ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 579 ไม่ว่าวานรจะคุ้มคลั่งแค่ไหน ก็ต้องยอมสยบ!
บทที่ 579 ไม่ว่าวานรจะคุ้มคลั่งแค่ไหน ก็ต้องยอมสยบ!
เวลานี้ท้องฟ้ามืดลงเรื่อย ๆ ราวกับว่าพายุกำลังจะมา
ทันใดนั้นแสงสีทองจาง ๆ ก็ลอยขึ้นไปอยู่กลางอากาศ
ผู้คนบนภูเขาพลันตกใจ “มันคือวานรสีทองของตระกูลฟาง!”
“เกิดอันใดขึ้นกับตระกูลฟาง? คิดไม่ถึงว่าจะเรียกวานรสีทองทั้งหมดออกมาด้วย?”
“ไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว”
ดวงตาของหั่วลั่งเบิกกว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเห็นแสงสีทองขยายใหญ่ขึ้นและกลายเป็นวานรขนสีทองตัวใหญ่ เขาก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง “ฟางคง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเรียกอสูรผู้พิทักษ์ของตระกูลฟางออกมา?”
“ใครบอกให้เขาทำลายสมบัติวิญญาณของข้าเล่า!” ฟางคงจ้องไปที่ลู่เฉิน ราวกับว่าเขาต้องการฉีกอีกฝ่ายเป็นชิ้น ๆ
หลังจากได้ยินเรื่องนี้ หั่วลั่งก็พูดอย่างกังวลว่า “เจ้ามันบ้าไปแล้วจริง ๆ!”
หลังจากพูดจบ หั่วลั่งก็มองไปที่ลู่เฉินและพูดว่า “รีบไป!”
“มันก็แค่วานรตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่” ชายหนุ่มไม่สนใจวานรที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
ไม่ใช่เรื่องใหญ่?
บรรดาผู้ที่มาล้อมอยู่บนภูเขาก็ยังถูกดึงดูดโดยน้ำเสียงของลู่เฉิน แต่ส่วนใหญ่ล้วนรู้สึกว่าอีกฝ่ายบ้าเกินไป โดยเฉพาะฟางคงที่หัวเราะเยาะ “พ่อหนุ่ม เจ้ารู้จักอสูรผู้พิทักษ์ของตระกูลข้า มันอยู่ในระดับใดหรือ?
“มันเป็นแค่อสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับสามดาว!” น้ำเสียงที่ดูถูกเหยียดหยามของลู่เฉินทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
แม้แต่ชายชราบางคนที่อยู่ในความมืด พวกเขายืนอยู่บนหอคอยสูงและกระซิบกระซาบกัน
หั่วลั่งรีบเกลี้ยกล่อมลู่เฉินว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงฝีมือนะ”
แต่ชายหนุ่มกลับเยือกเย็นและสงบนิ่ง เขายังคงจ้องมองวานรที่ร่อนลงมาจากบนท้องฟ้าอย่างช้า ๆ
กลิ่นอายอันทรงพลังที่แผ่ออกมาจากวานรทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังจะขาดอากาศหายใจอย่างไรอย่างนั้น
เจี่ยอันมองไปที่ฟาเทียนด้วยความตกใจ “เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าไม่ต้องการจากไป?”
“ไม่ต้องกังวล ผู้อาวุโสเชี่ยวชาญในการจัดการกับอสูร” ฟาเทียนกล่าวอย่างมั่นใจ
เมื่อเจี่ยอันได้ยินเช่นนี้ เขาก็นึกถึงอสูรตาเดียวที่ถูกสยบตัวนั้น
แต่อสูรตาเดียวนั้นเทียบไม่ได้เลยกับอสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับสามดาวตัวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวานรที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา ร่างกายของมันเปล่งแสงสีทอง และมันก็ทุบหน้าอกกระทืบเท้าคำรามออกมา
เสียงคำรามนี้ทำให้หั่วลั่ง ฟาเทียน และคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ตรงนั้นรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก
มีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่ยังคงสบายดี เขายังจ้องไปยังวานรตัวใหญ่ที่ลอยอยู่สูงหลายชั้นและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าจะลงมาเอง หรือจะให้ข้ายิงเจ้าลงมา?”
ชายหนุ่มพูดจบ เขาก็หยิบคันธนูเงามารออกมา
วานรตัวใหญ่ไม่คาดคิดว่าผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้จะกล้าขู่ด้วยธนู มันส่งเสียงแสดงความไม่พอใจและโกรธเคืองออกมา ในขณะที่ฟางคงตะโกนใส่มันว่า “จัดการคนหยิ่งยโสคนนี้ซะ!”
