ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 580 วานรที่คุ้มคลั่งกลัวจนยอมสยบให้อีกฝ่าย!
บทที่ 580 วานรที่คุ้มคลั่งกลัวจนยอมสยบให้อีกฝ่าย!
หั่วลั่งเองก็คิดว่าลู่เฉินตายแล้ว แต่ฟาเทียนไม่คิดว่าลู่เฉินตาย ดังนั้นเขาจึงพูดอย่างหนักแน่นว่า “ย่อมไม่อย่างแน่นอน”
เจี่ยอันมีสีหน้าดูไม่ได้
คนของลัทธิกระบี่สวรรค์ย่อมคิดว่าลู่เฉินตายแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟางคงที่ยังมีใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
แต่ในยามนี้เอง เงาอัสนีพลันปรากฏขึ้นจากร่างของวานรตัวใหญ่ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อันใดนะ? อยากให้ข้าตายหรือ?”
“เจ้า!” ฟางคงและคนของลัทธิกระบี่สวรรค์ รวมทั้งคนที่อยู่ในความมืดต่างก็ตกใจ
ในขณะที่หั่วลั่งมีความสุขมาก “ยังไม่ตาย เขายังไม่ตาย!”
ฟาเทียนเผยรอยยิ้มออกมา ขณะที่เจี่ยอันถอนหายใจ “ทรงพลังจริง ๆ ”
ฟางคงโกรธและตะโกนใส่วานรตัวใหญ่ว่า “เหตุใดเจ้าจึงไม่ฆ่ามัน?!”
ทว่าใครจะรู้ว่าวานรตัวใหญ่ตัวนี้ได้จ้องมองฟางคงอย่างดุเดือดและพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าเชื่อไหมว่าข้าสามารถตบเจ้าตายได้?”
หลังจากสถานการณ์เงียบลงก็เกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้ง
“วานรตัวนี้บ้าไปแล้วหรือ?”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“โกรธหรือ?”
ฟางคงถลึงตามองขณะเอ่ยถาม “เจ้าพูดอันใด?”
“ข้าบอกว่าข้าจะตบเจ้าให้ตาย!” วานรตัวใหญ่มีท่าทีเคร่งขรึม
ฟางคงกัดฟัน และหยิบศิลาประหลาดออกมาจากอก ศิลาก้อนนี้สลักอักขระยันต์เอาไว้
ฟางคงตะโกนใส่วานรตัวใหญ่ว่่ “เชื่อหรือไม่ว่าข้าทำให้เจ้าทรมานเสียยิ่งกว่าตาย?!”
ทุกคนรู้ว่าอักขระยันต์บนศิลาเป็นสมบัติวิญญาณของตระกูลฟางที่ใช้ควบคุมวานร แต่วานรตัวใหญ่กลับพูดว่า “ข้าไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับตระกูลฟางของเจ้าแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงทำร้ายข้าด้วยสิ่งนี้ไม่ได้”
“ทำร้ายเจ้าไม่ได้?” ฟางคงไม่เชื่อและบรรจุพลังเข้าไป
แสงสีทองบนอักขระยันต์เปล่งแสงสว่างวาบ แต่วานรตัวใหญ่ไม่เป็นไร ทั้งยังจับแขนเสื้อของฟางคงด้วยมือข้างเดียว แล้วลากฟางคงขึ้นมา
ฟางคงที่แต่เดิมได้รับบาดเจ็บอยู่แล้วจึงไม่สามารถหลบหนีได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงพูดด้วยความโกรธว่า “ปล่อยข้าไป!”
“เขาขอให้เจ้ายอมรับความพ่ายแพ้!” วานรตัวใหญ่คว้าฟางคงด้วยมือข้างหนึ่งและวางไว้ตรงหน้าลู่เฉิน
“เจ้า เจ้าฟังเขาจริง ๆ หรือ?” ฟางคงจ้องวานรตัวใหญ่ แล้วรู้สึกราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสก ๆ
ไม่เพียงแต่ฟางคงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนของลัทธิกระบี่สวรรค์ด้วยเพราะพวกเขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าวานรตัวใหญ่ตัวนี้จะต่อต้านเจ้าของ
วานรตัวใหญ่ไม่สนใจการจ้องมองของทุกคน ทว่ามองไปที่ฟางคง “ตระกูลฟางของเจ้าควบคุมข้ามาหลายปี มันควรจะจบลงได้แล้ว!”
ฟางคงรู้สึกหวาดกลัว “เจ้า เจ้าต้องการอันใด?”
