป็นพิเศษ มิฉะนั้นแมลงบางชนิดจะแอบเข้ามาในร่างกายแล้วเราจะตายได้อย่างง่ายดาย”
“ผลไม้จิตวิญญาณ?” ลู่เฉินมองไปที่เจี่ยอัน อยากให้เขาอธิบายทางเดินที่เจ็ดต่อ
เจี่ยอันอธิบายว่า “หลังทางเดินที่เจ็ดเรียกว่าสวนผลวิญญาณ และสถานที่แห่งนี้อุดมไปด้วยผลไม้หายากและแปลกใหม่ทุกชนิด และผลไม้เหล่านี้แทบจะหาทานข้างนอกไม่ได้เลย แต่ผลไม้หลายชนิด บางชนิดมีพิษสูง บางชนิดยอดเยี่ยมมาก นอกจากนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพวกแมลงมีพิษ ซึ่งแฝงอยู่ในผลไม้บางชนิดและสามารถเข้าสู่ร่างกายของทุกคนได้ทุกเมื่อ”
เมื่อฟาเทียนได้ยินก็ขนลุก “จะเกิดอันใดขึ้นถ้ามันเข้าไปในร่างกาย?”
“ดูดโลหิตจนหมด ดูดพลังปราณ หรือแม้แต่กัดกินร่างกาย” เจี่ยอันตอบ
ฟาเทียนรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว “น่ากลัว”
แต่เจี่ยอันพลันขมวดคิ้ว “นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นอีก!”
“อันใดนะ?” ฟาเทียนมองเจี่ยอันอย่างสงสัย เพราะอยากรู้ว่ายังมีสิ่งใดที่น่ากลัวกว่าสิ่งนี้อีก