“ไม่มีปัญหา!” วานรตัวใหญ่พูดอย่างเชื่อฟัง
หลังจากพูดจบ วานรตัวใหญ่ก็ยื่นฝ่ามือขวาแล้วตบออกไปอย่างแรง ทุกคนเห็นรอยฝ่ามือสีทองบินตรงมา และกระแทก ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉินอย่างแรง
‘กำแพงพันชั้น’ แตกมากกว่าเก้าร้อยชั้นในจุดนั้น แต่สุดท้ายก็ยังพังมันลงไม่ได้
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนงงงวย แต่ฟางคงไม่พอใจและพูดกับวานรตัวใหญ่ว่า “ใช้พลังที่แรงที่สุดของเจ้า!”
“ไม่มีปัญหา!”
หลังจากพูดจบ วานรตัวใหญ่ก็จู่โจมด้วยมือทั้งสองข้างอย่างดุเดือด
ตูม ตูม ตูม!
แสงสีทองสว่างวาบไปทุกที่ในทันที และก้อนหินก็กระเด็นไปบนพื้น กองฝุ่นก็ถึงกับปลิวว่อน
ทุกคนอ้าปากค้าง แต่ฟางคงหัวเราะลั่น “ตอนนี้ยังไม่กลายเป็นน้ำจิ้มเนื้ออีกหรือ?”
หั่วลั่งที่เฝ้ามองจากด้านข้างรู้สึกหวาดกลัว “ตายแล้วหรือ?”
เจี่ยอันก็สงสัยเช่นกัน “หรือว่าจะแพ้แล้ว?”
แต่ฟาเทียนกลับไม่เชื่อว่าลู่เฉินจะตาย
ยามนี้ฝุ่นและหมอกฟุ้งกระจาย ไม่มีเนื้อและเลือดเหลืออยู่บนพื้นยกเว้นหลุมบ่อ
ทำให้ทุกคนสงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น
ยามนี้ลู่เฉินยืนอยู่ไม่ไกลจากด้านข้าง และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าอยู่นี่”
ทุกคนมองไปทันทีและพบว่าลู่เฉินอยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว และวานรตัวใหญ่ก็วิ่งเข้าหาและโจมตีอย่างเมามันอีกครั้ง
จากนั้นทุกคนก็ค้นพบสิ่งที่น่ากลัว นั่นคือลู่เฉินสามารถ ‘เคลื่อนย้าย’ ตัวเองได้ ราวกับว่าหายตัวไปในทันทีอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งนี้ทำให้ฟางคงไม่พอใจอย่างยิ่ง และยังพูดด้วยความโมโหว่า “พ่อหนุ่ม หากมีฝีมือก็อย่าหลบสิ!”
“อย่ากังวล มาแล้ว” ในยามนี้ชายหนุ่มยืนอยู่ในระยะไกลและยกยิ้ม จากนั้นยิงธนูเงามารออกไป
วานรตัวใหญ่คำรามอย่างเหยียดหยาม จากนั้นแสงสีทองก็เปล่งแสงสว่างวาบบนร่างของมันต้านลูกศรไว้ และคำรามอย่างดุร้าย “มนุษย์ผู้ต่ำต้อย!”
ฟางคงเองก็ดูถูกลู่เฉินเช่นกัน “ด้วยการโจมตีของเจ้า เจ้ายังคิดจะทำร้ายอสูรศักดิ์สิทธิ์ของข้า?”
“การป้องกันของวานรน้อยตัวนี้แข็งแกร่งจริง ๆ!” ลู่เฉินวางคันธนูแล้วยิ้ม
ทุกคนคิดว่าชายหนุ่มกำลังจะประนีประนอมแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าลู่เฉินจะใช้เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ กลายเป็นเงาอัสนีวิญญาณ และพุ่งเข้าไปในร่างของวานร
ทุกคนสงสัยว่าเมื่อครู่คือสิ่งใดกัน
ส่วนวานรตัวใหญ่ตัวนั้น หลังจากที่สัมผัสได้ว่าลู่เฉินเข้ามาในห้วงจิตสำนึกของมันแล้ว มันก็เบิกตากว้าง “ให้ตายเถอะ มันวิ่งเข้าไปในมิติห้วงจิตสัมผัสของข้าแล้ว”
ทุกคนตกใจเมื่อได้ยินสิ่งนี้
วานรตัวใหญ่นั่งขัดสมาธิและหลับตาทันที
ฟางคงอ้าปากค้าง “ทำลายวิญญาณของเขา!”