“ยอมแพ้ต่อเขา!” วานรตัวใหญ่ก็พูดเช่นเดียวกัน
ฟางคงมีสีหน้าดูไม่ได้ ในขณะที่หั่วลั่งได้สติกลับมาและฉีกยิ้ม “ฟางคง ยอมรับความพ่ายแพ้เถิด”
ฟางคงไม่เต็มใจนัก แต่หลังจากคิดว่าอีกเดี๋ยวลู่เฉินก็จะไปที่ค่ายกลกระบี่สังหาร เขาก็ตะโกนออกมาว่า “ได้ ข้ายอมรับความพ่ายแพ้!”
ฉากนี้สร้างความคึกคักให้ผู้คนโดยรอบเป็นอย่างมาก และหลังจากที่ฟางคงยอมรับความพ่ายแพ้ เขาก็มองไปที่วานรตัวใหญ่ “แล้วเจ้าจะต้องเสียใจ!”
“เจ้าอยากตายหรือ?” เจ้าวานรตัวใหญ่ถลึงตาใส่
ฟางคงกลัวมากจนเหงื่อแตกพลั่กทันที “ข้ายอมแพ้แล้ว เจ้าวางข้าลงได้หรือยัง?”
วานรตัวใหญ่โยนฟางคงลงมา และถอยห่างออกไปทันที จากนั้นพลันจ้องมองที่ลู่เฉินและพูดว่า “แม้ว่าเจ้าจะชนะแล้ว แต่ถ้าเจ้าต้องการขึ้นไปบนภูเขานี้ เจ้าต้องผ่านค่ายกลกระบี่สังหารและเอาชนะบุตรศักดิ์สิทธิ์ให้ได้เสียก่อน!”
หั่วลั่งมองไปที่ฟางคงด้วยรอยยิ้ม “เอาศิลาของข้าคืนมา!”
ฟางคงไม่อยากให้และอยากเล่นลิ้น แต่หั่วลั่งพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มีผู้คนมากมายเฝ้าดูอยู่ที่นี่ เจ้าอยากถูกทุกคนหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิตหรือ?”
ฟางคงมีสีหน้าดูไม่ได้ แต่ในที่สุดเขาก็ควักกล่องสีดำขนาดเล็กออกมาแล้วโยนมันออกไป
หั่วลั่งหยิบมันขึ้นมาและมองมันแวบหนึ่งก่อนจะเก็บมันเข้าไป
แต่ฟางคงกลับพูดด้วยความโกรธว่า “ฝากไว้ก่อน ข้าจะเอาคืน!”
“น่าขัน มันเป็นของข้า” คำพูดของหั่วลั่งทำให้ฟางคงตัวสั่น
แต่ฟางคงรู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดจากลู่เฉิน จึงจ้องไปที่ชายหนุ่มแล้วเอ่ยว่า “ค่ายกลกระบี่สังหารอยู่บนภูเขาลูกนี้ กล้าที่จะไปหรือไม่?”
“นำทางสิ” ชายหนุ่มสงบมากราวกับว่าเขาไม่มีความกลัว
ฟางคงแค่นเสียงหึ และทำได้เพียงเป็นผู้นำทาง ในขณะที่ลู่เฉินเดินนำวานรตัวใหญ่ ส่วนฟาเทียนและคนอื่น ๆ ก็ตามหลังมาอีกที
หั่วลั่งเป็นกังวลเล็กน้อย และกระซิบกับลู่เฉินว่า “ท่านพี่ ค่ายกลกระบี่สังหารนี้น่ากลัวมาก เจ้าควรคิดทบทวนให้ดี”
“ท่านพี่? ใครคือท่านพี่ของเจ้า?” เมื่อเห็นท่าทางของเขา ลู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยรอยยิ้ม
หั่วลั่งพูดอย่างเคอะเขิน “ตอนนี้เราเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันไม่ใช่หรือ?”
ชายหนุ่มส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้ามันไร้ยางอาย”
“ท่านพี่ พักเรื่องนี้ไว้ก่อน เรามาหารือเกี่ยวกับค่ายกลกระบี่ดสังหารนี้กันเถิด” หั่วลั่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“มาคุยกันเถอะ” ลู่เฉินอยากรู้ว่าค่ายกลกระบี่สังหารนี้เป็นอย่างไร
หั่วลั่งพูดสิ่งที่น่ากลัวออกไปทันที
ปรากฏว่าค่ายกลกระบี่สังหารนี้เป็นค่ายกลที่มีกระบี่จำนวนมากอยู่ด้านใน กระบี่เหล่านี้ถูกคนของลัทธิกระบี่สวรรค์จำนวนมากควบคุมอยู่ ดังนั้นหากเขาอยากผ่านค่ายกลนี้ไป เขาต้องไม่ถูกกระบี่เหล่านี้โจมตี มิฉะนั้นเขาจะเต็มไปด้วยบาดแผล
แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะหลังจากได้ยิน “ค่ายกลนั่นน่าเบื่อขนาดนี้เลยหรือ?”
“น่าเบื่อ?” หั่วลั่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายบ้าเกินไปแล้ว
“ข้าสามารถทำลายสมบัติวิญญาณของผู้ชายคนนั้นได้ เจ้าคิดว่ากระบี่เหล่านั้นสามารถทำร้ายข้าได้หรือไม่?” ลู่เฉินถามกลับ
หั่วลั่งส่ายหัวและพูดว่า “ท่านพี่ ท่านไม่รู้อันใด นั่นคือค่ายกลกระบี่สังหาร ไม่ใช่แค่กระบี่!”
“มีค่ายกล นั่นก็ไม่ต่างกัน”
“ค่ายกลนี้สามารถป้องกันไม่ให้กระบี่เหล่านั้นถูกพลังใด ๆ รบกวนได้ และจะถูกเจ้านายของพวกมันควบคุมเท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าท่านจะมีสมบัติวิญญาณหรือความสามารถบางอย่าง ก็ไม่สามารถควบคุมกระบี่เหล่านั้นได้” หั่วลั่งกล่าวออกมาอย่างจริงจัง
แต่ลู่เฉินกลับมองไปที่หั่วลั่งด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ประเมินข้าต่ำไป!”
“ประเมินต่ำไปหรือ? ข้าเปล่านะ!” หั่วลั่งไม่คิดเช่นนั้น
“เช่นนั้นก็หยุดพูดซะ” ชายหนุ่มขี้เกียจฟัง
หั่วลั่งเห็นว่าลู่เฉินไม่อยากฟัง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรมาก แต่คนจากลัทธิกระบี่สวรรค์พลันหัวเราะอยู่ตรงนั้น โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาใกล้ ๆ หลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์แล้ว พวกเขาทั้งหมดก็หัวเราะเยาะลู่เฉิน
หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็มาถึงสันเขาซึ่งมีจัตุรัสกว้างอยู่ตรงนั้น ตรงกลางของจัตุรัสมีกระบี่สีดำหลายร้อยเล่มเสียบอยู่ ในเวลาเดียวกัน ยังมีเสาหินสีดำตั้งอยู่รอบ ๆ และผู้คนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสาหินเหล่านี้
ไม่เพียงแค่นั้น รอบ ๆ กระบี่และเสาหินเหล่านั้นยังมีค่ายกลโปร่งแสงขนาดใหญ่
ฟางคงหัวเราะเยาะลู่เฉินเมื่อเห็นสิ่งนี้ “พ่อหนุ่ม เจ้าเห็นนั่นหรือไม่? กระบี่พวกนั้น!”
เห็นว่าเพียงกระบี่ ค่ายกล และคนเหล่านั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ราวกับว่าใครก็ตามที่เข้ามาจะถูกสับเป็นชิ้น ๆ ด้วยกระบี่พวกนี้ตลอดเวลา
แต่ลู่เฉินไม่สนใจและพูดว่า “ทำอย่างไรถึงจะนับว่าผ่านไปได้?”
ฟางคงเย้ยหยัน “ที่ใจกลางของค่ายกลมีกล่องอยู่ เจ้าแค่ต้องไปเปิดกล่องตรงนั้น แล้วนำแผ่นป้ายข้างในออกมา แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่มีความสามารถ เพราะกระบี่เหล่านี้ ผู้คนและค่ายกลต่าง ๆ จะขัดขวางเจ้า จนกว่าจะขับไล่เจ้าออกไปหรือสังหารเจ้าเสีย!”
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินคงจะหวาดกลัว แต่ชายหนุ่มแค่พูดว่า “ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?”
ง่าย?
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินบ้าเกินไปแล้ว และฟางคงถึงกับหัวเราะเยาะออกมา “ง่าย? ข้าว่านะพ่อหนุ่ม เจ้ารู้หรือไม่ว่าตั้งแต่สร้างค่ายกลกระบี่สังหารนี้มา มีกี่คนที่ผ่านค่ายกลนี้ได้?”