หั่วลั่งมองดูด้วยความประหลาดใจและพึมพำในใจ “พ่อหนุ่มคนนี้มีที่มาอย่างไร?”
ไม่ใช่แค่หั่วลั่ง แต่หลายคนก็หวาดกลัวกับความสามารถที่หลากหลายของลู่เฉิน และเจี่ยอันก็พูดด้วยความงุนงงว่า “มันทรงพลังเกินไป”
ฟาเทียนหัวเราะและพูดว่า “ข้าบอกแล้วว่าไม่มีผู้ใดทำร้ายผู้อาวุโสได้”
เจี่ยอันมีท่าทีลังเล “ถ้าอย่างนั้นเขาอยู่ในร่างวานรตัวนี้ เขาจะเอาชนะวานรตัวนี้ได้หรือไม่?”
“วางใจ สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้อาวุโสก็คือวิญญาณ!” ฟาเทียนยิ้มอย่างมั่นใจ
“สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือวิญญาณ?” เจี่ยอันเริ่มแปลกใจ
แต่ในขณะนี้ไม่มีใครอธิบายให้เจี่ยอันฟังได้ ดังนั้นเขาจึงได้แต่เฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ
…
ในห้วงจิตสำนึกของวานรใหญ่ วิญญาณของอสูรวานรตัวใหญ่ตะคอกใส่ลู่เฉินซึ่งกำลังเปล่งประกายด้วยสายฟ้า “เจ้าก็ไม่ดูเลยว่าเจ้าอ่อนแอแค่ไหน!”
“ข้าอ่อนแอหรือ?” ชายหนุ่มมองด้วยรอยยิ้ม
“ไร้สาระ วิญญาณของผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้อย่างเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน?”
“โอ้? จริงหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม จากนั้นโซ่ตรวนก็ปรากฏขึ้นในความมืด
วานรตัวใหญ่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก่อนที่มันจะทันได้ตอบสนอง โซ่ตรวนเหล่านี้ได้พันธนาการวิญญาณอสูรของมันเอาไว้ ทำให้วานรตัวใหญ่ต้องดิ้นรน แต่แรงยึดนั้นแข็งแกร่งมากจนวานรใหญ่ต้องตะโกนถามว่า “เจ้ามีพลังแบบไหนกันแน่?!”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เพียงมองไปที่วานรตัวใหญ่ด้วยรอยยิ้มแล้วถามกลับไปว่า “เจ้ายอมรับความพ่ายแพ้หรือไม่?”
“ยอมรับความพ่ายแพ้? ไร้สาระ! ข้าคืออสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับสามดาว! วานรสีทอง!”
“วานรอย่างเจ้ามีการป้องกันทางร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่วิญญาณนั้นไม่เท่าไหร่” คำพูดของลู่เฉินทำให้วานรตัวนี้รู้สึกเหมือนโดนดูถูก ดวงตาของมันจึงเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธ
แต่ไม่ว่าวานรจะดิ้นรนต่อต้านแค่ไหน มันก็ไม่สามารถหลุดออกไปได้ มันจึงได้แต่พูดอย่างโมโหว่า “เจ้าต้องการอันใด?”
“ยอมรับความพ่ายแพ้!”
“ไม่มีทาง!” วานรยังคงยืนกราน
ลู่เฉินยิ้มอย่างชั่วร้าย “ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะเป็นเด็กดีแล้ว”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็สั่งให้กุ่ยเจี๋ยปรากฏตัว
พลังของกุยเจี๋ยทำให้วานรตกใจกลัว โดยเฉพาะตอนที่กุยเจี๋ยสัมผัสมัน วานรรู้สึกราวกับว่าวิญญาณของมันถูกบีบให้แห้ง มันจึงร้องด้วยความตกใจ “ก็ได้ ข้ายอมรับความพ่ายแพ้!”
“ดีมาก!” หลังจากที่ชายหนุ่มฉีกยิ้ม เขาก็ลบความเกี่ยวข้องของมันกับตระกูลฟาง และปล่อยให้มันทำสัญญากับเขา
แต่คนข้างนอกไม่รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานรลืมตาขึ้น ฟางคงก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า “เจ้าสังหารมันได้แล้วหรือ?”